วันนี้เดินทางกลับจากสนามบินขอนแก่นถึงดอนเมือง ประมาณ 4 โมงเย็น ไปอยู่ขอนแก่น ที่วัดธรรมอุทยาน โดยออกเดินทางจากกทม. ด้วยสายการบินไทยถึงท่าอากาศยานขอนแก่น ประมาณ 10 โมงกว่าๆ จากนั้นก็มีรถตู้มารับไปส่งที่วัด ถึงวัดเกือบ 11 โมงเช้า หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าห้องนอน ก็ออกมานั่งล้อมวงฟัง อ.ดร.วรภัทร์พูดถึงการปฏิบัติตนเมื่อมาอยู่วัด 2 วันครึ่ง
ทำไมพวกเรา Inno Facilitator 26 จาก 37 ชีวิตต้องมาปฏิบัติธรรมกัน กิจกรรมนี้ได้รับการออกแบบมาพัฒนาพวกเรา มีความเกี่ยวข้องอย่างไรที่จะไปเป็นคุณอำนวยที่สมบูรณ์ บริษัทอันเป็นที่รักของพวกเราลงทุนให้เวลา ให้เงิน ให้โอกาสเราได้มาเรียนรู้ ได้พบประสบการณ์ที่น้อยคนนักจักได้เจอ ได้ละทิ้งสิ่งที่ติดตัวมาเนิ่นนานออกมาวางไว้ที่วัด ก็เพื่อจะให้เราสามารถทำหน้าที่ได้ดีที่สุด มีความอดทนที่จะส่งเสริมให้คนอื่นได้เรียนรู้ อดทนที่จะรับฟัง ฝึกตนให้มีความสงบนิ่ง เพื่อให้เกิดบรรยากาศแห่งการเกิดความคิดดีๆ ภายในบริษัทของเรา
วันแรกช่วงบ่ายหลายคนพักผ่อนตามอัธยาศรัย หลังจากทำความสะอาดบ้าน ห้องนอน ที่เราจะใช้พื้นที่ร่วมกันเรียนรู้ และพักผ่อนตอนกลางคืน บางคนก็ออกไปทำความสะอาดองค์พระ ลานกราบพระ บางคนก็นั่งดู นอนดู (ส่วนใหญ่จะนอนดูมากกว่า) วีซีดี ที่ได้รับแจก เพื่อทำความเข้าใจพื้นฐานของข้อธรรมะที่จะต้องนำมาใช้ในภาคปฏิบัติ เราก็ได้ดูเรื่อง จิต สติ ความคิด กับ บทสัมภาษณ์ อ.ดร.วรภัทร์ ตอนที่นอนป่วยอยู่ใน โรงพยาบาล 3 เดือน คนที่ดูมีโอกาสทำความเข้าใจกับคำว่า จิต สติ ความคิด แต่ก็ไม่แจ่มแจ้ง มีข้อสงสัยค้างคาใจอยู่บ้าง อ้อ! หน้าที่อีกหนึ่งอย่างที่ทุกคนต้องทำคือ แบ่งกลุ่มกันทำอาหาร 5 มื้อ ต้องคิดเมนู และวัตถุดิบที่ต้องการใช้เพื่อให้พี่เลี้ยงไปจ่ายตลาดให้
อาจารย์ให้พวกเราเก็บข้อมูลภายในวัด โดยการสำรวจรอบๆ บริเวณทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง เราก็ได้ไปดูหุ่นคนแบกโลก ไปที่ศาลาริมน้ำ และ สะพานสติที่ทำด้วยแผ่นกระดานเป็นเหล็กนับได้ 63-65 แผ่น ไม่รู้ทำไมนับได้ไม่เท่ากัน สะพานนี้ทอดข้ามสระน้ำขนาดใหญ่สูงพอที่จะทำให้หวาดเสียวได้เมื่อเดินไปถึงช่วงกลางๆ มีข้อคิดเกิดขึ้นให้เรียนรู้ และฝึกฝนเพียงเดินข้ามสะพานนี้ ช่วงเย็นประมาณ 6 โมงเย็นมีการทำวัตรเย็น ใครชอบสวดก็มา ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร
ตอนกลางคืนหลังอาหารเย็นได้ไปฝึกสติที่เมรุเผาศพ โดยให้ทดสอบทีละคน ต้องเอามือยื่นเข้าไปในช่องกลางเล็กๆ คลำให้เจอขาคุณยายที่นอนอยู่ในนั้น นี่คือสิ่งที่อาจารย์ให้ข้อมูลแก่พวกเราว่าในที่นอนบนเตาเผามีอะไรอยู่บ้าง ขณะที่ยื่นมือเข้าไป ต้องดูให้ออกว่ากายของเรามีปฏิกิริยาอย่างไร ความคิดเราเป็นอย่างไร ความรู้สึกเป็นอย่างไร ต้องรู้ตัวเองให้ได้ ทุกคนที่ผ่านการทดสอบคนแรกๆ เงียบและอึ้ง อาจารย์บอกว่ามีอะไรเดี๋ยวไปพูดพร้อมกัน ห้ามพูดที่นี่ เมื่อกลับมาที่พัก นั่งล้อมวงคุยกันก็เฉลยว่า ในเมรุเผาศพนั้นไม่มีอะไรเลย แต่สิ่งที่ทำให้เรากลัวไปแล้วก็คือความคิดของเราเอง สร้างภาพเองจากข้อมูลที่ได้ยิน ได้ฟัง ปรุงแต่งให้จิตของเราเกิดความกลัว โดยไม่ได้พิจารณาความจริงใดๆ แล้วอาจารย์ก็ให้ความรู้ว่าแนวทางที่เราจะต้องใช้สติควบคุมความคิดให้ได้ ก็คือ การคิดดี การเบี่ยงเบนความคิดไปเรื่องอื่นเพื่อลดความกลัว การงัดเอาข้อธรรมะที่มีมาเตือนสติอย่างรวดเร็ว หรือสุดท้ายคือต้องใช้สมาธิข่มความคิดให้ได้ แบบฝึกหัดแรกนี้เพียงทำให้รู้จัก จิต สติ ความคิด ปฏิกิริยาของร่างกายที่เกิดจากจิตซึ่งเกิดจากความคิดปรุงแต่งอีกที ถ้าเรารู้เท่าทันจิตโดยฝึกพิจารณาจากกายก่อน และ รู้ตัวว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่ เราก็ได้คะแนนสติสะสมแล้ว ยิ่งควบคุมได้ก็จะยิ่งได้คะแนนเพิ่มขึ้น

วันรุ่งขึ้น วันที่สองของกิจกรรมฝึก EQ ในช่วงเช้า พวกเราฝึกการทำสุนทรียสนทนา (Dialogue) ฝึกการฟัง การคิดย้อนกลับ การถาม การค้นหาข้อคิดจากการฟัง และความรู้สึกขณะที่ฟัง แล้วนำข้อคิดที่ได้ไปสร้างพลังให้กับตนเอง จุดประสงค์คือต้องลดอัตตา ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ของของตน ขณะที่ฟังสนใจแต่เนื้อหาไม่สนใจความรู้สึก อาจารย์ไม่ยึดติดในรูปแบบตายตัว ยืดหยุ่นตามสภาพที่เป็น ณ ปัจจุบัน
ตกกลางคืน เป็นช่วงของการให้ข้อมูลเรื่องการเกิดของมนุษย์ การผ่าตัดศพ โดยให้ดูวีซีดี ก่อนที่จะสอนเกี่ยวกับเรื่อง ขันธุ์ 5 อายตนะ 6 และเน้นย้ำเรื่อง จิต สติ ความคิด เพราะภาคปฏิบัติที่จะต้องออกไปฝึก คือ การไปนั่งคนเดียวในที่ใดที่หนึ่งที่มืด เงียบสงบ ในบริเวณวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจุดที่พระสงฆ์ หรือชาวบ้านจะไปนั่งภาวนาจิตกัน บทเรียนนี้สำคัญมากไว้เล่าคราวหน้าดีกว่าค่ะ ที่สำคัญสำหรับเราคือ ได้พบ อ.แป๋ว จาก ม.ขอนแก่นที่มาพบ อ.ดร.วรภัทร์ ดีใจมากเลยค่ะ หลังจากที่เคยคุยกันทาง MSN และบล็อค

วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับก็ได้บำเพ็ญประโยชน์ ทำความสะอาดที่พัก ล้างห้องน้ำ ผู้ชายก็ไปช่วยงานก่อสร้างด้วย ผู้หญิงไปเรียนธรรมะเพิ่มเติมที่สะพานสติ ฝึกเดินกันใหม่ ฝึกเดินจงกรมบนก้อนหิน ไปดูบริเวณรอบๆ วัดกันอีกที ซึ่งพบว่ามีที่พักเป็นกระท่อมเล็กๆ ให้นั่งปฏิบัติภาวนาจิต เจริญสติ สร้างไว้อยู่หลายหลังทีเดียว
สรุปว่าที่มาอยู่ 3 วัน มีกิจกรรมปฏิบัติธรรมให้ทำหลายอย่าง เช่น ทำกับข้าว ล้างจาน ทำวัตรเช้าตี 3 ทำวัตรเย็น 6 โมงเย็น ทำความสะอาดบ้าน อ่านหนังสือ สนทนาธรรม ปฏิบัติการฝึกสติ ในขณะเดียวกันก็มีสิ่งใหม่ๆ ให้เรียนรู้มากมายที่เกิดจากผู้อื่นถ่ายทอด หรือได้คิดด้วยตนเองหลังการปฏิบัติ ได้ละวางสิ่งไม่ดีที่แต่ละคนมีติดตัวมานาน ก็หวังแต่เพียงว่าบทเรียน สิ่งดีๆ ที่ได้จะทำให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตส่วนตัว และนำไปใช้งานอย่างแท้จริงตามวัตถุประสงค์ของโปรแกรมนี้
ขอขอบคุณบริษัทและเจ้านายของเราที่ให้โอกาสดีๆ ขอบพระคุณ หลวงพ่อกล้วย กับ อาจารย์ ดร.วรภัทร ที่เอื้ออำนวยการเรียนรู้ของเราทั้งทางตรง แลทางอ้อม ขอบคุณพี่ๆ น้อง Fa รุ่น 2 ที่ช่วยเหลือกัน เป็นกำลังใจให้กัน ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเกิดบรรยากาศที่ดึงดูดให้เราสนใจที่จะเรียนรู้ร่วมกัน สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ Fa รุ่นพี่ที่เสียสละเวลา และทุ่มเทแรงกาย แรงใจช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกให้ในทุกๆ เรื่องจนพวกเราฟันฝ่าอุปสรรคหลายอย่างไปได้เป็นอย่างดี กลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัยทุกคน
3วันที่ผ่านมาที่เราร่วมชะตากรรมเดียวกัน ^_^
เป็นประสบการณ์และการเรียนรู้ที่สุดยอดจิงๆค่ะ ตอนนี้ยังนั่งนึกๆถึงอยู่ว่า ตัวเองทำไปได้ยังไง
ขนาดเอารูปหลุมน้องอาม(ที่มีหมวกกันน็อก)มาดูที่บ้าน ยังมีจิตตกขนลุกอยู่เลยค่ะ
ขอบคุณพี่ส้มด้วยค่ะที่แชร์สิ่งดีๆให้กับหนู ชอบฟังพี่ส้มตอนที่จะแชร์อะไรให้ฟัง อิอิ
สวัสดีค่ะ น้องแป้ง
ยินดีที่สิ่งที่พี่แสดงความคิดเห็นออกไปเป็นประโยชน์กับน้องค่ะ ยอมรับว่ามีความผูกพันกับน้องๆ ทุกคนที่เราไปใช้ชีวิตร่วมสุข ร่วมเรียนรู้ด้วยกัน โดยเฉพาะคนที่ได้พบกันทั้งที่สตึก และ ที่วัดป่า ที่เพิ่งกลับมาสดๆ ร้อนๆ พี่ยังกลับมาเล่าให้คนที่บ้านฟังว่า รอบนี้รู้จักน้องบางคนมากขึ้น เมื่อมีโอกาสได้สัมผัสจากการพูดคุย หรือเมื่อเราพบปัญหา ก็มีน้องๆ หลายคนพยายามช่วยพี่แก้ไข โดยเฉพาะน้องจ๋อ พี่ชื่นชมจริงๆ ค่ะ ทั้งจากที่คุยเรื่องทอดปาท่องโก๋ ไปเลี้ยงคนที่มาเฝ้าในหลวงตอนทรงประชวรที่ รพ.ศิริราช อีกทั้ง เห็นว่าเมตตาต่อเจ้าโกโก้ และ เจ้านม หมาที่อยู่คนละที่ แต่ชื่อเข้ากันได้ดี นอกจากนั้นยังพยายามช่วยพี่แก้ไขกล้องตอนอยู่ที่สนามบิน แล้วเลี้ยงขนมปังเวียดนามพวกเราอีก ช่างใจดี มีเมตตาจริงๆ
ประทับใจในคำพูดที่ซื่อๆ ของน้องแป้ง แต่จริงใจทำให้พี่รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ยินค่ะ มีโอกาสคงได้คุยกันอีกนะคะ
สวัสดีครับพี่ส้ม
ห่างหายจาก blog ไปนาน ยังไงก็ยัง cheer พี่ส้มเขียนต่อนะครับหลังครบ 21 วันไปแล้ว รู้อะไรดี ดี อีกมาก ซึ่งผมว่าจะเป็นผลดีต่อ FA รุ่นต่อๆ ไป แต่ไม่รู้ว่าบทความตอนเอามือเข้าเตาเผาศพ จะทำให้น้องๆ จับมุขของเราหรือเปล่า ผมว่านะถึงรู้ว่าไม่มีอะไร แต่ยังไงก็แล้วแต่ช่วงนั้นยังน่ากลัวอยู่ดี จากการผ่านด่านนี้ทำให้ผมรู้ว่าถึงรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอะไร แต่สัญญา (ความจำ) ที่เรามีอยู่ ซึ่งได้รับรู้มาจากหนัง หรือเรื่องเล่าต่างๆ สามารถทำให้เราปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ ได้อีก เหตุที่กล่าวเช่นนี้เพราะตัวเองพอจะรู้แล้วว่าสิ่งที่อาจารย์สร้างสัญญาให้เราก่อนไปที่เมรุนั้นไม่มี แต่ตัวเองกลับไปสร้างสัญญาเพิ่มเติมขึ้นมา จากสังขาร (ความคิด การปรุงแต่ง) ว่าถ้าเอามือเข้าไปแล้วเกิดมีอะไรมาสัมผัสมือเราล่ะ (ไม่ตื่นเต้นครับ แต่เสียว) ดังนั้นตาที่ท่านโยดาของเหล่า FA ได้บอกไว้ ยิ่งกลัวอะไร ให้ฝึกจากสิ่งนั้นครับ
วันที่กลับมาหลับยาวเลยครับ เพราะนอนแค่2-3 ชั่วโมงตอนอยู่ที่วัด แต่ไม่รู้สึกง่วงเลยตอนอยู่ที่วัดกลับรู้สึกติดใจครับ ถ้ามีโอกาสอยากไปอยู้สัก 1 อาทิตย์
กลับมาเขียนบันทึกแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดกันอีกนะคะ สนุกดีค่ะ ทำให้เราได้ต่อยอดความรู้ พี่เองวันนี้ก็เหมือนโดนพิษดอกเหมย หลับทั้งวันเลยค่ะ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับไปที่วัดอีกหรือเปล่านะคะ ถ้ามีพวกเรารวมตัวกันอีกในโอกาสหน้าก็ดีนะคะ ชอบบทเรียนที่นี่ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ คุณส้มสำหรับการแชร์ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ … ทำให้ได้เรียนรู้กิจกรรมที่ดีๆ …
สวัสดีค่ะ อ.แป๋ว
ยินดีที่อาจารย์แวะเข้ามาอ่านประสบการณ์ของส้มค่ะ
สวัสดีค่ะน้องหนิง
จำใครได้บ้างคะ อย่างน้อยต้องจำพี่ได้คนนึงล่ะ 555..