ผมสนใจกระบวนการสู่ความสุข    ไปพบในรายงานที่ นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เขียนส่ง สสส. ในรายงานผลการดำเนินการของแผนงานพัฒนาจิต    “สุขภาวะทางปัญญาหรือสุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางจิต      พัฒนาการบุคลิกภาพ   และพัฒนาการกระบวนการคิด    การก่อร่างสร้างตัวของพัฒนาการเหล่านี้มีลักษณะเหมือนกันคือต้องค่อยๆสร้างจากฐานรากที่ดี”

   
          วันนี้ขอคัดลอกเรื่องการพัฒนากระบวนการคิด สู่ความสุข   มาเล่าสู่กัน

 

พัฒนาการกระบวนการคิด (Thinking Process Development)[1]

          พัฒนาการของกระบวนการคิดหรือ Thinking Process ประกอบด้วย 15 ขั้นตอนหรือ 15 ชั้นคือ 

[1]อ่านเพิ่มเติมใน Lewis M.Clinical Aspects of Child Development,2nd ed,1982.

 

 
          
 
          ชั้นที่ 1-3 เป็นพัฒนาการกระบวนการคิดของเด็กแรกเกิด กล่าวคือเมื่อแรกเกิด 0-3 เดือน ทารกคิดว่าตนเองเป็นชีวิตเพียงหนึ่งเดียวไม่มีอื่น (autistic)  เมื่ออายุ 3-6 เดือน ทารกคิดว่าตนเองและคุณแม่เป็นชีวิตเดียวกันและเป็นชีวิตเพียงหนึ่งเดียว (symbiotic)  เมื่ออายุ 6 เดือนถึง 3 ขวบ ทารกคิดเรื่องการถ่ายโอนคุณแม่ไปยังวัตถุอื่น (imagery companion)  เช่น ตุ๊กตา ขวดนม หรือผ้าห่ม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแยกตัวออกเป็นอิสระคือ self  

          หากการเลี้ยงดูบกพร่องย่อมทำให้ฐานแรกของกระบวนการคิดไม่สมบูรณ์  การพัฒนากระบวนการคิดขั้นตอนต่อไปควรจะยากขึ้นหรือไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย

          ชั้นที่ 4-7 เป็นพัฒนาการกระบวนการคิดของเด็กเล็ก กล่าวคือช่วงอายุ 3-8 ขวบ เด็กเล็กใช้กระบวนการคิดแบบ self-centered คือคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล     animism คือคิดว่าอะไรที่เคลื่อนไหวได้แปลว่ามีชีวิต   phenomenalistic causalty คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันเป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน และ magical thinking คือความคิดเชิงเวทมนตร์
          หากระบบการศึกษาบกพร่อง  ไม่ส่งเสริมกระบวนการคิดที่เหมาะสมกับวัย ย่อมทำให้ฐานสองของกระบวนการคิดไม่สมบูรณ์  การพัฒนากระบวนการคิดขั้นตอนต่อไปซึ่งเป็นกระบวนการคิดที่พึงปรารถนาของมนุษย์ควรจะยากขึ้นหรือไม่สมบูรณ์


          ชั้นที่ 8-15 เป็นกระบวนการคิดที่คาดหวังและควรจะพบได้ในเด็กโตจนถึงวัยรุ่น   แบ่งเป็น


ชั้นที่ 8-9 คือ Concrete thinking และ Abstract thinking ยกตัวอย่างการพัฒนาคุณภาพในระบบสุขภาพ  หากการป้องกันความเสี่ยงติดอยู่ที่ระดับการออกระเบียบปฏิบัติหรือข้อห้ามที่ตายตัว เช่นนี้เรียกว่ายังใช้ Concrete thinking เป็นหลัก   หากการป้องกันความเสี่ยงคำนึงถึงปัจจัยรอบด้านและครบองค์รวมรวมทั้งสามารถพลิกแพลงได้ตามบริบทและสถานการณ์ เช่นนี้เรียกว่าใช้ Abstract thinking
     อาจจะยกอีกตัวอย่างคือการทดสอบการทำงานของสมองด้วยคำถามง่ายๆ เช่น หนูกับแมวเหมือนกันอย่างไร  หากตอบว่ามีหนวดเหมือนกัน  เช่นนี้เป็นการเห็นแล้วตอบทันทีคือใช้ Concrete thinking หากตอบว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกัน เช่นนี้สมองได้ทำงานเหนือขึ้นไปอีกระดับชั้นคือใช้ Abstract thinking เป็นต้น


    ชั้นที่ 10-11 คือ Anticipation และ Judgement คือความสามารถในการทำนายผลลัพธ์ของการกระทำและการตัดสินใจกระทำ  ยกตัวอย่างพฤติกรรมเสี่ยงของวัยรุ่น เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยาเสพติด  และการขับรถเร็ว  วัยรุ่นทุกคนมีความรู้ว่าเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันสามารถทำให้เกิดการตั้งครรภ์หรือติดเชื้อเอดส์  การใช้ยาเสพติดสามารถทำให้เสพติดหรือถูกจับกุม  การขับรถเร็วสามารถทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น  แต่ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวชี้บ่งการตัดสินใจ  อันที่จริงแล้วสมองต้องการกระบวนการคิดและความสามารถที่จะคิดทำนายผลลัพธ์ของการกระทำ  จากนั้นจึงตัดสินใจกระทำ  กระบวนการคิดนี้จะพัฒนาอย่างมากเมื่ออายุ 10-12 ปีพร้อมๆกับการเจริญอย่างรวดเร็วของสมองส่วนหน้า(prefrontal area)

  
    ชั้นที่ 12-15 คือ values, ethics, idealism, spirituality เป็นกระบวนการคิดชั้นสูงที่พึงปรารถนาในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทั่วไป  นั่นคือความสามารถที่จะมองเห็นคุณค่าของชีวิต  มีจริยธรรม มีอุดมการณ์  และไปให้ถึงสุขภาวะทางปัญญาหรือจิตวิญญาณ

  
          จะเห็นว่าสุขภาวะทางปัญญาหรือสุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นความต่อเนื่อง(continuum)จากพัฒนาการของมนุษย์ไม่ว่าจะพิจารณาจากกรอบใด  ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางจิต พัฒนาการบุคลิกภาพ หรือพัฒนาการกระบวนการคิด  แนวคิดเรื่องความต่อเนื่องนี้เป็นสมมติฐานที่แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพจะทดสอบได้ในระยะต่อไป   รวมไปถึงการสร้างกรอบการพัฒนาและกรอบการประเมินอีกด้วย

          คุณหมอประเสริฐ เป็นจิตแพทย์ มีความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการทางสมอง และทางจิตใจ ทางความคิด ละเอียดมาก   ผมเพิ่งรู้ว่าพัฒนาการทางความคิดของคนมีถึง ๑๕ ขั้น

 

วิจารณ์ พานิช
๓ เม.ย. ๕๑