5. เรื่องผลตอบแทน
ผลตอบแทนหรืออัตราเงินเดือนที่ดึงดูดย่อมเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้คนทำงานอย่างเรา ๆ อยากที่จะเปลี่ยนงานเพื่อได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งก็ไม่ผิดหรือแปลกอะไรหากเราจะใช้ตัวเงินหรือผลตอบแทน เป็นเงื่อนไขหลักในการเปลี่ยนงาน แต่สิ่งที่ท่านต้องพิจารณาภายใต้เงื่อนไขความเป็นจริงของโลกธุรกิจก็คือ การได้เงินมากก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น (อาจจะคิดง่าย ๆ ว่าไม่มีอะไรในโลกที่ได้มาโดยง่าย ๆ โดยปราศจากความพยายาม) โดยสิ่งที่ท่านอาจสูญเสียโดยไม่รู้ตัวก็คือ “ต้นทุนความเครียดสะสม” อันจะนำมาซึ่งสุขภาพที่แย่ลงเร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ เรื่องของเวลาส่วนตัวที่ท่าน (อาจจะ) สูญเสีย แต่ก่อนท่านอาจจะเคยไปออกกำลังกายหลังเลิกงาน แต่ถ้างานใหม่นั้นที่ท่านต้องรับผิดชอบมีความเครียด และต้องใช้สมาธิจดจ่อกับงานนั้น ๆ มาก หลังเลิกงานท่านคงอาจจะต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากการออกกำลังกายทุกเย็นไปผ่อนคลายโดยการหาร้านนั่งสบาย ๆ หรือสังสรรค์กับเพื่อนฝูงแทน ซึ่งก็จะส่งผลเป็นลูกโซ่ว่าท่านต้องใช้เงินมากขึ้นในการผ่อนคลายความเครียดจากงานดังกล่าว และต้องใช้เงินมากขึ้นไปกับการสังสรรค์ที่มากขึ้น ดังนั้น ท่านอาจจะต้องใคร่ครวญให้ดีกว่าเงินที่เพิ่มมากขึ้นนั้น คุ้มค่าหรือไม่กับเวลา สุขภาพ และความเป็นส่วนตัวที่อาจจะต้องหายไปบ้าง ประเด็นนี้ต้องคิดและใคร่ครวญให้รอบคอบนะครับ ไม่มีใครถูกหรือผิด มีแต่จะถูกใจหรือไม่ก็เท่านั้นเอง
สิ่งที่อยากเสริมเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ก็คือ เรื่องของตำแหน่งงาน เพราะเมื่อท่านได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีแล้ว เงินเดือนและค่าตอบแทนต่าง ๆ ที่สูงขึ้นย่อมตามมาเอง เพราะฉะนั้น ไม่อยากให้ท่านพิจารณาเพียงว่างานอะไรก็ได้แต่ต้องเงินเยอะ ๆ แต่ต้องย้อนถามตัวเองด้วยนะครับว่า ท่านพร้อมหรือไม่ที่จะเอาตัวตน หรือสไตล์การใช้ชีวิตของท่านไปแลกกับผลตอบแทนก้อนที่ใหญ่ขึ้น
6. ท่านพอใจในสถานะปัจจุบันของตัวเองหรือไม่
หัวข้อนี้อาจจะเป็นธรรมะสักนิดนึง แต่ธรรมะและสัจธรรมความจริงของชีวิตนี่แหละ ที่ทำให้คนเราใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะว่าการเดินสายกลางโดยยึดหลักการทำอะไรแต่พอดี พอเหมาะพอควร และเหมาะสมกับตัวเอง ย่อมนำมาซึ่งความสุขในชีวิต ซึ่งแม้ว่าเงินเดือนอาจจะมาก หน้าที่การงานและองค์กรที่ท่านทำงานอยู่อาจจะไม่เลิศเลอ แต่ถ้าท่านตอบตัวเองได้ว่า “ฉันพอเท่านี้ ฉันพอใจในสิ่งที่ฉันมีฉันเป็นในปัจจุบัน เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับชีวิตฉัน” ซึ่งผมหมายความว่า “ถ้าท่านพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว ความอยากมีเงินเดือนที่มาก หน้าที่การงานใหญ่โตก็จะลดลง ท่านก็จะมีความโลภและความทะยานอยากน้อยลง”ซึ่งท่านก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น โดยไม่ต้องขวนขวายและดิ้นรนกับชีวิตมากจนเกินไปนัก
บทสรุป
การที่จะใช้ชีวิตในการทำงานอย่างมีความสุขเป็นเรื่องที่ไม่ยาก และเป็นสิ่งที่คนเราทุกคนสามารถเลือกได้ว่าเราจะเป็นคนที่มีความสุขหรือมีความทุกข์ แต่อย่างไรก็ดี ทั้งในทางศาสนาและโลกธุรกิจ การเป็นคนที่พรั่งพร้อมไปด้วยสติปัญญา มีความเพียรพยายาม รู้จักขวนขวายหาความรอบรู้ใส่ตัวอยู่เสมอ และมีมานะอดทนย่อมเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น ต้องคิดและนำมาปฏิบัติ มิใช่เอาแต่คิดแต่ไม่ทำ ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยจากคนที่ไม่ได้คิด บอกตัวเองไว้นะครับว่า “ในปฏิทินไม่มีคำว่าวันพรุ่งนี้”ดังนั้น หากจะคิดและจะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดขอให้เริ่มทันที แน่นอนว่าการเริ่มต้นนั้นยาก แต่ถ้าเริ่มก้าวแรกแล้วก้าวต่อไปท่านก็จะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น โปรดพึงระลึกไว้ว่า “หนทางไกลนับหมื่นนับพันลี้ เริ่มจากก้าวสั้น ๆ นะครับ” ดังนั้น ขอให้ถามตัวเองอย่างจริงใจและจริงใจว่า ตัวของเราเองนั้นมีจุดอ่อนจุดแข็ง ข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วนำเอาข้อดีหรือจุดเด่นของตัวเองมาใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามกำจัดจุดอ่อนและข้อเสียต่าง ๆ ออกไป เพื่อที่เรานั้นจะได้เป็นคนที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเป็นคนที่รู้จักวางแผนให้กับชีวิตย่อมทำให้ชีวิตก้าวเดินไปอย่างมีทิศทาง และตรงวัตถุประสงค์ของสิ่งที่วาดหวังไว้ ขอให้บุญรักษาท่านผู้อ่านทุกท่าน และขอให้โชดคีครับ..
จบ...
**หากท่านผู้อ่านมีข้อแนะนำหรือข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความนี้ ทางผู้จัดทำยินดีน้อมรับข้อคิดเห็นและคำแนะนำต่าง ๆเพื่อนำมาปรับปรุงบทความให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไปครับ
1 พฤษภาคม 2550
ขอคุณมากๆสำหรับบทความดีดี ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้แง่คิดและเอาไปปรับใช้สำหรับการเริ่มต้น และคิดวางแผนทำสิ่งต่างๆโดยมีหลักในการช่วยข้าพเจ้าตัดสินใจ
ขอคุณค่ะ
อันจังน้อย
ดีมากคัฟ