ผมมองปัญหา คล้ายกับ อาจารย์ครับ

ผมเห็นว่า สงครามจริงๆ เป็นเรื่องสงครามวัฒนธรรม ที่อเมริกา
ได้ผลักวัฒนธรรมของตนทั้งชุด คือ ประชาธิปไตย-ทุนนิยมเสรี-
การโฆษณา-บริโภคนิยม-วัตถุนิยมสุดขั้ว  ไปในประเทศต่างๆ
ทั้งหลาย  ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของตัวเองในสองด้านคือ
ประโยชน์ทางวัตถุ - จะได้ดึงทรัพยากรจากทุกๆ ประเทศมาใช้
ประโยชน์ทางอุดมการณ์ - จะได้เป็นผู้นำในกลุ่มที่เชื่อเหมือนตน

สงครามนี้ ได้ทำต่อเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่สมัยสู้กับคอมมิวนิสต์
จนปัจจุบันคอมมิวนิสต์แพ้ไปแล้ว ก็มารบกับกลุ่มประเทศอิสลาม
(ที่คุมทรัพยากรน้ำมันอยู่) ความพยายามเอาวัฒนธรรมของตน
(ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย) เข้าไปติดตั้งในประเทศเหล่านั้น เพื่อ
ประโยชน์ของตนเอง  ย่อมทำให้เกิดการต่อต้านขึ้นแน่นอน
เพราะทำให้ประเทศเหล่านั้นสูญเสียอัตลักษณ์เดิม  ความดีงาม
เดิมๆ หายไป มีความเสื่อมเสียแบบใหม่ๆ ปรากฎให้เห็น เกิดเป็น
ความเกลียดชัง  ซึ่งก็ย่อมมุ่งเป้าไปยังอเมริกาเป็นหลัก

ทางแก้ ทางออกจากปัญหา ผมยังไม่เห็นชัดๆ เลยครับ
เพราะธรรมชาติของลัทธิอะไรก็ตาม ย่อมมีแต่จะขยายตัวไป
เรื่อยๆ  ยิ่งขยายแล้วได้ประโยชน์ ก็จะยิ่งขยายวงกว้างยิ่งขึ้น
ในลักษณะ reinforce loop  ทุนนิยมเองมีอัตราขยายใน loop
นี้สูงกว่าลัทธิอื่นๆ มาก (จึงเติบโตแล้วอยู่รอดมาได้)
คงต้องรอให้เกิดวิกฤตหนักกว่านี้  จึงจะมีกลไกมาช่วย balance
ให้ทุนนิยม ดำเนินไปอย่างสมดุลขึ้น ยั่งยืนขึ้น ตามรูปแบบการ
เติบโตแบบ limit to growth

กลไก balance ที่ผมเห็น (เชื่อว่าจะมีขึ้นมาใหม่อีกมาก) ได้แก่

  • แนวคิดอนุรักษ์ธรรมชาติ  โดยตีความออกมาเป็นมูลค่า
    อย่างสนธิสัญญา เกียวโต ที่จำกัดปริมาณ CO2
  • แนวคิด CSR (Corporate Social Responsibility) ที่จะช่วยให้
    บริษัทที่เป็นพลเมืองดี ไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม
    ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และตลาดหุ้นมากกว่า
  • โครงสร้างชุมชนออนไลน์ และโลกที่โปร่งใสขึ้น จะทำหน้าที่
    เผยแพร่พฤติกรรมที่ไม่ดี ของบริษัททั้งหลายให้รู้กันอย่างเร็ว
    บริษัทจะต้องพยายามรักษาภาพลักษณ์ยิ่งขึ้น ไม่งั้นลูกค้าจะ
    เกลียด  คนดีๆ จะไม่มาทำงานด้วย
  • Knowledge Based Economy ทำให้บริษัทต้องพึ่งพาคนมากยิ่งขึ้น
    เป็นปัจจัยเสริมกับข้อที่แล้ว  คือบริษัทจะเปิดให้ลูกค้าเข้ามามี
    บทบาทมากขึ้น เช่น ช่วย marketing ปากต่อปาก  ช่วยทำ product design
    และดึงคนเก่งๆ (Knowledge Worker) มาทำงานด้วย จุดนี้ทำให้
    บริษัทต้องพึ่งคน พึ่งชุมชน พึ่งสังคมมากขึ้น ไม่สามารถเห็นแก่ตัว
    เพียงอย่างเดียวได้อีก

ผมคาดว่ายังไง คงมีกระบวนการอีกหลายอันเกิดขึ้นมาคอย break
กระแสวัตถุนิยมบริโภคนิยมสุดขั้ว  ถ้าเราอยากให้โลกกลับมาดีงามอีกครั้ง
ก็น่าจะช่วยให้กระบวนการเหล่านี้ มีพลังยิ่งขึ้น  ซึ่ง KM ก็อาจะช่วยในเรื่อง
เหล่านี้ได้เช่นกัน