เย็นวันนี้ ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์การทำหน้าที่ของผู้ปกครองที่ดีและความพยายามในการใช้กิจกรรมบำบัดในการดำเนินชีวิตวัยเรียนของน้องวัยรุ่นสองท่านที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก
กรณีศึกษาทั้งสองคน มีความเหมือนกันโดยบังเอิญ คือ เรียนมัธยมที่เดียวกันแต่ห่างกันห้าปี ได้รับอุบัติเหตุจนเกิดการบาดเจ็บทางหลอดเลือดสมอง คนหนึ่งหลอดเลือดสมองแตกจนมีอาการอ่อนแรงแขนขาข้างขวาอย่างมาก (มีอาการนานครบ 6 ปีและเรียนมหาลัย) อีกคนสมองบวมจนมีอาการอ่อนแรงแขนขาและเกร็งเล็กน้อย (มีอาการนานครบ 1 ปีและกำลังจะเข้ามหาลัย) และที่สำคัญก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุ ทั้งสองคนไม่ค่อยสนใจการเรียนและเที่ยวเตร่ตามประสาวัยรุ่น คบเพื่อนที่สูบบุหรี่-ทานเหล้า ไม่เชื่อฟังพ่อแม่
แต่การต่อสู้กับตนเองตลอดเวลา 6 ปีของน้องคนแรก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงชีวิตในแง่ การยอมรับตนเองเพื่อสู้กับชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ พยายามใช้ชีวิตในการเรียนให้เหมือนคนทั่วไป และลดพฤติกรรมที่ไม่ดีในช่วงเรียนมัธยม มาในวันนี้น้องคนนี้มีความคิดที่สามารถแนะนำน้องอีกคนหนึ่งที่กำลังมีปัญหาในการปรับตัวและรู้สึกว่าชีวิตการเรียนไม่มีค่าใดๆ
การปิดกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้ น้องทั้งสองคนได้เรียนรู้วิธีการใช้กิจกรรมที่มีคุณค่าในการพัฒนาทักษะการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการจัดเวลาในการเรียนและการฝึกฝนการใช้แขนขาข้างที่อ่อนแรงให้ดีที่สุด นอกจากนี้การได้พูดคุยระหว่างคุณพ่อคุณแม่ของน้องทั้งสองคนทำให้แต่ละฝ่ายได้มองเห็นภาพของลูกชายที่กำลังพัฒนาสภาพร่างกายและจิตสังคมอย่างเข็มแข็ง และเป็นตัวของตัวเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยเฝ้าติดตามเป็นกำลังใจอยู่เสมอ
ในฐานะอาจารย์กิจกรรมบำบัด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในการบริการทางคลินิกในเมืองไทย แต่ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่บุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขาควรตระหนักถึงประสบการณ์การดำเนินชีวิตของผู้ที่ต้องต่อสู้กับตนเองและมีผู้ปกครองคอยเป็นพี่เลี้ยงอย่างสุดกำลัง
ตราบใดที่มีลมหายใจ ก็คงต้องต่อสู้ดิ้นรนกันต่อไปครับ เป็นห่วงก็แต่ลูกศิษย์ที่อาการครบ 32 ที่กำลังหลงระเริงอยู่นี่แหละครับ ว่าเมื่อไหร่เขาจะคิดได้เสียที
เห็นด้วยครับอาจารย์ย่ามแดง
นักศึกษาในปัจจุบันขาด "คุณธรรม" และอาจารย์อย่างพวกเราต้องพยายามหากลวิธี ยุทธวิธี จิตวิทยา และธรรมะเพื่อจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอาจารย์ เพื่อพัฒนาลูกศิษย์ให้จงได้ครับ
ขอบคุณสำหรับมิตรภาพของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ