นวัตกรรม (innovation) ตามความหมายของ wikipedia หมายถึง กระบวนการที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยการนำเสนอสิ่งใหม่ (the process of making changes to something established by introducing something new)

นวัตกรรมในความหมายของโฆษณานั้น หมายถึงสิ่งประดิษฐ์ (invention) ที่ให้ความรู้สึกว่าผู้โฆษณาเป็นองค์กรที่ก้าวหน้า โดยที่ไม่ได้อธิบายเลยว่าความก้าวหน้านั้นคืออะไร -- นวัตกรรมในความหมายนี้ไม่อยู่ในบริบทของบันทึกนี้

คำถาม: ทำไมต้องเปลี่ยน -- ที่จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปตามธรรมชาติ ในขณะที่องค์กรขยายตัวออกไป ทรัพยากรต่างๆ หมดไปเรื่อยๆ จำเป็นต้องหาสิ่งมาทดแทน และจะต้องได้มาทดแทนก่อนทรัพยากรหมดไป หรือถึงแม้ว่าวันนี้องค์กรจะอยู่ในสถานะที่น่าพอใจ แต่สภาพการแข่งขัน สภาวะแวดล้อม ตลอดจนกติกาและความต้องการที่เปลี่ยนไป ก็จะทำให้องค์กรต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้ยังคงอยู่ได้

มีอีกคำถามหนึ่ง ซึ่งบรรดาผู้ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงมักจะถามอยู่เนืองๆ ว่าในเมื่อกระบวนการที่สนับสนุนก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแล้ว จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น เรื่องนี้ตอบอย่างกำปั้นทุบดินได้สองอย่างคือการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติ จะช้าหรือเร็วก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกคำตอบหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงเป็นความเสี่ยงที่องค์กรจะต้องรับ หากจัดการความเสี่ยงต่างๆ ไม่ได้ดี จะไปโทษใครได้

จากรูปทางซ้าย จะเห็นได้ว่ากระบวนการที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อันเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมนั้น ตั้งอยู่บนฐานสำคัญสามฐาน คือการจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของคนภายในองค์กร ผู้นำที่มีภาวะผู้นำและมีการบริหารจัดการงานอย่างเหมาะสม สุดท้ายคือความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับงานของแต่ละคน

ในเมื่อนวัตกรรมเป็นกระบวนการ จึงมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย เมื่อเป็นเรื่องของคนจำนวนมาก การสั่งให้สร้างนวัตกรรมจึงเป็นเรื่องไร้สาระ (ในความเห็นของผม การโฆษณานวัตกรรมที่ไม่ได้แปลว่านวัตกรรมก็ไร้สาระเช่นกัน) แม้ว่าภาวะผู้นำจะช่วยการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมและกระบวนการที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก กระบวนการของนวัตกรรมนี้ เป็นเรื่องการประสานงาน สร้างสภาวะแวดล้อมให้คนกล้าคิดออกนอกกรอบเดิมๆ สร้างแรงกระตุ้นอย่างถูกต้อง

นิตยสาร Business Week ได้ทำการสำรวจร่วมกับ BCG และสถาบันวิจัยนวัตกรรมในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ทำการสำรวจและจัดอันดับบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงที่สุดของโลก 25 อันดับ; ในอันดับของปี 2006:

  • เป็นบริษัทในทวีปอเมริกาเหนือ 46%, ยุโรป 30% และเอเซียแปซิฟิค 16%
  • เป็นบริษัทเก่าที่เคยอยู่ใน Top 25 อยู่ 22 บริษัท มีเข้ามาใหม่เพียง 3 บริษัท

Continuous Innovation Chart -- Click to enlarge การสำรวจนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถเลือกบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ตัวเองทำอยู่ได้ (เพื่อหลีกเลี่ยงการบล๊อคโหวต); ผลการสำรวจที่พบว่ามีบริษัทเก่ายังอยู่ในอันดับ Top 25 ถึง 88% ตอกย้ำถึงความสำคัญของความเป็นกระบวนการ ที่สร้างนวัตกรรมออกมาได้อย่างต่อเนื่อง -- และนี่คือประเด็นของบันทึกนี้ ส่วนวิธีการที่ใช้ในแต่ละกระบวนการนั้น มีผู้รู้เขียนไว้มากแล้ว ผมเชื่อว่าวิธีการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละองค์กรนั้น จะแตกต่างกันออกไป เนื่องจากแต่ละองค์กรก็มีทรัพยากรและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ไม่สมควรใช้วิธีตรงตามตำรา แต่ควรจะนำแนวคิดมาปรับใช้แทน

กระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรม มีอยู่สามกระบวนการใหญ่ๆ คือ

  1. นวัตกรรมด้านกระบวนการ (Process Innovation) เช่นกระบวนการผลิต กระบวนการจัดซื้อ กระบวนการขาย กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบ ฯลฯ เป้าหมายของนวัตกรรมด้านกระบวนการคือการหากระบวนการใหม่ ที่ดีขึ้น มีขั้นตอนน้อยลง รวดเร็วขึ้น เพื่อให้คนในองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยต้นทุนน้อยลง แต่ไม่เสียหายในเรื่องของการควบคุม
  2. นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) ครอบคลุมทั้งสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดสินค้าใหม่ที่มีคุณลักษณะที่ดีกว่าเดิม ดีกว่าของคู่แข่ง มีต้นทุนต่ำกว่า ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากกว่า หรือทำให้ผู้บริโภคยินดีปนประหลาดใจ
  3. นวัตกรรมด้านรูปแบบธุรกิจ (Business Model Innovation) ทำให้การทำธุรกิจกับลูกค้า+คู่ค้าเป็นไปด้วยความสะดวก แข่งขันในพื้นที่ที่ได้เปรียบในการแข่งขัน (ไม่เหมือนกับเอาเปรียบ)