(คำเตือน เป็นบันทึกยาว)

ผมขอต่อยอดจากหลายๆบันทึกของท่านครูบาฯ ที่กล่าวถึง นักศึกษาพันธุ์ใหม่ควรจะเป็นอย่างไร?”  สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงมุมมองหนึ่งเท่านั้นที่มีฐานจากลักษณะงานของผม โดยเฉพาะโครงการที่ผมรับผิดชอบอยู่ เป็นสถานที่ฝึกนักศึกษาบ้างบางปี รับนักศึกษาใหม่มาทำงานด้วย ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่พบเห็น ครับ

 

ต้องการเด็กที่มีประสบการณ์ หรือเด็กใหม่

   

v    เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สวนทางกันระหว่างผู้รับผิดชอบโครงการกับเจ้าของโครงการ กล่าวคือ ผู้รับผิดชอบดำเนินการโครงการอย่างผมนี้ ต้องการเด็กที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 1 ปีมาร่วมงานด้วย เพราะพื้นฐานการทำงานพัฒนาชนบทแบบโครงการชั่วคราวนั้นต้องการคนที่มีลักษณะพิเศษ คือ ยอมรับสภาพการทำงานว่าต้องอยู่ในชนบท คลุกคลีกับชนบท ซึ่งจะไม่มีความสะดวกสบาย สีสันต่างๆจะไม่มี โทรมือถือไม่ได้ ไม่มี Lotus, Big C ไม่มี KFC ไม่มีห้าง ฯลฯ หากเอาเด็กใหม่เข้ามา และเกิดได้คนที่คิดว่าทำงานได้ แต่พอเข้าชนบทจริงๆทนไม่ได้ มาลาออกกลางคัน  งานของเราเสียหาย ต้องหาคนมาใหม่เรื่อยๆ ไม่ไหว

v    แต่หากต้องการเด็กที่มีประสบการณ์ก็ต้องให้ค่าตอบแทนสูงขึ้น  เจ้าของโครงการก็ว่า งบประมาณด้านบุคลากรโป่งเกินไป ให้เอาเด็กใหม่มาฝึกเอา ค่าตอบแทนลดลงมา แต่ฝึกมากๆหน่อย

v    อีกมุมหนึ่งก็สะท้อนอดีตตัวเองว่า หากจะเอาแต่คนมีประสบการณ์ เมื่อไหร่เด็กจบใหม่จะมีงานทำซะทีล่ะ  ไปที่ไหนก็รับสมัครแต่คนที่มีประสบการณ์ ไม่ให้ผมทำงานเด็กใหม่อย่างผมจะมีประสบการณ์ได้อย่างไร..

 

ต้องการคนที่ตั้งใจเรียนรู้

v    เป็นคุณสมบัติที่สูงสุด แต่วัดยากที่สุดในช่วงกระบวนการคัดเลือก เพราะการคุยกันแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วจะดูออก ไม่ออกหรอกครับ ก็ไหนๆเอาเด็กใหม่เข้ามาทำงาน ก็ได้ เราจะฝึกให้ แต่พ่อเจ้าประคุณทูนหัว ทูนเกล้า อีฟังเฉยๆ อีไม่ถามสักแกะ.. จดก็ไม่จด นั่งตาลอยคิดถึงกิ๊กคนไหนก็ไม่รู้  เอาสมุดให้เอาปากกาให้ก็จดอะไรไม่เป็นประเด็น  สาระหลักๆเก็บไม่ได้ หรือว่าเด็กเขาไม่ได้เรียนคัดย่อ เลยนึกไปถึงว่าเวลาเขาฟังอาจารย์เลกเชอร์นั้นเขาบันทึกได้อะไรบ้าง   เราอุตสาห์สรุปให้ฟังว่าคนที่จะทำงานพัฒนาชนบทได้นั้นต้องมีความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องชนบทอย่างไรบ้าง หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ฯ เธอมีวิชาชีพมาแล้ว ไม่ว่าจะจบเกษตร วิศวะ รัฐศาสตร์ สังคมฯ แต่ต้องไปทำงานกับชาวบ้านจึงต้องเข้าใจชาวบ้าน ควรเข้าใจชาวบ้านในเรื่องอะไรบ้างล่ะ ...เราร่ายยาวไป จบแล้ว พ่อเจ้าประคุณถามว่า มีเอกสารแจกไหม จะไปอ่านเอา.. เอกสารน่ะมีแต่ไม่แจก เราต้องการให้จด เพราะการจดคือการบันทึกในส่วนที่เข้าใจ และประเด็นที่สำคัญๆ  ที่ผ่านมาอาศัยเรารู้จักกับทีมอาจารย์ที่ปรึกษาของเด็กใหม่ ก็คุยกันตรงๆ เด็กคนนี้เป็นไง นอกเหนือกระบวนการรับสมัครตามปกติ  หรือหากไม่รู้จักอาจารย์ที่ปรึกษาก็ติดต่อ References ที่เด็กอ้างอิง หรือ จากหนังสือ Reccommendation ที่แนบมากับใบสมัคร เพื่อสอบถามข้อมูลเฉพาะด้าน หรือข้อมูลอื่นๆที่ต้องการเพิ่มเติม

 

คิดไม่เป็น อยากให้ทำอะไรขอให้บอก

 

v    อันนี้ประสบมากครับ เด็กไม่มีจินตนาการว่าการเข้าทำงานพัฒนาชนบทนั้น สิ่งที่ต้องรู้และควรรู้มีอะไรบ้าง  เอ้า บอกให้ก็ได้ เราก็ทำรายการข้อมูลต่างๆให้ รวมทั้งวิธีการปฏิบัติตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ผ่านช่วง Orientation มาแล้ว บางโครงการเราใช้เวลาช่วงนี้มากจริงๆเป็น 2-3 เดือนเลย ซึ่งเราเรียกว่า On the job training (OJT)  แบบทำงานไปก็มานั่งคุยกันสัปดาห์ละครั้ง อันนี้ดีมาก หลายคนพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่บางคน ต้องป้อนเป็นคำคำกัน เหมือนกับต้องสร้างคู่มือ แต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง เช้าจดเย็น

v     เราอยากได้คนแบบว่า เอาปล่อยป่าโดยไม่มีอะไรเลยแล้วให้เขามีชีวิตรอดเอาเอง เขาจึงต้องคิดว่า จะหาอาหารที่ไหน จะกินน้ำที่ไหน จะทำอย่างไรจึงไม่เป็นเหยื่อสัตว์ร้าย พิจารณาสิ่งรอบตัวแล้วตัดสินใจทำในสิ่งที่จะให้ชีวิตรอด  เช่นเดียวกัน การทำงานพัฒนาชนบท เราต้องการให้เขาเข้าใจชนบท คน หมู่บ้าน สังคม วัฒนธรรมประเพณี ข้อมูลด้าน กายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม ฯ เขาควรที่จะคิดออกว่าจะไปหาข้อมูลเหล่านี้ที่ไหน เมื่อไหร่ กับใคร ฯลฯ ไม่ต้องมาคอยบอกเป็นรายวัน  ซ้ำร้าย เด็กบางคนคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรก็เลย นั่งเฉยๆ อ่านหนังสือพิมพ์ไป เสียบหูฟัง....

 

ทำการบันทึกสิ่งที่ทำ สิ่งที่เกิดขึ้น ข้อคิดเห็น

 

v    ดูเหมือนจะเป็นยาขมหม้อใหญ่ เพราะเด็กส่วนมากที่สุด บันทึกไม่เป็น หรือบันทึกแต่หาสาระไม่พบ

v    ตัวอย่างก็มีให้ดู Format ก็มีให้ เหลือแต่ว่าลงมือเขียนเท่านั้น ยากยิ่งที่สุด ต้องบอกกันเหมือนสอนเด็กน้อย

v    การทำงานแบบโครงการนั้น บันทึกรายวัน รายสัปดาห์ หรือบันทึกเหตุการณ์ต่างๆนั้นจำเป็นมาก โดยเฉพาะกิจกรรมที่ทำลงไปต้องมีรายละเอียดทำบันทึกไว้ เพื่อนำไปเขียนรายงานไตรมาส หรือรายงานประจำปี และหรือเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการประเมินผลกิจกรรม โครงการ ผลงานบุคคล บันทึกเป็นสิ่งสำคัญมากๆ

 

บันทึกการประชุมกับหน่วยงานต่างๆ

 

v    นอกจากบันทึกต่างๆที่เกิดขึ้นในสนาม ในชีวิตปกติประจำวันแล้ว บันทึกที่สำคัญยิ่งอีกอย่างคือบันทึกการประชุม ต้องยอมรับว่าไม่ง่ายนักสำหรับเด็กใหม่ๆ เพราะต้องเป็นคนที่มีความจัดเจนในเรื่องภาษา สำนวน คำที่ใช้ ศัพท์เฉพาะ ชื่อคน ตำแหน่งหน้าที่การงาน คำย่อต่างๆ  format ทางราชการ ทางธุรกิจ ฯ

v    ผู้ทำหน้าที่บันทึกจะต้องมีความสามารถพิเศษในรายละเอียดดังกล่าว ผู้ใหญ่บางคนละเอียดถี่ถ้วนมากในเรื่องบันทึกการประชุม ต้องอ่านทุกบรรทัด ต้องมีพจนานุกรมติดตัวเพื่อตรวจสอบคำถูกต้อง ที่สำคัญมันเป็นเอกสารทางราชการที่สามารถอ้างอิงได้ตามกฎหมาย จึงต้องทำอย่างถูกต้อง

v    เด็กใหม่กว่าจะฝึกได้ก็ขายหน้าไปหลายครั้ง แม้จะมีการตรวจสอบแล้วก็ตาม ไม่เท่าไหร่หรอก เรายินดีรับสภาพนั้น แต่สำคัญที่ว่าเขาอดทนและตื่นตัวที่จะเรียนรู้ในการพัฒนาความสามารถหรือเปล่า หรือเมื่อถึงการประชุมทีไร หน้าหงิกเป็น... เพราะเธอจะเครียด ต้องให้กำลังใจกัน เหมือนดันก้นขึ้นชกบนเวที อิอิ..

 

ไม่ชอบอ่าน ไม่ชอบศึกษา ชอบให้เล่าให้ฟัง

 

v    เด็กในยุคสำเร็จรูปนี้ เป็นอย่างนี้กันหมด โยนหนังสือให้ก็ไม่อ่าน ทำเอกสารคัดย่อให้ก็ไม่ศึกษา   แต่..พี่ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย ดิ ดิ..  น่าหยิกให้เนื้อเขียวเชียว พี่ก็มีงานล้นมือน้องที่รักจ๋า อ่านซะหน่อยซิจ๊ะ พ่อคุณทูนหัว.

v    สังคมที่ตื่นเช้าขึ้นมาก็มีรายงานสรุปข่าววันนี้ทางจอทีวี วิทยุ เลยไม่ต้องอ่านข่าวเอง  หนังสือพิมพ์ก็ไปอ่านโน่น..หน้าดาราบันเทิงโน่น.. พ่อมหาจำเริญ  แถมอะไรรู้ไหมครับ  อ่านหน้าประกาศรับสมัครงาน...เออ ต้องบอกกันตรงๆว่า หากไปจริง การทำหนังสือ Recommendation ให้นั้น พี่ขอเขียนแบบตรงไปตรงมานะ..อิอิ จ๋อยไปเลย..

 

ควรมีบุคลิกภาพแบบ Extrovert หรือ กล้าแสดงออก หรือเชิงรุก มิใช่ Introvert หรือเก็บตัวมากไป

 

v          งานพัฒนาชนบท เป็นงานที่ต้องเน้นการพัฒนาคน จึงต้องการคนที่ซักถาม พูด แสดงความคิดเห็น นำเสนอ ฯ จึงต้องกล้าแสดงออก  มิใช่เงียบกริบ ไม่พูดไม่จา ไม่ซักถาม ไม่นำเสนอ  แบบนี้ไม่เหมาะ

v          เพราะงานในสนามไม่มีสูตรตายตัว ต้องดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพชุมชน สถานที่ ระบบนิเวศ คน ฯลฯ เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นข้อเท็จจริงแล้วต้องกล้าแสดงความเห็นทันที  ไม่ใช่แล้วแต่พี่  แล้วแต่หัวหน้าไม่ได้ครับ

 

การเคารพกติกาของหน่วยงานและสังคม

 

v          การทำงานพัฒนาชนบทนั้นต่างจากการทำงานในสำนักงานมาก เพราะ การทำงานชนบทอิสระมากกว่าหลายเท่าตัว ไม่ต้องมานั่งจุมปุ๊กอยู่แต่เก้าอี้ แต่จะเดินทางไปพบชาวบ้านคนโน้นคนนี้ ไปดูสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไปทำนั่นทำนี่ ฯลฯ โดยไม่มีหัวหน้างานอยู่ด้วยตลอด

v          จึงเป็นการทำงานแบบ ให้เกียรติกัน เคารพกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน มิเช่นนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่สนามอาจจะหลบไปหลับที่ไหนๆก็ได้  หรือหนีไปเที่ยวที่ไหนๆก็ไม่มีหัวหน้างานเห็น เหล่านี้ต้องการคนที่มีวุฒิภาวะสูงมากๆ

v          ต้องเป็นคนที่ต้องเคารพกติกาของสำนักงาน ของสังคมทั้งในแง่ กฎหมายทั่วไปและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม และลักษณะเฉพาะของชุมชนนั้นๆ

v          เด็กหลายคนขับมอเตอร์ไซด์ผ่าไฟแดง ต่อหน้าคนอื่นๆ บางคนขับรถซิ่งในหมู่บ้านกลายเป็นแบบอย่างของวัยรุ่นที่ชอบในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว...

 

ข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น มีปลีกย่อยอีกมาก และทั้งหมดนี้มิใช่ว่าจะเป็นจุดอ่อน จุดด้อยของเด็กใหม่ทั้งหมด  เป็นการเก็บประเด็นจากที่เห็น และประสบมากับตัวเองจากเด็กใหม่หลายๆคน

 

ในแง่นักศึกษาพันธุ์ใหม่ต่องานพัฒนาชนบทนั้น ข้อคิดเห็นเหล่านี้น่าจะบอกได้บ้างว่าคือคุณสมบัติที่เราต้องการ

 

 

ประเด็น คนพันธุ์ใหม่

ตัวอย่าง คุณสมบัติในงานพัฒนาชนบท

ความรู้ความสามารถ

·        ทำบันทึกงานประจำวันได้

·        ทำบันทึกการประชุมได้

·        จัดประชุมชาวบ้านได้ นำการประชุมได้ สรุปสาระการประชุมได้

·        ประสานงานกับผู้นำและราชการพื้นที่ได้

·        รู้จักและเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณีเฉพาะของท้องถิ่น และเคารพ ปฏิบัติตาม

·        สามารถดำรงชีวิตในชนบทได้อย่างสอดคล้อง

·        เข้าใจและยอมรับหลักการพัฒนาชุมชนขั้นพื้นฐาน

·        มีวุฒิภาวะสูงในการคิด ปฏิบัติ

·        มีทักษะในการนำหลักการสู่การปฏิบัติง่ายๆ

จิตสำนึก

·        เข้าใจหลักที่ว่า คนเหมือนกันแต่โอกาสทำให้คนต่างกัน

·        ไม่ลบหลู่ ดูถูกความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

·        นอบน้อมต่อผู้เฒ่า ผู้นำชุมชน และผู้สูงอายุดุจญาติมิตรของเรา

·