เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ ผ่านมาผมได้รับโอกาส (กึ่งๆ คำสั่ง) จากท่านคณบดี ให้ร่วมเดินทางไปกับท่านเพื่อบรรยายในโครงการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการของคณะครูและผู้บริหารโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาคาร ซึ่งจริงๆ ก่อนหน้านี้ (หลังเสร็จจากการไปเป็นวิทยากรอบรม e-book ที่วอศ.แล้ว) ผมตั้งใจว่าจะไม่รับงานบรรยายไปจนถึง 30 เม.ย เพราะรู้สึกว่า เหนื่อยมากและอยากพักผ่อนในช่วงภาคฤดูร้อนกับเขาบ้าง แต่ท่านคณบดีไม่ยอมครับ ท่านบอกว่า ยังงัยงานนี้ ท่านรองต้องไป เพื่อบรรยายร่วมกับท่าน ผมจึงต้องไป (ทั้งที่อีก 2 วันถัดไป คือ วันที่ 24-25 ต้องไปทำเวิร์คชอปกับท่านและทีมงานของคณะอีกรายการหนึ่ง)

แต่เมื่อไปแล้วก็ไม่รู้สึกขาดทุนนะครับ กลับเป็นความรู้สึกดีที่ได้ไป เหตุผลหลักๆ คือ ได้ไปฟังวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งอาจจะถือว่าเป็น สถานศึกษาที่แปลกจากสถานศึกษาอื่นๆ คือ สถานศึกษานี้ประกาศตัวว่า สถาบันนี้จะไม่ใช่ปอเนาะ หรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ถึงแม้ว่าทั้งหมดจะเป็นของมุสลิมก็ตาม แต่สถาบันแห่งนี้จะเป็นสถาบันการศึกษาสามัญที่มีการบูรณาการอิสลามไว้อย่างสมดุล

แน่นอนครับ แนวคิดนี้ตรงใจผมที่สุด เนื่องจากผมพยายามหลายครั้งหลายคราแล้วที่จะนำเสนอแนวคิดนี้สู่การปฏิบัติจริงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ส่วนใหญ่บุคคลที่เกี่ยวข้องมักจะมองว่า มันเป็นไปได้ยาก ถึงขนาดบางคนบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้ และภาพของการดำเนินงานของสามจังหวัดชายแดนใต้ จึงมักจะเป็นการเดินอ้อม ซึ่งยากครับที่จะถึงปลายทาง และที่ใช้กันในสามจังหวัดคือ 1 โรงเรียน 2 ระบบ ซึ่งผมบอกเขาไปหลายครั้งว่า มันตลกมากกกกกก. แต่เขาก็บอกว่า ดีกว่าไม่ได้ทำ ก้อ โอเคครับ

เมื่อได้ไปคุยกับคนที่ใจตรงกัน การคุยกันก็ย่อมจะถูกคอครับ ผมยอมรับว่า วิสัยทัศน์ของทีมงานโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาคารชัดเจนมาก จนผมอยากลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้วไปเป็นครูที่นั่นเลย (แหะ แหะ พูดเล่น)

ในทัศนะของผม แนวคิดการจัดโรงเรียนแบบ 1 โรงเรียน 2 ระบบ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในปัจจุบัน เป็นการผลิตคนให้มีสองคุณลักษณะที่มีความแตกต่างกัน และส่วนใหญ่ผู้เรียนจะไม่มีทักษะที่จะเชื่อมโยงความรู้สองฝั่งนั่นมาผสานรวมกันได้ ดังนั้นนักเรียนที่จบจากโรงเรียนกลุ่มนี้ ถ้าไม่เคร่งศาสนาจัด ก็ประเภทเสรีตกขอบไป ทั้งๆ ที่ความรู้ทั้งสองด้านที่สอนไปนั่นมันสามารถเอามาผสมรวมกันได้

โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาคาร มองไปที่ว่า จะใช้ฐานความรู้ทางศาสนาเพื่อการเรียนรู้ทำความเข้าใจเนื้อหาความรู้สากล ในขณะเดียวกันจะใช้พหุภาษาเพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ (โอ้โห่ ถูกใจผมมากครับ)

แต่นั่นแหละครับ ความสำเร็จของงานไม่ได้อยู่ที่วิสัยทัศน์อย่างเดียว บุคลากรในโรงเรียนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจและเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนใหม่ ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่บูรณาการทั้งสองด้านขององค์ความรู้ไว้อย่างลงตัว อันนี้ยากครับ เพราะสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตในประเทศไทยยังไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ เพราะประเทศไทยมีองค์ความรู้ทางด้านอิสลามน้อยมาก ดังนั้นหัวใจสำคัญของโรงเรียนคือต้องพัฒนาครูให้มีทักษะด้านการสอนบูรณาการและองค์ความรู้ทางศาสนาที่เกี่ยวเนื่องกับวิชาสามัญที่สอน

จากการบรรยายของผม ทำให้เกิดการอภิปรายในกลุ่มที่เข้าฟัง ได้มติมาข้อหนึ่งครับ คือ ในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ครู(ที่มีพื้นฐานวิชาสามัญ) จะต้องนำแผนดังกล่าวไปปรึกษาหารือกับผู้รู้ทางศาสนา เพื่อให้เห็นแก่นของเนื้อหาเดียวกัน

แต่ผมขอกล่าวไว้ ณ ตรงนี้ก่อนนะครับว่า อันนี้ยังไม่ใช่ปลายทางของการสอนครับ อันนี้เป็นแค่กระบวนการเบื้องต้น เพื่อให้การสอนในปัจจุบันของโรงเรียนเดินไปได้ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้

แต่ถ้าจะสร้างความยั่งยืนให้กับการเรียนการสอนของโรงเรียน เรา(ครูและผู้บริหารทั้งโรงเรียน ตลอดจนนักวิชาการทางการศึกษา) จะต้องร่วมกันพัฒนาหลักสูตร อันหมายถึงพิมพ์เขียวของโรงเรียน ให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ก่อน แล้วตามมาด้วยการพัฒนาทักษะการสอนของครู องค์ความรู้ของครู จิตวิญญาณของครูและผู้บริหารก็เป็นส่วนสำคัญครับ

เส้นทางของโรงเรียนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายไม่ใช่เรื่องง่ายครับ แต่นี้คือความท้าทายสำหรับสังคมมุสลิมทั้งประเทศ