ประสบการณ์ในการทำงานที่ประยุกต์ใช้หลักเศรษฐศาสตร์กับพฤติกรรมด้านสุขภาพ

 ในการปฏิบัติงานด้านสุขภาพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการดำเนินงานไปอย่างหลากหลายรูปแบบด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานในลักษณะใดๆก็ตามในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าจะต้องคุ้มค่ากับต้นทุน เพื่อให้สอดคล้องกับระบบงบประมาณที่มุ่งเน้นผลงาน ซึ่งจะแตกต่างกับการดำเนินงานด้านสุขภาพในสมัยก่อนๆ  แต่ในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปข้างหน้านั้นก็ต้องยอมรับว่ารูปแบบบางอย่างก็เปลี่ยนแปลงแบบถอยหลังลงคลองเช่นกัน  จากประสบการณ์ที่เคยพบเห็นแต่ไม่เคยได้สัมผัสคลุกคลีอะไรมากนักของผู้เขียน เห็นว่าในปัจจุบันสถานบริการต่างๆเริ่มมุ่งเน้นระบบกำไร ขาดทุน นำมาใช้กับระบบบริการสุขภาพ เนื่องจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ดังจะเห็นได้จาก สมัยก่อนกระจายงบประมาณด้วยระบบ สปร. เวชภัณฑ์ยา/ไม่ใช้ยาในสถานบริการมีขีดจำกัดในการรักษาที่ดีในระดับหนึ่งแต่พอระบบ 30 บาทเข้ามาเวชภัณฑ์ที่มีในสถานบริการกลับหายไปอย่างน่าเป็นห่วง ถามว่าทุกวันนี้ผู้บริหารมองบริการสุขภาพเป็นธุรกิจใช่หรือไม่เนื่องจากบอกว่าใช้ยาดีๆ สั่งยามามากๆ ขาดทุน(น่าช้ำใจจริงๆ) ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ใครเป็นผู้รับชะตากรรม  ประชาชนเจ้าของงบประมาณ ใช่หรือไม่ (ความจริงนะครับเท่าที่พบเห็น)
 จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการทำงานด้านสุขภาพได้นำหลักทางเศรษฐศาสตร์มาใช้กับระบบพฤติกรรมทางสุขภาพด้วยเช่นกัน แต่ไม่ใช่ในหลักการดังกล่าวข้างต้น แต่เป็นการใช้ในการดำเนินงานเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพในเรื่อง การรักษาพยาบาล  เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์ทุกคนหลีกเลี่ยงการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรที่จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วย เมื่อเกิดการเจ็บป่วยแล้วมนุษย์ทุกคนก็ย่อมมีโอกาสในการเลือกรับบริการด้านสุขภาพที่ตนเองเห็นว่าดี เห็นว่าสมควรตามความเหมาะสมและตามความสามารถที่จะกระทำได้ หรือแม้แต่การเลือกสิ่งสาธารณูปโภคในชีวิตประจำวันของผู้เขียนเอง ก็เลือกตามความสามารถความเหมาะสมและกำลังความสามารถของข้าพเจ้าที่มีอยู่ นี่เป็นการประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์กับพฤติกรรมสุขภาพในทรรศนะของข้าพเจ้า