ความเห็น 10126

แก้ข้อร้องเรียนทันตกรรม

พิเชฐ
IP: xxx.147.124.17
เขียนเมื่อ 

            สวัสดีครับ ต้องขอโทษด้วยที่ตอบช้า เพราะจำคลาดเคลื่อนไปหน่อยว่าอยู่บันทึกไหน ผมเองเป็นหมอทั่วไป อาจไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะโรค แต่จากประวัติที่กล่าวมา อาการปวดบวมที่เท้า หลังเท้า ข้อเท้าข้างเดียว หากไม่ใช่การอักเสบติดเชื้อโรคก็น่าจะเป็นโรคเกาต์มากที่สุด การวินิจฉัยก็ทำได้โดยการเจาะเลือดดูปริมาณกรดยูริกในเลือด หากมีปริมาณสูงกว่าปกติก็น่าจะเป็นโรคเกาต์ครับ

             โรคเกาต์เกิดจากการมีกรดยูริกในเลือดสูงแล้วมีการตกตะกอนในข้อจนทำให้เกิดการอักเสบของข้อ เรียกทับศัพท์ว่าโรคเกาต์(Gout) ในการรักษาหากกำลังอักเสบก็จะให้ยาต้านการอักเสบและยารักษาเฉพาะเกาต์ที่ชื่อว่าโคลชิซิน(Colchicin) จะสามารถลดอาการอักเสบได้อย่างดีเป็นDramatic หากอาการอักเสบหายแล้วแต่มีกรดยูริกสูงด้วยก็ให้ยาลดกรดยูริกหรือยาขับกรดยูริกไปทานต่อ

               ในบางรายอาจเป็นเกาต์โดยกรดยูริกไม่สูงก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะสูงและในรายที่สูง หากปล่อยไว้นานหรือสูงมาก จะมีการตกตะกอนของกรดยูริกที่ข้อ ทำให้เป็นก้อนแข็ง(tophi) หากผิวหนังแตกออกหรือเป็นแผลจะเห็นเป็นตะกอนสีขาวๆและถ้าแผลอักเสบด้วยจะเป็นหนองหรือช้ำเลือดฃ้ำหนองได้ครับ หากมีการตกตะกอนเป็นก้อนรที่ข้อแล้วมักไม่สามารถทำให้ยุบลงได้ แต่ต้องไม่ทำให้มันใหญ่ขึ้นจนผิวหนังที่คลุมอยู่แตกเป็นแผล

                นอกจากการใช้ยาแล้ว ต้องปรับเรื่องอาหารการกินเพื่อลดการกินอาหารที่มีกรดยูริกสูงด้วยเช่นเครื่องในสัตว์ หน่อไม้ สัตว์ปีก สุรา ยอดผักอ่อน เป็นต้น

                 ผมคิดว่า การรักษาน่าจะทำได้ในโรงพยาบาลอำเภอหรือโรงพยาบาลจังหวัด ความสำคัญอยู่ที่การรักษาอย่างต่อเนื่องและการรับประทานอาหารที่ไม่เพิ่มกรดยูริกในเลือดครับ

                 หากรักษาที่โรงพยาบาลในอำเภอไม่ได้ สามารถขอใบส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ขึ้นอีกได้ เมื่อ 5-6 เดือนก่อน ผมได้ออกหน่วยแพทย์ร่วมกับแพทย์ที่มากับคอบร้าโกลด์ แพทย์ฝรั่งที่มาสนใจมากที่มีผู้ป่วยเป็นเตที่มีโทไฟ เพราะบ้านเขาไม่มีแล้ว และเขาแนะนำให้ส่งตัวผู้ป่วยไปผ่าตัดเอาก้อนเหล่านี้ออก แต่ผมไม่แน่ใจว่าเมืองไทยทำการผ่าตัดหรือเปล่า เพราะเท่าที่เห็นแผลที่เกิดบริเวณก้อนเหล่านี้จะหายยากและหายช้าและมีโอกาสเป็นซ้ำๆได้ 

                   แนะนำกลับไปที่โรงพยาบาลใกล้บ้านก่อนเพื่อขอคำวินิจฉัยที่แน่นอนครับ