โอ้โฮ เหมือนจะให้ทำข้อสอบเลยนะคะเนี่ย ความจริงแล้วถ้าจะให้วิเคราะห์คงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะต้องศึกษาบริบทต่าง ๆ และข้อมูลต่าง ๆ มากพอ แต่ถ้าจะให้แสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์คนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจะดีกว่านะคะ

1. การให้สถานศึกษาทุกแห่งจัดหลักสูตรสถานศึกษาของตนเอง เป็นความคาดหวังของนักวิชาการทั้งหลายที่อยากให้สถานศึกษาได้จัดการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่น โดยลืมคิดไปว่า สภาพของสังคมไทยเป็นอย่างไร และความพร้อมในการดำเนินการมีเพียงใด สิ่งที่ให้ทำจึงเป็นเพียงความฝันที่ไปยังไม่ถึงเท่านั้นเอง จากการไปนิเทศโรงเรียน หลักสูตรสถานศึกษามีความแตกต่างกันมากในด้านองสาระการเรียนรู้ที่นำมาให้นักเรียนเรียน และที่สำคัญที่สุดขาดการนำไปปฏิบัติจริง ๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ มีหลักสูตรสถานศึกษาเอาไว้ให้ตรวจเท่านั้นเอง การให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตรเองในขณะนี้จึงล้มเหลว พอสอบ NT โรงเรียนก็บ่นว่าบางเรื่องนักเรียนยังไม่ได้ หรือเรียนตื้นลึกไม่เท่ากัน ทำให้ผล NT ต่ำ หลักสูตรแกนกลาง 51 จึงกำหนดสาระการเรียนรู้มาให้เหมือนกันทั้งประเทศ ก็คงต้องดูกันต่อไปว่าผลจะเป็นอย่างไร

2. การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เราใช้คำนี้มานานแล้วและก็ยังเข้าใจไม่ตรงกันสักที แต่จะถือว่าล้มเหลวเสียทีเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะถึงอย่างไรเราก็ยังเห็นนักเรียนบางส่วนที่ได้แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างโดดเด่น คงจะเห็นได้จากงานแสดงผลงานทางวิชาการต่าง ๆ ปัญหาคงอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนแต่ละคนมากกว่า

3. ความสำเร็จของการจัดการศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ คงต้องดูจากผลการสอบ NT และ ONET เพราะขณะนี้ต้องถือว่าการสอบ NT และ ONET เป็นการวัดผลที่ตรงตามมาตรฐาน ถ้าดูภาพรวมทั้งประเทศก็คงยังไปไม่ถึงฝั่งฝันอีกเหมือนกันค่ะ

4. การเพิ่มวิทยฐานะของครูกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน เรื่องนี้ทุกคนต้องยอมรับว่าการประเมินวิทยฐานะของครูทำให้ครูมีวิทยฐานะสูงขึ้นแต่ในขณะเดียวกันนักเรียนกลับมีผลสัมฤทธิ์ต่ำลง นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้มากขึ้น บางโรงเรียนเมื่อไปนิเทศแล้วตกใจมากที่มีนักเรียนอ่านไม่ออกหลายคน ทั้ง ๆที่ครูผู้สอนก็เป็นครูเก่าแก่ที่มีฝีมือในการสอนมาก่อน ลองแอบ ๆ ถามนักเรียนดูก็ทราบว่าครูไม่ค่อยได้สอน เพราะมัวแต่ทำผลงานทางวิชาการ เมื่อปีก่อนลูกหลานที่บ้านเคยถามว่า "ป้า ๆ เขาบังคับให้ครูทุกคนทำผลงานหรือ" ถามไปถามมาได้ความว่าครูไม่ได้สอนเลยทำแต่ผลงาน มิหนำซ้ำยังให้นักเรียนช่วยทำหลักฐานประกอบการประเมินเสียด้วย น่าแปลกใจมาก เมื่อก่อนนี้ครูผู้สอนจบแค่ ป.กศ.แต่สอนนักเรียนให้อ่านออกเขียนได้ ผู้ปกครองก็อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้ครูจบวูฒิปริญญาตรี ปริญญาโท เป็นส่วนใหญ่ ผู้ปกครองก็อ่านออกเขียนได้กันเกือบทุกคน แต่มีปัญหาเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำทุกวิชา เป็นเรื่องแปลกแต่จริง

5. การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ ประเด็นนี้ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีก้าวหน้าเร็วมาก ครูส่วนใหญ่ตามไม่ทัน ถ้าครูทีมีความสามารถทางเทคโนโลยีก็สามารถสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาได้ แต่แหล่งขายก็มีอยู่ซึ่งราคาค่อนข้างแพง ครูก็ใช้นวัตกรรมทางการศึกษาแบบเก่า ๆ ที่ไม่ค่อยเร้าใจนักเรียนเท่าไร ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่าครูบางส่วนก็สามารถใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ได้ผลดี แต่ครูบางส่วนก็ไม่ใช้นวัตกรรมเลย การใช้แหล่งเรียนรู้ก็เช่นเดียวกัน ครูบางคนก็ใช้แหล่งเรียนรู้ไม่คุ้มค่าและไม่ตรงกับเป้าหมายการเรียนรู้ ประเด็นนี้โดยส่วนตัวเคยคิดมานานแล้วว่า ในการประเมินครูทำไมต้องมีประเด็นว่าครูต้องสร้างนวัตกรรมเอง ทั้ง ๆ ที่ครูก็ไม่ค่อยมีเวลาในการสร้างนวัตกรรม น่าจะมีกลุ่มคนที่สร้างนวัตกรรมต่างๆ ให้ครูได้เลือกใช้อย่างหลากหลาย คิดดูเถอะหมอเขารักษาคนไข้ยังไม่เห็นต้องผลิตยาเอง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเภสัชกร ครูไทยเรารับภาระหนักมากไปหรือเปล่า

ทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนมาเป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ คงไม่ใช่เป็นการวิเคราะห์ตามที่คุณต้องการ แต่อาจได้รับรู้มุมมองของ ศน.แก่ ๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง