พูดไปแล้ว งานที่ผมชอบที่สุด ตอนนี้  ก็คือ งาน primary care ทำอะไร ก็จะไปลง primary care เสียหมด   เหมือน ทำนองโฆษณา สมัยก่อน " นอกจากผมชอบกินกบ ชอบเล่นไพ่กบ ชอบเพลงพม่าแทงกบ แล้ว ผมยังชอบถ่านไฟฉายตรากบ อีกด้วย อ๊อบ อ๊อบ "    แต่ primary care ก็ไม่ใช่พระเอก ครับ

เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมเยี่ยมเยียน ศูนย์แพทย์ชุมชน(CMU ) มี ท่านอาจารย์ ไพจิตร ปวบุตร อาจารย์ อุทัย สุขสุด อาจารย์ วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ และ สปสช.  เขต  มาเยี่ยมที่ CMU ห้วยขะยุง ผมบรรยายสรุปถึงแนวทางที่  คิดวางไว้

อาจารย์แนะนำ หลายเรื่องครับ มี 2 เรื่องที่อยากถ่ายทอด

อาจารย์บอกว่า  primary care ไม่ใช่พระเอก แต่เป็นระบบที่  เกื้อกูล กัน ระหว่าง primary care secondary care และ tertiary care  เพียงแต่วันนี้ primary care ยังไม่เข้มแข็ง  เราต้องหาทางทำให้ primary care แข้มแข็ง   primary care มีจุดเด่น ที่ จะช่วยสนับสนุน เชื่อมต่อกับ secondary และ tertiary care

เรื่องที่ 2 primary care ไม่ใช่ primitive care ไม่ใชการดูแลง่าย ๆ หรือ โบราณ เราสามารถพัฒนางาน ตามยุคสมัยได้ เท่าที่ศักยภาพอำนวย ได้มากเท่าที่เราจะทำได้ ผมพอได้ประสพการณ์มาเล่าให้ฟังสักเรื่องครับ

ช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา มีงานงานหนึ่ง ของ จังหวัด อุบลราชธานี คืองาน คัดกรองจอประสาทตา ในผู้ป่วยเบาหวาน ( click ที่นี่ ) ที่ผมต้องตกกระไดพลอยโจน มารับงาน พอเราคัดกรองจริง ๆ  ก็มีผู้ป่วย ที่ต้องได้รับการรักษา จำนวนมากครับ  มันสะสมมานาน ไม่เคยได้ screen เลย จนวันนี้ต้องพยายามคิด ให้ผู้ป่วย รับการรักษาต่อยังไงดี  เป็นงานที่ต้องค่อย ๆ ต่อ ค่อย ๆ เติม

งาน screening เนี่ยสามารถทำได้ ไม่ยากเลยครับ แม้แต่สถานบริการ ปฐมภูมิ  ก็จัดการ screening โดยการถ่ายรูป จอประสาทตาได้ ใกล้บ้าน  

พอถึงเวลาอ่านจอตา ที่ ระดับ secondary  แพทย์ที่อบรมมาแล้ว ก็สามารถ อ่านรูปจอตา ที่ถ่ายมาแล้วจาก สถานบริการระดับ ปฐมภูมิ ได้ ใน ร.พ.ทุกแห่ง  เพื่อคัดกรองขั้นต้น ก่อนถึงจักษุแพทย์ เพราะมันเยอะมาก จักษุแพทย์คงไม่ไหว

ผมคำนวนคร่าว ๆ กล้องตัวนี้ ราคา ล้านกว่าบาท  ค่าน้ำมันรถ ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ 3  คน  รวมแล้วก็ ไม่ถึง 2 ล้าน  เริ่มต้นปีแรก ตกคนละ 66 บาท ( 2 ล้าน หาร 30,000 ) ถูกกว่า ตรวจ HDL  หรือ Hb A1C ที่ รพ.ผม เสียอีก    ปีต่อๆ ไป   ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา เหลือไม่ถึงครึ่ง ก็ดูน่าจะพอคุ้มค่า ถ้าทำได้

การ screening ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป  ถ้า ค่อย ๆ คิด แก้ปัญหาไป

ปัญหาที่สำคัญ ต่อมาคือการรักษา  วันที่ผมได้ ตกกระไดพลอยโจน มารับงาน นี่ ไม่มีใครคุยเรื่องการรักษาเลยครับ ของบมาเพื่อถ่ายจอประสาทตาโดยเฉพาะ อย่างเดียว 

โชคดี มีเพื่อนเป็นจักษุแพทย์ คือ  คุณหมอ สุดารัตน์ โรงพยาบาล สรรพสิทธิประสงค์   ได้คุยกันเรื่องนี้มาตลอด เพราะ ตอนไม่รู้ ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ พอรู้ว่าใครเป็นบ้าง ก็ไม่สบายใจ ที่จะไม่รักษา ( ตกลง รู้หรือไม่รู้ดีกว่ากันเนี่ย )   ช่วงนี้ ก็เลยต้อง  วางแผนการรักษา  ต่ออีก 

 ปีนี้ ของบมาได้อีก 1 ล้านบาทเป็นค่ารักษา ในช่วง 6 เดือนที่จะถึงนี้  เพราะช่วง ตุลาคม จะมีงบ disease management ของ สปสช. ที่จะทำเรื่องการรักษา เบาหวานแบบครบวงจร  มาอีก มีแผนจะขอเอาไว้เลย


ที่เล่ามา เพราะ อาจารย์ พูดไว้ถูกครับ primary care ไม่ใช่พระเอกคนเดียว เสียแล้ว   ถ้าเรา screening อย่างเดียว ก็ไม่จบ ได้แต่รู้ ทำตาปริบปริบ  ทำอะไรอีกไม่ได้   แต่ถ้า ระดับ tertiary จะมา screening ก็ลำบากมาก  ยาก มั๊กมาก เพราะมันเหนื่อย  มันเลยต้องเกื้อกูลกัน  ผลที่ได้ก็อยู่ที่คนไข้ทั้งหมด

แล้วก็ primary ไม่ใช่ primitive จริง ๆ  เครื่องมีอ คุณภาพสูงก็ สามารถ มาใช้บริการ ที่  pcu ได้   ช่วงนี้ ก็ plan ที่จะลง screen เรื่องไต ในคนไข้เบาหวานที่ pcu  ให้สามารถ ตรวจถึง micoalbumin uriaได้  ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้  ถ้าระบบการทำงาน เชื่อมโยงกับ ร.พ.  ดีพอ  ผู้ป่วย ควรได้รับ ความเท่าเทียมกัน ในการรับการดูแล  ยังมีความฝันว่า ผู้ป่วย ที่เป็น โรคเรื้อรัง ส่วนใหญ่  ถ้าไม่จำเป็น ก็น่าจะอยู่ที่ pcu ได้   ตลอด เมื่อวันที่ pcu เข้มแข็งพอ


primary care secondary care tertiary care เป็นระบบที่เกื้อกูลกัน

และ primary care ก็ไม่ใช่ primitive care  ตามที่อาจารย์บอกไว้จริง ๆ ครับ