เช้ามืดวันที่ ๑๑ พ.ค. ๕๐ ได้ยินเสียงครืนๆ อยู่ข้างนอก      ลุกขึ้นมาอ่านเอกสารเตรียมประชุม พร้อมๆ กับนึกชมคณะ secretariat ของการประชุมคณะกรรมการจัดประชุม "การประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล" (Prince Mahidol Award Conference - PMAC) ว่าทำงานเก่งมาก     เอกสารมีคุณภาพดีเยี่ยม     จะทำให้การประชุมครั้งที่ ๒ ของ Prince Mahidol Award Conference 2008 ในวันที่ ๓๑ ม.ค. - ๓ ก.พ. ๕๑ เรื่อง Primary Health Care in the Globalization Context มีคุณภาพยิ่งขึ้นไปอีก     จะเป็นกลไกสร้างเกียรติภูมิของประเทศไทยในวงการสาธารณสุขและวงการพัฒนาของโลก     เท่ากับเป็นการสร้างช่องทางแสดงบทบาทด้านสร้างสรรค์ให้แก่โลกนั่นเอง

           แต่ยิ่งกว่านั้น PMAC ที่มีคุณภาพเช่นนี้ เป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนก และพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่เรารักและเทอดทูนยิ่ง      การทำงานให้แก่มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ให้ทั้งความสุขทางใจ      และให้การเรียนรู้ที่หาได้ยาก ไม่มีโอกาสอื่นเลยในชีวิตของผมที่จะได้เรียนรู้เช่นนี้     ผมจึงจัดเป็นคนที่โชคดีจริงๆ    

           เวลาตี ๕ ครึ่งฟ้าเริ่มสาง แง้มม่านหน้าต่างดูภายนอก      อ้าว! ฝนตกเสียแล้ว      อย่างนี้ผมก็อดวิ่งซี     ผมเฝ้ารอจนฝนหยุด แต่ฟ้าก็ยังครึ้ม     ผมไม่รอช้า แต่งตัวกันหนาวรัดกุมออกไปวิ่งที่ริมทะเลสาบ      มีคนมาวิ่งอยู่อีกคนเดียว     ระหว่างทางผมพบบริเวณที่เกษตรกรเอารถบรรทุกกลางมาเตรียมเปิดท้ายขายของ      ผ่านโรงแรม Balzac ที่ผมเคยมาพัก     และใกล้ๆ กันเป็นร้าน Migros ที่เป็นร้านขายของจิปาถะ มีช็อกโกแล็ตราคาถูกและอร่อย     ร้านเปิด ๘ น.

          วิ่งได้สัก ๑๕ นาที โดยได้วิ่งออกไปที่สะพานจอดเรือ      จึงได้ถ่ายรูปวิวจากมุมที่ผมยังไม่เคยถ่ายหลายรูป     แล้วฝนก็ตกลงมาค่อนข้างหนัก     จึงต้องกลับ     แต่ก็ได้เหงื่อและเกิดความกระปรี้กระเปร่า     เสียดายที่เย็นวานไม่ได้ออกไปวิ่ง     ถ้าได้วิ่งอาการง่วงนอนน่าจะหายไปตั้งแต่เย็นวาน

          รถตู้จากสถานทูตมาบริการรับไปที่องค์การอนามัยโลก     เหมือนคราวประชุมเมื่อเดือน พ.ย. ๔๙     แต่คราวนี้เขาคงจะยุ่งกว่ามาก     เพราะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และข้าราชการอีกจำนวนมาก มาประชุม World Health Assembly     การประชุมแม้จะเริ่มช้า เพราะบุคคลสำคัญของการประชุม คือหมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ บินไปอเมริกา  และเยอรมัน แล้วจึงมาเจนีวา     มาถึงก็หมดแรง     หมอพงศธรต้องโทรไปปลุกตอน ๙ โมงเศษจึงตื่น      ส่วนหมอวิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร มาจากเมืองไทย ถึงเจนีวาเมื่อเช้า      กว่าจะมาถึงที่ประชุมก็กว่า ๑๐ โมงเช้า

          แต่การประชุมดำเนินไปอย่างดีมาก เพราะประธานในที่ประชุม คือ Dr. Ian Smith ที่ปรึกษาผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก    ดำเนินการประชุมเก่งมาก    และจริงๆ แล้วคณะ secretariat ของไทย เตรียมเอกสาร ทำการบ้านล่วงหน้ามาอย่างดี    การประชุมจึงเสร็จเวลา ๑๖.๓๐ น. ก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง     เราตกลงกันว่า การประชุม Organizing Committee ครั้งที่ ๕ ทางธนาคารโลกจะเป็นเจ้าภาพ     อาจไปประชุมที่ WB Headquarters ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ในเดือนตุลาคม ๕๐    ในการประชุมครั้งนี้ผมแทบไม่ได้พูดเลย      ผมใช้ยุทธศาตร์ที่ผมเรียนมาจาก ศ. นพ. นที รักษ์พลเมือง นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดลคนก่อน      ที่พูดเมื่อจำเป็นเท่านั้น และเป็นการพูดเพื่อแสดงการสนับสนุนความสามารถและการทำดีของคนอื่น      ไม่ใช่พูดเพื่อแสดงว่าฉันเก่ง

          Prince Mahidol Award Conference 2008 จะเริ่มวันที่ ๓๐ ม.ค. ๕๑     ด้วยรายการเยี่ยมชมกิจกรรมด้านการสาธารณสุขมูลฐาน     สถานที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก     รายการหลักเริ่มวันที่ ๓๑ โดยสมเด็จพระเทพรัตน์อาจเสด็จเปิดงาน     ตามด้วย Keynote Session : ๓๐ ปีของการสาธารณสุขมูลฐาน : เรียนรู้จากอดีต  เข้าใจปัจจุบัน  และวาดฝันอนาคต     จะเน้นการมองเชิงระบบ    มีการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์นำมาเสนอ     และจะเชิญ Nobel Laureate Mohammed Yunus แห่ง Grameen Bank หรือธนาคารคนจน    มาเป็นผู้กล่าว keynote     ในช่วงเช้าวันที่ ๓๑ จะมี ๓ รายการ คือพิธีเปิด  keynote address,  และ Panel discussion ต่อ country case studies 4 ราย     เจ้ากรณีศึกษานี้ต้องมีการทำการบ้านมาก่อนเยอะ    โดย WHO และ WB เขามีต้นทุนอยู่แล้ว     ได้นัดกันว่าจะมี Workshop เพื่อเตรียมการณ์เรื่องนี้ก่อนด้วย

          ตอนเที่ยง องค์การอนามัยโลกเลี้ยงอาหารเที่ยง     ท่านรัฐมนตรี นพ. มงคล ณ สงขลา มาร่วมรับประทานอาหารด้วย     และกล่าวสุนทรพจน์ ย้ำเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนการเงินและอื่นๆ ต่อการประชุม Prince Mahidol Award Conference

         คุณปรางค์ทิพย์และคุณหนูมาส่งหมอสุพัฒน์กับผมที่สนามบิน      การตรวจคนออกจากเมืองของที่นี่แปลกมาก      เรายื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ผู้ชายหนุ่มๆ ร่างใหญ่หน้าตาเป็นมิตร      เขาดูแค่หน้าปกก็ยื่นกลับและบอกว่า "สวัสดีครับ"     คือไม่ดูชื่อด้วยซ้ำ

         เครื่องบิน ลุฟฮันซ่า บินไปแฟรงค์เฟิร์ตใช้เวลาชั่วโมงเดียว     ใช้เครื่อง แอร์บัส เอ ๓๒๑   ที่นั่งชั้นธุรกิจเหมือนชั้นประหยัด  แต่เขายุบที่นั่งกลางให้เป็นที่วางของเสีย      ทำให้นั่งสบายขึ้น      บริการบนเครื่องไม่ดี    

         ที่สนามบินแฟรงค์เฟิร์ต เราต้องนั่งรถรางไป เทอร์มินัล ๑     เพื่อไปยังประตู เอ ๒๕ ที่ ทีจี ๙๒๓ จอดอยู่      ที่นั่นบรรยากาศสับสน      พนักงานท่าทางเหนื่อย      ทำให้รู้สึกว่าการจัดการจอง ลุฟฮันซ่าไม่ดีนัก     เทียบบรรยากาศที่นี่กับบรรยากาศการ เช็ค อิน ของชั้น ๑  และชั้นธุรกิจของการบินไทยที่สุวรรณภูมิ ต่างกันฟ้ากับดิน     ของเราบรรยากาศสงบ พนักงานท่าทางสดชื่น     เอาใจผู้โดยสารว่าเป็นคนสำคัญ      นี่คือจุดแข็งของไทยที่เราต้องช่วยกันรักษาและเอามาพัฒนาต่อ

         บริการบนเครื่องบินชั้น ๑ ไม่ต้องเล่าซ้ำ     เครื่องบินเป็น โบอิ้ง ๗๔๗ ลำเก่าแบบเดียวกับขามา      ผู้โดยสารชั้น ๑ เต็ม ๙ คน     เก้าอี้ตัวหนึ่งเสีย ผมจึงใช้เป็นที่วางของของผมเสียเลย     ผมพบโดยการกดปุ่มเปะปะ ว่าเตียงนอนมันนวดหลังให้ด้วย     ผมนอนนวดหลังจนหลับไป      ตื่นขึ้นมาเครื่องหยุดนวดไปแล้ว     ขาไปเป็นการเดินทางกลางคืน      ขากลับนี้พอตื่นขึ้นมาเมื่อเวลา ๙ น. เวลาไทย ข้างนอกสว่าง      แต่เขาปิดหน้าต่างหมด ให้ผู้โดยสารนอน

         เดินทางครั้งนี้ นอกจากจ่ายเงินซื้อหนังสือ ๑ เล่มแล้ว      ผมไม่ได้จ่ายเงินอีกเลย      สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งคือ ในการเดินทางควรมีของติดตัวขึ้นเครื่องให้น้อยที่สุด     เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาตอนตรวจด้านความปลอดภัย     ผมพยายามบอกตัวเองว่าบรรยากาศในการเดินทางมันชักจูงให้เราซื้อของที่ไม่จำเป็น      ต้องฝึกมองของสวยๆ งามๆ เหล่านั้น แบบวางเฉย     สะกดกิเลสให้อยู่     ผมโชคดีมากที่ลูกเมียเขาไม่ฝากซื้อของเลย      เขาคงรู้ว่าผมซื้อของไม่เป็น    

          นอกจากไม่ซื้อของแล้ว ผมยังทำสถิติไม่ดูวิดีโอที่ในชั้น ๑ มีให้บริการมากมาย     เป็น video on demand ผมชอบใช้เวลาอ่านหนังสือ คิด และบันทึก มากกว่า      ตอนขากลับนี้ผมอ่านหนังสือ Lonely Planet เรื่องอียิปต์ จนเข้าใจวิธีไปเที่ยวอียิปต์อย่างคร่าวๆ แล้ว     รายละเอียดค่อยยกให้ภรรยาเขาเตรียมการณ์      การใช้คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค บนเครื่องบินชั้น ๑ สดวกมาก เขามีปลั๊กเสียบไฟให้ด้วย

          เครื่องบินลงก่อนเวลา ๒๕ นาที     เจ้าหน้าที่ของการบินไทยมารับหน้างวงเข้าอาคาร      พาขึ้นรถไฟฟ้าไปกับ อ. หมอสุพัฒน์ ๒ คน     ผมพึ่งใบบุญของ อ. สุพัฒน์ อีกตามเคย      เจ้าหน้าที่บอกว่ามีโทรเลขมาบอกให้เจ้าหน้าที่ต้อนรับเป็นพิเศษ     เราผ่านตวรจคนเข้าเมืองอย่างสะดวก เพราะแถวคนไทยมีคนน้อย      แต่แถวคนต่างชาติแถวยาวทุกแถว     ออกมารับกระเป๋า มีเจ้าหน้าที่หนุ่มๆ แต่งเครื่องแบบพิเศษมากมายคอยช่วย      คนหนึ่งได้รับมอบให้ดูแลเรา ๒ คน     เข็นรถขนกระเป๋าออกมาส่งถึงที่ญาติมารับ     หมออมราอุทานกับผมภายหลังว่า อ. หมอสุพัฒน์ทิปตั้งร้อย      หมออมรากับหมอสุพัฒน์เขาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน

                          

                 ยอดเขา มองต์ บลังค์ สะท้อนแดดยามสนธยา

                          

                             เมืองเก่าเจนีวา ยามเช้า

วิจารณ์ พานิช
๑๓ พ.ค. ๕๐