เตรียมตัวสู่ "อาเซียน" ตอนที่ 5 ได้พูดถึง อาเซียน +3 ท่านอ่านย้อนหลังได้ที่ http://www.gotoknow.org/blog/niparat/469804 ส่วนตอนนี้จะกล่าวถึง อาเซียน +6
ปัจจุบันอาเซียนซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรราว 580 ล้านคน และมี GDP คิดเป็น 2.6% ของ GDP โลก ถือเป็นตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าสำคัญของไทยตลอดระยะเวลาหลายปีทีผ่านมา ทั้งนี้ ในปี 2552 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปตลาดอาเซียนสูงที่สุดราว 22% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และมีสัดส่วนการนำเข้าจากอาเซียนราว 19% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด เป็นรองแค่ญี่ปุ่น
บทบาทของตลาดอาเซียนต่อเศรษฐกิจไทยที่ทวีความสำคัญมากขึ้่นเป็นผลจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนที่ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นเวลากว่า 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งในระยะแรกกรอบความร่วมมือเป็นไปอย่างหลวมๆ จนกระทั้ง ในปี 2536ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ทำข้อตกลงที่จะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันภายใต้ AFTA อีกทั้งยังได้มีเป้าหมายร่วมกันที่จะพัฒนาไปสู่ AEC โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประเทศอาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน (Single Market and Production Base)
ขณะเดียวกัน อาเซียนก็ได้ขยายความร่วมมือออกไปสู่ประเทศนอกกลุ่มอีก 6 ประเทศ ได้แก่ญีปุ่น จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย โดยปัจจุบันอาเซียนได้มีข้อตกลงการเปิดเสรี (FTA) ทั้ง การค้าสินค้า บริการการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่นๆ กับ 6 ประเทศข้างต้น ซึ่งข้อตกลงทั้ง 6 ฉบับมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเฉพาะ ในส่วนของการเปิดเสรีการค้าสินค้า แต่ในส่วนของการเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุนนั้นยังอยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด
นอกจากนี้ ปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะจัดตั่ง เขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (East Asia Free Trade Area : EAFTA) หรืออาเซียน+3 และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับอีก 6 ประเทศ (Comprehensive Economic Partnership in East Asia : CEPEA) หรืออาเซียน+6 (ญีปุ่น จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) ซึ่งเป็น FTA ระหว่างประเทศอาเซียนกับอีก 6 ประเทศในรูปแบบพหุภาคี ที่จะครอบคลุมทั้ง การเปิดเสรีและการอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการลงทุนรวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงาน สิงแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน ซึ่งสถานะล่าสุดของความตกลงทั้ง สองมีความชัดเจนมากขึ้น เป็นลำดับ โดยในส่วนของ CEPEA คณะผู้เชียวชาญฯ ได้สรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้และนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้ง ที่ 41 ณ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2552 เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ในส่วนของความตกลง EAFTA คณะผู้เชียวชาญฯ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้เพิ่มเติมและจะเสนอให้เริ่มมีการเจรจาจัดทำความตกลง EAFTA อย่างช้าสุดภายในปี พ.ศ. 2555
เป็นทีน่าสังเกตว่า ตลาดการค้าระหว่างประเทศของไทยภายใต้ความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างขึ้น จากเดิมที่จำกัดอยู่เพียงประเทศในอาเซียนทีมีประชากรเพียง 8.6% ของประชากรโลกไปสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรราวครึ่งหนึ่งของประชากรโลก นั้น หมายความว่าผู้ประกอบการจะมีโอกาสมากขึ้นในการขยายการค้าการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือต่างๆ ผ่านช่องทางที่เปิดกว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม พร้อมไปกับโอกาส ย่อมมีความท้าทายตามมาจากการที่คู่แข่งทั้ง ประเทศในอาเซียนเองและประเทศนอกกลุ่มที่มีข้อตกลงก็จะสามารถขยายตลาดส่งออกได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ผู้ประกอบการไทยควรเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อใช้โอกาสจากความร่วมมือ ควบคู่ไปกับการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมและการแข่งขันในตลาดการค้าโลกที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นทุกขณะ
ขอบคุณข้อมูล: ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.)
มหา ยังสื่อภาษา ไม่ได้เลย ยังอายเขมร อยู่
เรียน ท่านมหาเหรียญชัย