ตอนที่ 5 (click)

         ในการประชุมปรึกษาหารือที่ห้องท่านรองนายกไพบูลย์ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.50  ศ. ดร. อานนท์  บุณยะรัตเวช  เลขาธิการ วช. บอกว่าประเทศไทยใช้เงินวิจัยเพียงปีละ 16,000 ล้านบาท  นับว่าน้อยมาก

         ผู้เข้าร่วมประชุมท่านอื่น ๆ โอดครวญว่าสำนักงบประมาณไม่จัดสรรเงินสนับสนุนการวิจัย   เขามีวัฒนธรรมและวิธีคิดที่ไม่เอื้อต่อการส่งเสริมการวิจัย

         ผมนึกในใจว่า  เรามีวัฒนธรรมและวิธีคิดที่ไม่เอื้อต่อการสร้างเสริมการวิจัยทั้งประเทศแหละ  อย่าไปโทษเฉพาะสำนักงบประมาณ

         ถ้าเราคิดเป็น  จัดการเป็น  เงินวิจัยไม่ขาดแคลนหรอกครับ

         ผมเสนอต่อที่ประชุมว่า  จริง ๆ แล้วเงินวิจัยไม่ได้ขาดแคลน   เราเอาเงินเหล่านั้นไปโยนทิ้งเองต่างหาก

         คิดดูให้ดี ๆ เถิดครับ  ประเทศไทยเอาเงินโยนทิ้งแบบไม่ก่อคุณค่าทางปัญญามากมายหลากหลายกิจกรรม

         อย่างหนึ่งคือการตั้ง mega - project ส่งคนไปศึกษาต่อต่างประเทศระดับปริญญาเอก  ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติตามกระบวนทัศน์สมัย ร.5  เหมาะสมต่อเวลานั้น   แต่เป็นความโง่เขลาสำหรับสมัยนี้

         เงินระดับพันล้าน  เอามาทำโครงการบูรณาการสร้างบัณฑิตปริญญาเอก + ปฏิรูประบบวิจัย + พัฒนางานวิจัย + สร้างความสัมพันธ์เชิงวิชาการระหว่างประเทศแบบเท่าเทียมกัน + ยกระดับมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย + สร้างนักวิจัยระดับ "เมธีวิจัยอาวุโส" + สร้างความร่วมมือวิจัยภายในประเทศ + .....

         เราหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์แยกส่วน  และผลประโยชน์ระยะสั้น  ขาดการมองการลงทุนสร้างความเข้มแข็งทางปัญญาเชิงระบบ  จึงมองไม่เห็นเงินวิจัยที่ซ่อนอยู่ในที่ต่าง ๆ   เมื่อมองไม่เห็นหรือไม่มอง  มันก็ไม่เป็นเงินวิจัย

         เงินวิจัยไม่ขาดแคลน  สิ่งที่ขาดแคลนคือปัญญาเชิงระบบ

วิจารณ์  พานิช
 10 ต.ค.50