เรื่องของเมตตาอยู่ในหลักการพื้นฐานขั้นจริยธรรมของศาสนาพุทธ แต่ที่นำมาเขียนคราวนี้ เพราะผมรู้สึกว่าเราคนไทยที่เข้าใจและเข้าถึงจนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในเรื่องของเมตตายังมีน้อยคน


       

 

       อันว่าความกรุณาปราณี
       
จะมีใครบังคับก็หาไม่
        
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ   

       จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

       คำจั่วหัวนี้ หลายท่านอ่านแล้วคงคุ้นๆตาอยู่บ้าง

 

 

     เชื่อว่ายังคงจำได้ว่าเป็นบทกลอนที่ ร. 6 ทรงพระราชนิพนธ์จากบทประพันธ์เรื่อง เวนิสวานิช อันลือชื่อจากบทละครภาษาอังกฤษ เรื่อง“The Merchant of Venic”ของ   วิลเลียม เช็คสเปียร์        ยังจำได้สมัยยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม มีเพื่อนจอมทะลึ่ง เรียกท่านเช็คสเปียร์เป็นชื่อไทยว่า ท่านเขย่าหอกพอถามมันว่า รู้มั้ยทำไมท่านจึงต้องเขย่าหอก มันก็ตอบผมเป็นคุ้งเป็นแควว่า บรรพบุรุษท่านเป็นชาวไอริส

    ตอนต่อสู้กับอังกฤษ ชาวไอริสจะมีท่าพิเศษที่ข่มขวัญคู่ต่อสู้ด้วยการเขย่าหอกก่อนรบ ว่าแล้วมันก็แสดงท่าเขย่าและขย่มอันแปลกปลาดให้ผมและเพื่อนๆดู เวลาพูดถึงท่านเช็คสเปียร์ทีไหร่ ท่านั้นก็โผล่ขึ้นมาทุกที

     เข้าเรื่องของเมตตาดีกว่าครับ อันที่จริงเรื่องของเมตตานี้คนไทยเรารู้จักและคุ้นเคยกว่าฝรั่งที่ยกตัวอย่างมาเป็นไหนๆเนื่องจากเรื่องของเมตตาอยู่ในหลักการพื้นฐานขั้นจริยธรรมของศาสนาพุทธ แต่ที่นำมาเขียนคราวนี้ เพราะผมรู้สึกว่าเราคนไทยที่เข้าใจและเข้าถึงจนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในเรื่องของเมตตายังมีน้อยคน

     ลองยกคำกล่าวในพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับเมตตาฟังดูสักนิด

 

      “เมตตาเป็นธรรมคุ้มครองโลก

    ที่กล่าวอย่างนี้ เนื่องจากสังคมใดมีคนที่มีเมตตามาก สังคมนั้นก็จะอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขและปราศจากการเบียดเบียนกัน ดังนั้นเมตตาจึงเป็นธรรมที่คุ้มครองโลกจากการเบียดเบียนกัน

    การเบียดเบียนกันนี้ รวมความตั้งแต่ พูดให้ร้ายกัน รังแกกัน กลั่นแกล้งทำร้ายกัน จนถึงการฆ่ากัน ซึ่งประมวลดูแล้วจะเห็นว่ามาจากรากของอุกุศลจิตตัวเดียวกัน นั่นคือ

   เจ้าตัวโกรธ ภาษาอภิธรรมเรียกว่า โทสะมูลจิต หมายถึงรากที่ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจทั้งมวล หากจะอธิบายเป็นภาษาธรรมะต้องพูดว่า ความไม่พึงพอใจนี้เกิดจากจิตที่กระทบกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เรียกว่า ปฏิฆะจิต ชาวบ้านอย่างเราๆก็พูดว่า เกิดความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมาในใจ

   หากยังไม่เข้าใจ ให้ลองนึกว่า เหมือนเราอยากจะเดินไปไหนก็สะดุด สะดุด สะดุดบ่อยๆ ก็รำคาญใจ และหงุดหงิดขึ้นมาจนทนไม่ได้ จนต้องว้ากเพ้ยออกมา เรียกว่าโกรธแล้ว อาการจะออกมาทางกาย วาจา

     หากโกรธแล้วไม่สามารถแสดงออกได้ทางกายหรือวาจา ก็จะเก็บความโกรธนั้นไว้ในจิต ไปไหนก็เอาไปด้วย กินข้าวนึกขึ้นมาได้ก็โกรธ ถึงกับเขวี้ยงจานข้าวก็มี เดินไปไหนนึกขึ้นมาได้ก็โกรธ เลยเตะก้อนหินหรือเสาข้างทางเสียจนเท้าแป นอนหลับฝันถึงก็โกรธขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนตื่นขึ้นมาฟันบิ่นไปหลายซี่ ก็ยังไม่รู้สาเหตุ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าผูกโกรธ เอาไว้กับจิต พัฒนาเป็นความอาฆาตฝังแน่นอยู่ในจิต

   กลายเป็นคนคิดหมกมุ่นอยู่กับอดีต เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น เรียกว่าจะกิน จะนอน จะขับถ่าย อยู่กับจิตที่เคียดแค้นอยู่ตลอดเวลา

      มะเร็งไม่ถามหาตอนนี้ ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

     หากไม่อยากเป็นเช่นที่กล่าวมา ถามว่าจะทำอย่างไรดี ทางพุทธธรรมบอกว่า ให้หมั่นเจริญเมตตา

       เพราะเมตตากับโทสะอยู่ตรงกันข้ามกันเป็นองค์ธรรมที่เป็นปรปักษ์ซึ่งกันและกัน      คนที่มีเมตตาเกิดขึ้นในขณะใดขณะนั้นโทสะก็ไม่เกิดในจิตดวงนั้น

      จึงกล่าวกันว่า คนเจ้าโทสะ จะเป็นคนที่แล้งเมตตา

     อยากเห็นภาพชัด ลองนึกถึงแผ่นดินที่แตกระแหง เป็นแผ่นๆกรอบเกรียมบิดงอเพราะขาดน้ำซ้ำถูกแดดร้อนจ้าเผาแถวๆทุ่งกุลาร้องให้ จิตของคนเจ้าโทสะจะมีลักษณะคล้ายๆกันนั่นแหละ

      เพราะจิตแล้งน้ำใจเมตตา จิตจึงแห้งแล้ง แข็งกระด้าง และถูกไฟโกรธ เกลียด อาฆาตเผาใจอยู่ทุกวันเวลา

      ทำให้ไม่รักไม่พอใจในสิ่งใดๆเลยทั้งสิ้น    พูดไปพูดมาถ้านึกกลัวไม่อยากเป็นอย่างที่ว่าต้องหันมาเจริญเมตตาแล้วล่ะ

    หลักการเจริญเมตตามีอยู่ว่า ต้องสร้างความรู้สึกรักและเมตตาต่อคนและสัตว์ให้เกิดขึ้นในจิต ให้เกิดขึ้นบ่อยๆและให้เกิดขึ้นในแต่ละครั้งให้นานที่สุดเท่าจะทำได้

      ให้สังเกตว่า ความรักที่อยู่ในฐานของเมตตานั้น จะต้องเป็นความรักที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสกาม คือไม่ใช่ความรักแบบชู้สาว

    แบบนั่งกินข้าวตามภัตตาคารแล้วเกิดเมตตาเรียกน้องๆมานั่งตักป้อนข้าวให้ อย่างนั้นไม่นับ

   แต่เป็นความรักที่เกิดจากความหวังดี ความปรารถนาดีต่อบุคคลหรือสัตว์ที่ประสบกับกับความทุกข์ยากลำบากทั้งกายและใจ โดยส่วนใหญ่จิตเมตตาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในจิต

       พระท่านจึงกล่าวว่า เมตตามีสภาวะทุกข์เป็นอารมณ์

     จิตคนเราโดยทั่วไปนั้น เมตตามักเกิดขึ้นง่าย คือรักหรือสงสารต่อสัตว์บุคคลที่ประสบภัยพิบัติหรือได้รับความทุกข์ยาก แต่ให้สังเกตดีดีว่า ในบางครั้งจะเกิดแต่เมตตาจิตเท่านั้น หามีความกรุณาเกิดขึ้นไม่

     กรุณาคือจิตที่อยากจะช่วยเหลือสัตว์หรือบุคคลที่ประสบทุกข์ สร้างให้เกิดการกระทำทางกาย วาจา เป็นการกระทำที่เรียกว่า กรุณา

       ดังนั้น บางคนจึงมีแต่เมตตา คือคิดรักและสงสารปรารถนาดี แต่อยู่ในชั้นของจิตเท่านั้น หากจิตเมตตามีกำลังแก่กล้าขึ้น จะพัฒนากลายเป็นจิตกรุณา คืออยากช่วยให้พ้นไปจากทุกข์นั้นๆ

      เช่นคนที่ขับรถอยู่เห็นคนหรือสัตว์ได้รับอุบัติเหตุ ต้องจอดรถลงช่วยเหลือ อย่างนี้เป็นคนที่มีทั้งจิตเมตตาและกรุณาควบคู่กัน แต่คนที่เห็นแล้วร้องบอกว่าสงสารเหนาะแต่ขับรถผ่านไปเฉย มีแต่จิตเมตตาแต่ขาดจิตกรุณา มิหนำซ้ำจิตเมตตาที่ว่านั้นอาจเป็นจิตเมตตาที่มีกำลังน้อยอ่อนปวกเปียกอีกด้วย

     หลักการเจริญเมตตาจึงต้องปฏิบัติควบคู่ไปกับกรุณา ซึ่งถือว่าเป็นธรรมะที่เป็นคู่ เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่นั้นมักนิยมพูดกันแค่การเจริญเมตตาเฉยๆ

      หรือจะพูดอีกอย่างก็ได้ว่า การเจริญเมตตานั้นเป็นเหตุที่นำไปสู่เป้าหมายคือความกรุณา

    เมตตานั้นเป็นสภาวจิตที่อยู่ภายใน แต่กรุณานั้นเป็นการกระทำภายนอก ที่แสดงออกมาชัดเจนทางกาย วาจา พูดอย่างนี้คงสร้างความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น

     อันที่จริงหากพูดถึงธรรมสองประการนี้แล้ว ต้องกล่าวต่อไปให้ครบหมวด คือ เรื่องของ พรหมวิหาร 4

      จากตัวเลข 4 ก็คงทำให้รู้ว่าธรรมหมวดนี้มีหัวข้อธรรมอยู่ 4 หัวข้อ คือ เมตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา ที่ชาวไทยรู้จักกันดี(แต่ชื่อ) และรู้จักด้วยว่าบุคคลใดประพฤติธรรมในหมวดนี้ได้ บุคคลนั้นขึ้นชื่อเปรียบได้ดังพระพรหม เนื่องจากคำว่าพรหมวิหารธรรมนั้นแปลว่าธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ เครื่องอาศัยของพรหม ซึ่งมีนัยหมายความว่า

     เป็นผู้ที่มีความประพฤติเฉกเช่นพระพรหม คือมีธรรมะ 4 หัวข้อนี้อยู่ครบ

      ใครเอ่ย...ที่เรารู้จัก มีคุณสมบัตินี้บ้าง

    ถ้านึกกันยังไม่ออกลองหันไปดูคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดของคุณคือ คุณพ่อคุณแม่ของเรา

    พิจารณาดูให้ละเอียดจะเห็นได้ว่า พ่อแม่นั้นมีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่เป็นส่วนใหญ่ เช่นในเรื่องของเมตตา ใครจะกล้าเถียงได้ว่าพ่อแม่นั้นเป็นคนไม่มีเมตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมตตาที่มีต่อลูก เป็นเมตตาที่มีรากฐานก่อตัวมาจากความรักและหวังใยในตัวบุตร

    ในเรื่องของกรุณานั้นหาความกรุณาของใครที่จะเทียมความกรุณาของพ่อและแม่ที่แสดงออกอย่างสม่ำเสมอ ที่ฝ้าคอยทำนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมา ตั้งแต่ตัวเล็กๆเท้าเท่าฝาหอย จนเติบใหญ่มาได้ก็ด้วยความกรุณาของพ่อแม่ราดรดลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน

   ส่วนมุทิตานั้นไม่ต้องพูดถึง ยามใดที่ลูกมีความสุข บุคคลแรกที่ชื่นชมในความสำเร็จของลูกอย่างจริงใจนั้น คือพ่อแม่อย่างแน่นอน

   ถ้าจะขาดตกบกพร่องเพียงอย่างเดียวก็คือ อุเบกขาเนื่องด้วยพ่อแม่ทำใจให้เป็นอุเบกขาได้ยากหากเห็นลูกประสบกับความทุกข์ ยากนักที่พ่อแม่จักทำใจให้เฉยอยู่ได้ ต้องมีอคติที่เรียกว่า ฉันทาคติ เกิดความลำเอียงเพราะรักลูก เป็นต้น

      ถ้าจะถามกันว่าพ่อแม่นั้นรักอะไรที่สุด คำตอบคือ รักลูก

   ถามต่อไปว่าพ่อแม่นั้นห่วงใยใครที่สุด คำตอบนั้นก็คือ ห่วงใยลูกเช่นกัน

ถามซ้ำอีกว่าในที่สุดความปรารถนาดีนั้น พ่อแม่ปรารถนาดีอยากให้ใครมีความสุขที่สุด คำตอบคงไม่พ้นจากคำว่าลูก

       ลูก ลูกและลูก

      แม้เปลี่ยนคำถามที่ยังมีต่อไปอีกสักหมื่นแสน คำตอบนั้นคงมีคำตอบเดียว เพราะในหัวใจของพ่อแม่นั้น มีแต่คำว่าลูกอยู่เต็มหัวใจ

      มีเรื่องเล่ามากันว่า หากมีเทวดามาปรากฏและให้เราขอพรที่จะสมปรารถนาได้ 3 ข้อ เราจะขออะไรดี? เทวดาเล่าว่า ท่านเปิดดูคำขอสามข้อนั้นของบุคคลผู้เป็นแม่ จะพบว่าคำขอทั้งสามข้อนั้นล้วนแต่ขึ้นต้นว่า

   ขอให้ลูกมีความสุขสมหวังในชีวิต.....ขอให้ลูกประสบความสำเร็จ....ขอให้ลูกมีครอบครัวที่ดี...

     แต่หากไปเปิดคำขอของบุคคลที่เป็นบุตรบ้าง ทั้ง สามข้อนั้นยากที่จะพบว่าขอให้แม่หรือพ่อ ส่วนใหญ่ล้วนแต่ขอให้ตนเอง แฟนและเพื่อนเท่านั้น

   พระพุทธองค์จึงตรัสเปรียบเทียบว่า พ่อแม่นั้นคือพระพรหมของลูก

     จริงไหมครับ ?

 

 

 

 

(ขอยกยอดไปเขียนต่อไปนะครับ)