| จากบันทึกของคณะผู้ริเริ่มการก่อสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่านับตั้งแต่เทวดารักษาเมืองได้สร้างความอัศจรรย์ด้วยการมาประทับทรงบอกกล่าวให้แก่พันตำราจเอกสรรเพชญ ธรรมาธิกุล (ยศในขณะนั้น )และคณะดำเนินการรสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่ พ.ศ. 2528 เป็นต้นมาได้มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินไปตามคำบอกกล่าวของเทวดารักษาเมืองทุกขั้นตอนเป็นลำดับมาดังนี้ |
1. พิธีกรรมเผาดวงชะตาเมือง กระทำที่ป่าช้าวัดชะเมา ตำบลท่าวังอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นการล้างอาถรรพณ์ดวงชะตาเมืองเดิมซึ่งเรียกว่า “ดวงภินธุบาทว์” ลักษณะดวงดาวเสาร์ซึ่งเป็นดาวภัยเล็งจุดกำเนิดวางดาวอังคารให้อยู่ในภพที่ห้าเจ้าของดวงชะตาเช่นนี้เหมือนถูกสาปอาภัพ อัปภาคย์บ้านแตกสาแหรกขาด ต้องทัณฑ์ ไม่หยุดหย่อน เดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุดบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองำไม่นานก็เสื่อมทรามตกตำ การเผาดวงชะตาครั้งนี้ใช้ “เพชฌฆาตฤกษ์” คือเลยเที่ยงคืนไป 1 นาที ของปลายปี พ.ศ.2528
<p>
2. พิธีลอยชะตาเมืองเพื่อทำลายดวงชะตาเมืองเดิมทำแพจากต้นกล้วยเถื่อน (กล้วยป่า)เก็บดินสี่มุมเมืองน้ำห้าท่า ดาบเก่าสี่เล่ม รูปคนทำด้วยดินปั้นสี่รูปเสาไม้ตะเคียนทองหนึ่งต้น พญาโหราเรียกอาถรรพณ์จัญไรบรรจุลงสู่ต้นตะเคียนทองเสกคาถาลงยันต์ครบถ้วนแล้วนำไปลอยที่ปากน้ำปากนคร</p><p>
3. พิธีกรรมสะกดหินหลักกระทำที่บริเวณฐานพระสยม ตลาดท่าชี ตำบลในเมืองอำเภอเมืองหินหลักเป็นสิ่งที่พวกพราหมณ์ด้งเดิมฟังอาถรรพณ์เสนียดจัญไรเอาไว้ซึ่งสร้างความวิบัติเสื่อมเสียแก่เมืองนครศรีธรรมราชตลอดมา</p><p>
4.พิธีปลุกยักษ์วัดพระบรมธาตุ ยักษ์สองตนที่บันไดทางขึ้นองค์พระบรมธาตุถูกปลุกให้ตื่นมาทำหน้าที่รักษาบ้านเมืองหลังจากถูกสะกดมานานนอกจากนั้นยังปลุกเทวดา พระปัญญา พระพวย และพระมหากัจจายนะ อีกด้วย</p><p>5. พิธีปลุกพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองพระทั้งสองสถิตอยู่ ณ หอพระพุทธสิหิงค์ซึ่งหลับใหลมานานปีให้ตื่นขึ้นช่วยบ้านช่วยเมือง</p><p>
6. พิธีกรรมพลิกธรณีกระทำที่ริมรั้วป่าช้าวัดชะเมาพลิกดินที่ชั่วร้ายสกปรก ฝังไว้เบื้องล่างเอาดินดีขึ้นมาไว้เบื้องบนเพื่อบ้านเมืองจะมีความร่มเย็นเป็นสุขเจริญรุ่งเรืองต่อไปวันข้างหน้า</p><p>
7.พิธีกรรมเทพชุมนุมตัดชัย กระทำที่วิหารหลวงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 16มกราคม พ.ศ. 2529 เวลา 12.39 น. ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนยี่ ปี ฉลูนับเป็นพิธีกรรมสำคัญยิ่งดำเนินการตามแบบอย่างของชาวเมืองสิบสองนักษัตรโบราณจากคำบอกกล่าวของพญาหลวงเมืองการพิธีครั้งนั้นมีพระเทพวราภรณ์ (พระธรรมรัตโนภาสในปัจจุบัน) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์พลตำราจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นประธานฝ่ายฆารวาส จุดมุ่งหมายจองพิธีกรรมนี้นอกจากเพื่อสร้างสวัสดิมงคลแก่จังหวัดนครศรีธรรมราชจากการเจริญพระพุทธมนต์และแสดงพระธรรมเทศนาของพระสงฆ์แล้วเทวดารักษาบ้านรักษาเมืองยัวงมาชุมนุมเสกผ้ายันต์สิบสองนักษัตรจำนวน 3,000ผืนเขียนผ้ายันต์จำนวน 108 ผืนและประกาศบอกกล่าวแก่ผู้คนให้ช่วยกันสร้างหลักเมือง</p><p>8.พิธีกรรมตอกหัวใจสมุทร เพื่อให้ดวงชะตาเมืองถูกบรรจุด้วยธาตุทั้งสี่ครบถ้วน การะทำณ สี่แยกคูขวางเมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 ตรงกับแรมสิบสองค่ำเดือนยี่เวลาประมาณ 18.30 น. เศษ โดย นายเอนก สิประศาสน์ ผู้ว่าราชการตังหวัดสมัยนั้นเป็นประธานแทน ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์การที่เลือกบริเวณกลางสี่แยกคูขวางเป็นจุดตอกหัวใจสมุทรเพราะจุดดังกล่าวได้ศูนย์กับองค์พระบรมธาตุ ภูเขามหาชัยและได้ศูนย์กับทิศทั้งแปดตามตำราของชาวเมืองสิบสองนักษัตร</p>
<p>
9. พิธีฝังหัวใจเมืองกระทำเมื่อวันที่ 20มีนาคม พ.ศ. 2529 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำเดือนสี่ ปีฉลู เวลา 11.39 น. ณ จุดตอกหัวใจสมุทร ด้วยการขุดหลุมลึก 9 ศอก (ลึกจนถึงน้ำ)เจ้าพิธีอ่านโองการอุปกรณ์ พิธีกรรมฝังหัวใจเมือง ประกอบด้วยสิ่งของ 7 ชิ้นแต่ละชิ้นกว้าง 9 นิ้ว ยาว 9 นิ้ว หน้า 2 นิ้ว เขียนดวงชะตาเมืองหัวใจเมืองมีอยู่สามชิ้นที่ได้นำเอาโลหะมงคล ทองเงิน นาก ( สามกษัตริย์ )ปดหน้าคั่นกลางระหว่างแผ่น หัวใจเมืองแผ่นไม้นี้องค์จตุครารามาเทพกรีดเลือดจุ่มเขียนคาถาอาคมหัวใจพ่อ หัวใจแม่ทำจากไม้ตะเคียนทองกลึงเป็นรูปบัวตูม ยาวประมาณ 1 ศอก จำนวน 2 อันฝังลงในหลุมรวมกับแผ่นหัวใจเมือง ดินจากทุกตำบลทุกหมู่บ้านในเมืองสิบสองนักษัตรที่ประชาชนนำมาใส่ลงในหลุม ด้วยวัตถุธาตุแทนธาตุสี่ ประกอบด้วย ถ่าน (แทนธาตุไฟ )เกลือ (แทนธาตุน้ำ) ข้าวเปลือก (แทนธาตุลม) ทราย (แทนธาตุดิน) พญาไม้มงคล 9 ชนิดได้แก่ ราชพฤกษ์ กันเกราสักทรงบาดาล พยุง ทองหลากหรือทองหลาง ไผ่สีสุก และขนุนทองผ้าสี ผืนละสี วางก้นหลุมเป็นลำดับแรกทุกอย่างใส่ลงในหลุมทั้งหมด</p><p>10. พิธีกรรมปฏิมากรรม (แกะสลัก)ได้แกะสลักหลักเมืองด้วยไม้ตะเคียนทองทั้งต้น ณบ้านพักผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดในสมัยนั้น</p>
11. พิธีเบิกเนตรหลักเมืองกระทำกันต่อเนื่องถึง 3 วัน คือวันที่ 3-5 มีนาคม พ.ศ. 2530วันที่ 3มีนาคมอัญเขิญหลักเมืองที่แกะสลักเรียบร้อยแล้ว ไปประดิษฐานที่วิหารหลวงวัดพระมหาธาตุฯ หลังจากพระเถระเจริญพระพุทธมนต์และเจ้าพิธีรำกระบี่โบราณถวายสักการะแล้วก็เคลื่อนขบวนแห่ไปตามถนนราชดำเนินไปยังตลาดท่าวัง แล้ววกกลับสู่สนามหน้าเมืองอัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ที่ประดิษฐานชั่วคราว ให้ประชาชนสักการะขบวนแห่ในวันนั้นยิ่งใหญ่มาก มีขบวนช้าง ม้า ศิลปินพื้นบ้าน กลุ่มพลังมวลชลต่างๆวงดุริยางค์ และประชาชนจากทั่วสารทิศขบวนยาวประมาณ 2 กิโลเมตรประชาชนคอยชมขบวนมืดฟ้ามัวดินเป็นประวัติการณ์
วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2530เวลา10.30 น. พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมารับมอบหลักเมืองเป็นของทางราชการ
วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2530ตอนค่ำมีพิธีสงฆ์ จากนั้นเจ้าพิธี คือ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชอ่านโองการเชิญเทวดา ต่อมาประธาน ( รมช. สัมพันธ์ ทองสมัคร)จุดเทียนชัย เจ้าพิธีทำพิธีเบิกเนตรหลักเมืองทั้งแปดทิศอันเป็นการประจุติตวิญญาณของเทวดารักษาเมืองเข้าไปสิงสถิตภายในเสาหฃลักเมืองให้สามารถรับรู้เหตุการณ์และคุ้มครองดูแลได้รอบทิศ จากนั้นมีการจุดพลุสักการะข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนร่วมปิดทองสักการะ เป็นเสร็จพิธี
12.พิธีการเจิมยอดชัยหลักเมือง พิธีกรรมสำคัญยิ่งและถือเป็นมหามงคลสูงสุดคือการเจิมยอกชัยหลักเมืองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร) นำคณะอันประกอบด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นายอำนวยไทยานนท์) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสัมพันธ์ ทองสมัคร)ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายกำจร สถิรกุล) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (นายอนันต์อนันตกูล) วุฒิสมาชิก (นายศิริชัย บุลกุล)พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนผู้ร่วมจัดสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท นำยอดชัยหลักเมืองเพ่อทรงเจิม ในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2530ยอดชัยหลักเมืองที่ทรงเจิมในวันนั้น นอกจากของจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้วยังมีหลักเมืองจังหวัดชัยนาทและจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วย
นายสัมพันธ์ทองสมัครได้บันทึกเหตุการณ์วันนั้นไว้มีความตอนหนึ่งดังนี้
“......คราวนั้นคณะกรรมการสร้างหลักเมืองได้นำวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นตามแบบแผนโบราณจำนวน 13ชิ้น พร้อมด้วยภาพถ่ายหลักเมืองน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายในครั้งนั้นด้วย
ผมเองเป็นกังวลใจมากเพราะว่าผู้ซึ่งเตรียมไว้ว่าต้องทำหน้าที่กราบบังคมทูลคือท่านขุนพันธรักษ์ราชเดชเจ้าพิธีโดยตรง แต่ก่อนหน้าจะถึงกำหนดเข้าเฝ้าฯท่านขุนพันธ์ฯได้ จังหวัดโดยท่านรองฯอำนวยไทยานนท์ ได้ขอผมไปทำหน้าที่แทน ผมกังวลเพราะไม่ทราบเรื่องวัตถุมงคล 13ชิ้นว่าเป็นอย่างไร
ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อ่านคำกราบบังคมทูลและได้กล่าวถึงมงคลที่ได้สร้างพิธีกรรมสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชด้วยเมื่อทรงพระสุหร่ายและทรงเจิมยอมเสาหลักเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้วทรงมีรับสั่งให้ตามเสด็จฯ ไปยังบริเวณที่วางวัตถุมงคลที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ
ทรงเริ่มทอดพระเนตรตั้งแต่ชิ้นแรกเป็นภาพถ่ายเสาหลักเมืองนครฯ ทรงมีพระตาชกระแสรับสั่งว่า หลักเมืองกรุงเทพฯ คนนครฯมาร่วมช่วยสร้างเหมือนกัน เพราะเขาเข้าใจเรื่องการสร้างหลักเมือง มีเทวดาเหาะรอบๆยอดเสา หลักเมือง <div><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="left" style="border: #c0c0c0 1px"><tbody><tr><td align="left" valign="top" style="padding-right: 2.25pt; padding-left: 2.25pt; padding-bottom: 0in; padding-top: 0in; background-color: transparent; border: #c0c0c0 1px"><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">อยู่ 8 องค์ แต่หลักเมืองนครฯ ที่สร้างขึ้นครั้งนี้เทวดาไม่ได้เหาะแต่แกะสลักไว้ที่ยอดเสาหลักเมืองให้เฝ้าทิศทั้งแปด
จากนั้นได้ทอดพระเนตรวัตถุมงคลทุกชิ้นพร้อมกับทรงอธิบายให้ผมฟังถึงความเป็นมาและการใช้สอยเกี่ยวกับของแต่ละชิ้นได้อย่างลึกซึ้ง ประหนึ่งทรงอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจใจพระปรีชาญาณยิ่งนัก</p></td></tr></tbody></table></div>
จนกระทั่งถึงคงชิ้นที่ 13เป็นขี้ผึ้งที่บรรจุในภาชนะรูปคล้ายผอบทำด้วยถมท่องขนาดไม่โตนัก
ผมเองประหวั่นว่าจะมีรับสั่งถามเกรงว่าจะกราบบังคมทูลไม่ถูกเพราะไม่ทราบคำราชาศัพท์ของคำว่า “ขี้ผึ้ง” แล้วก็ทรงมีพระกระแสรับสั่งถามพร้อมทรงชี้ไปที่ผอบว่า “นี่อะไร” ผมกราบทูลว่า “ เป็นถมทองศิลปะดั้งเดิมของชาวนครศรีธรรมราช” ทรงมีพระราชกระแสว่า “ ถมทองของเมืองนครฯ นี่เรารู้จักเราใช้อยู่ข้างในเป็นอะไร” ผมกราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบคำราชาศัพท์แต่ชาวบ้านเรียกว่า ขี้ผึ้งพระพุทธเจ้าข้า”
ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “ขี้ผึ้งสมัยโบราณคนเมืองนครหรือชาวศรีวิชัยเมื่อจะไปเจรจาเรื่องสำคัญกับใครจะใช้สีผึ้งสีริมฝีปากแล้วไปเจรจา”
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ได้เป็นที่ประจักษ์ว่าทรงมีพระปรีชาญาณรอบรู้จริง เพราะจากเอกสารที่ฝ่ายพิธีกรรมสร้างหลักเมืองทำขึ้นก็ได้กล่าวถึงเรื่องขี้ผึ้งในลักษณะตามที่ทรงมีพระกระแสรับสั่งทุกประการ...”
13.พิธีแห่ยอดชัยหลักเมือง การะทำวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2530เป็นการต้อนรับยอดชัยหลักเมืองซึ่งคณะโดยการนำของรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นายอำนวยไทยานนท์) นำมาจากกรุงเทพมหานคร โดยแห่จากสนามบินกองทัพภาคที่ 4 มายังสนามหน้าเมืองมีขบวนช้างศึก ม้าศึกและประชาชนจำนวนมาก
14. พิธีอัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ศาลถาวรโดยผู้ว่าราชการจังหวัด (นายนิพนธ์ บุญญภัทโร) เป็นประธาน
15.พิธีสวมยอดชัยหลักเมือง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2531 โดยพลเอกสุจินดาคราประยูร (รองบัญชาการทหารบก ตำแหน่งในสมัยนั้น) เป็นประธาน
16.พิธีเทท่องปลียอดศาลหลักเมืองและศาลบริวาร เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2541โดยมีฯพณฯ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานในพิธี
</span></span></span></span></span></span></span>