ในการประชุมปรึกษาหารือที่ห้องท่านรองนายกไพบูลย์ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.50 ศ. ดร. อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการ วช. บอกว่าประเทศไทยใช้เงินวิจัยเพียงปีละ 16,000 ล้านบาท นับว่าน้อยมาก
ผู้เข้าร่วมประชุมท่านอื่น ๆ โอดครวญว่าสำนักงบประมาณไม่จัดสรรเงินสนับสนุนการวิจัย เขามีวัฒนธรรมและวิธีคิดที่ไม่เอื้อต่อการส่งเสริมการวิจัย
ผมนึกในใจว่า เรามีวัฒนธรรมและวิธีคิดที่ไม่เอื้อต่อการสร้างเสริมการวิจัยทั้งประเทศแหละ อย่าไปโทษเฉพาะสำนักงบประมาณ
ถ้าเราคิดเป็น จัดการเป็น เงินวิจัยไม่ขาดแคลนหรอกครับ
ผมเสนอต่อที่ประชุมว่า จริง ๆ แล้วเงินวิจัยไม่ได้ขาดแคลน เราเอาเงินเหล่านั้นไปโยนทิ้งเองต่างหาก
คิดดูให้ดี ๆ เถิดครับ ประเทศไทยเอาเงินโยนทิ้งแบบไม่ก่อคุณค่าทางปัญญามากมายหลากหลายกิจกรรม
อย่างหนึ่งคือการตั้ง mega - project ส่งคนไปศึกษาต่อต่างประเทศระดับปริญญาเอก ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติตามกระบวนทัศน์สมัย ร.5 เหมาะสมต่อเวลานั้น แต่เป็นความโง่เขลาสำหรับสมัยนี้
เงินระดับพันล้าน เอามาทำโครงการบูรณาการสร้างบัณฑิตปริญญาเอก + ปฏิรูประบบวิจัย + พัฒนางานวิจัย + สร้างความสัมพันธ์เชิงวิชาการระหว่างประเทศแบบเท่าเทียมกัน + ยกระดับมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย + สร้างนักวิจัยระดับ "เมธีวิจัยอาวุโส" + สร้างความร่วมมือวิจัยภายในประเทศ + .....
เราหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์แยกส่วน และผลประโยชน์ระยะสั้น ขาดการมองการลงทุนสร้างความเข้มแข็งทางปัญญาเชิงระบบ จึงมองไม่เห็นเงินวิจัยที่ซ่อนอยู่ในที่ต่าง ๆ เมื่อมองไม่เห็นหรือไม่มอง มันก็ไม่เป็นเงินวิจัย
เงินวิจัยไม่ขาดแคลน สิ่งที่ขาดแคลนคือปัญญาเชิงระบบ
วิจารณ์ พานิช
10 ต.ค.50
แวะเข้ามาอ่านครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
แวะเข้ามาสนับสนุนครับ
เห็นด้วยกับอาจารย์ แต่ถ้ามีทั้งสองทางยิ่งดีจริงไหมคะ