ก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้รึเปล่าค่ะ เอาเป็นว่า
- วิธีคำนวณ เป็นวิธีที่ใช้มานานในสมัยก่อน เพราะการวัด LDL โดยตรงยุ่งยากม๊าก ๆ ๆ ๆ ต้องปั่นแยกวัดด้วยวิธีการ Centrifuge ....แล้วมาตรวจวัด...
- เพราะฉะนั้นจึงนิยมนำสูตรมาใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่วิธีคำนวณต้องให้ผู้ป่วยงดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพราะทำให้ค่าของ Tg. ไปรบกวนการตรวจ โดยค่า Tg. สูงจะไปรบกวนให้ค่า LDL-c ต่ำ ตามสูตร
- LDL-c = TC-Tg/5-HDL
- อีกทั้งการคำนวณ LDL ขึ้นอยู่กับค่าของ Chol., Tg.และ HDL-c ซึ่งหากตัวหนึ่งตัวใดแกว่ง ก็มีผลทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับค่า Precission และ Accuracy ของแต่ละการทดสอบ และแต่ละบริษัท แต่ละเครื่อง แต่ละน้ำยาก็อาจจะมีวิธีการต่อไป เพราะปัจจุบันมีการผลิตและพัฒนาสูตรน้ำยาโดยตลอด อย่าง HDL-c ตอนนี้ที่หน่วยใช้ generation 2 แต่เขากำลังจะเปลี่ยนเป็น Gen.3อีกแล้วซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการคำนวณทั้งสิ้น
- ช่วงหลังบาง paper เขาก็ศึกษาและ Modify สูตร โดยใช้เป็น Tg/6 แต่ไม่ค่อยนิยมใช้เพราะปัจจุบันได้มีการผลิตน้ำยาสำหรับตรวจ LDL-c โดยตรง ซึ่งก็มีหลายวิธีและหลายบริษัทกระมัง ทั้งวิธี Turbidimetric method
- แต่ที่ใช้อยู่ในห้อง Lab. ของหน่วยเราที่กำลังศึกษา เป็นวิธี Colorimetric อีกทั้ง การตรวจ Chol., Tg. และ HDL-c(gen2) น้ำยาที่ใช้เป็นของบริษัท Roache และเครื่องที่ใช้ก็เป็น Hitachi 917 ค่าที่ได้ก็แตกต่างกันประมาณ 10 -20
- ค่าoptimal < 100 mg% ค่า near/above optimal 100 - 129 mg% ค่า boderline high 130 - 159 mg% ค่า High 160 - 189 mg% และ very high > 190 mg%
- แต่ค่าปรกติเหล่านี้ก็เป็นค่าที่ศึกษาได้จากชาวต่างประเทศ ไม่แน่ใจว่ามีการศึกษาค่าปกติ ในคนไทยบ้างหรือไม่
- ผู้เขียนเชื่อว่าอย่างไรซะ เราก็คงต้องดูหลายๆ ตัวด้วยกัน เหมือนอย่างคุณโอ๋ว่า ต่ำไว้แหละดีไม่เสียหาย ค่า HDL-c ก็ให้สูง ๆ ไว้ ค่า Chol & Tg. ก็ควรต่ำ ๆ ไว้ค่ะ
- หากมีข้อมูลเพิ่มเติม ผู้เขียนจะรีบมารายงานค่ะ