สวรรค์บนดอย

               หนุ่ม ๆ หลายคน เมื่อได้ฟังเพลง "มิดะ" ของศิลปินล้านนาคนหนึ่ง แล้วก็คงวาดมโนภาพตามเนื้อเพลงบรรยาย บางคนอาจได้ข้อมูลเพิ่มอีกว่า นอกจากมิดะแล้ว อาข่ายังมี "ปู่จี" คือชายที่ทำหน้าที่สอนประสบกามแก่ดรุณีแรกรุ่นของเผ่าอาข่า  ก่อนที่จะส่งเธอไปสู่สวรรค์บนดอยตามที่บทเพลงกล่าวถึงคือ "ลานสาวกอด"   หลายคนจึงถวิลหา อยากหาโอกาสไปสัมผัส สวรรค์ที่ว่านี้สักวันหนึ่งของวัยหนุ่ม

              เรื่องฉงนชวนเคลิ้มคึกนี้ ทำให้หลายคนอยากรู้จักอาข่ามากขึ้น รวมทั้งหนุ่มดอย จึงขึ้นไปทำวิจัยแบบฝังตัวแค่ปีกว่าเอง จึงทำให้ได้ข้อเท็จจริงว่า  "มิดะ" หมายถึง หญิงสาวทุกคนที่ไม่ได้แต่งงาน (ไม่ได้หมายถึงหญิงหม้าย ไม่เคยมีลูก สามีตาย และอยู่ในวัยสาวหน้าตาดี ทำหน้าที่สอนผู้ชายแรกรุ่นให้มีประสบกาม)  ส่วน "ปู่จี " (ชายที่เป็นหม้าย ร่างกายแข็งแรง ทำหน้าที่สอนประสบกามแก่ดรุณีแรกรุ่น ก่อนส่งเธอไปสู่ลาวสาวกอด สวรรค์บนดิน) ชายชาวอาข่า หากได้ยินใครถามเรื่องนี้ พวกเขาจะโกรธมาก ที่โกรธเพราะทำไมเรื่องนี้ไม่เป็นจริง

             วิถีชีวิตอาข่าจริง ๆ การมีเพศสัมพันธ์กันไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเขาเชื่อว่าผู้หญิง(ที่มีคุณค่า)ต้องมีลูก ชนเผ่าต้องมีลูกหลานไว้สืบเผ่าพันธุ์ แต่ที่ยากคือ หากมีเพศสัมพันธ์แล้วต้องรับผิดชอบ    ดังนั้น สมัยก่อนชนเผ่าอาข่าจึงมี ลานกลางหมู่บ้าน เรียกว่า "แดห่อง"  ลานแห่งนี้ชนเผ่ารุ่นใหม่นิยามว่า "ลานวัฒนธรรม" เพราะเป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่  กล่าวคือ คนรุ่นเก่าจะออกมาร้องเพลง เล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของชนเผ่า ความทุกข์ ความสุขของบรรพบุรุษก่อนที่จะมาตั้งรกรากในเมืองไทย และที่สำคัญบทเพลงจะแทรกไว้ด้วย องค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อกล่อมเกลาและอบรมสั่งสอนลูกหลานในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  ส่วนหนุ่มสาวก็ออกไปฟังเพลงและจดจำ และนำมาร้องแข่งขันกันว่าใครจะจำได้มากน้อยกว่ากัน  และแน่นอน เขาก็ต้องแทรกบทร้องที่กระเซ้าเย้าแหย่ จีบ เกี้ยว ระหว่างกันของหนุ่ม ๆ สาว ๆ  

            ดังนั้น ลานสาวกอด แห่งนี้จึงเป็นเสมือนลานวัดของบ้านเรา  หากหนุ่มสาวคนใดเกิดปิ๊งกัน จะนำไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ ต่อก็ไม่เสียหาย แต่ต้องรับผิดชอบ

              นั่นคือ ข้อเท็จจริง ที่นำมาเล่า หากต้องการให้เล่าต่อก็คลิกมาขอให้ถึง 199  ครั้งจะเล่าต่อ ว่าเป็นงัย