ชีวิตที่เหี่ยวเหี่ยวเปรียบเสมือนการเริ่มต้นการดำเนินชีวิตของคนเราที่ค่อยเป็นค่อยไป ขาดคนอุ้มชู หรือเป็นการดำเนินชีวิตตามอัตภาพ

ชีวิตคนเราที่เกิดมามักเป็นไปตามพรหมลิขิต มีทั้งสมหวัง และไม่สมหวังเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนคนเดินดินอย่างเราเรา ครั้นเมื่อสมหวังก็บอกว่าดีมีความสุข ครั้นผิดหวังก็มักจะเสียใจ และมักเป็นเช่นนี้เสมอๆซึ่งอาจจะมีความแตกต่างจากสังคมปัจจุบันอยู่บ้างเพราะในสังคมปัจจุบันนับว่าเป็น "บุพการีลิขิต" หรือที่เรียกว่าสังคมยัดเยียด

แต่ชีวิตของกิ่งนั้นยังเป็นแบบเดิมๆ อยู่ จึงอยู่ในภาวะที่ชีวิตยังเป็นชีวิตที่เหี่ยว เหี่ยว  กิ่งเป็นหญิงสาววัยกำลังจะย่างก้าวเข้าสู่วัยกลางคนที่มีชื่อเข้าโรงเรียนว่าพัทยา เพียพยัคฆ์ หรือมีชื่อเล่นว่าน้อง "กิ่ง" ครอบครัวของธอมีพี่น้องด้วยกัน 3 คน กิ่งเป็นลูกคนกลางซึ่งมีพี่สาว และน้องชาย กิ่งเป็นบัณฑิตสาวคืนถิ่น ที่มีความกล้า และเด็ดเดี่ยวเป็นทุน ในการที่จะฝ่าฟันและต่อสู้ชีวิต ในอาชีพที่บรรพบุรุษได้สั่งสมมาเพื่อเธอ ซึ่งเธอก็เคารพและบูชามาโดยตลอดชั่วชีวิตของเธอเช่นกัน

ทำไมชีวิตจึงเหี่ยว? กิ่ง ได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองมีภูมิลำเนาอยู่ที่ 177 บ้านบุ่งเบา ตำบลบ้านจาน อำเภอพุทไธสงค์ จังหวัดบุรีรัมย์ นับเป็นคนบ้านป่าขาดอนอีกคนหนึ่งที่มีความมุ่งหวังว่าจะต้องมีความรู้สูงๆ เพื่อจะได้ทำงานสบายๆ จึงดั้นด้นเพื่อเข้าไปหาความรู้ที่กรุงเทพฯ โดยได้ไปสอบและได้เรียนจนกระทั่งจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งคือ สถาบันราชภัฎสวนสุนันทา เมื่อปีการศึกษา 2546 ในสาขาบริหารงารงานบุคคล

เธอได้เล่าให้ฟังว่าในระหว่างการเรียนนั้นชีวิตของเธอเหี่ยวอย่างสุดๆ เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เธอต้องประหยัดอดออมอย่างสุดๆ เช่นกันเพื่ออนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า อีกทั้งในระหว่างการเรียนนั้นเธอพยายามทุกวิถีทางในการที่จะต้องดิ้นรนในการหางานที่สุจริตทำเพื่อส่งตนเองเรียน เช่น รับจ้างพิมพ์งาน การค้าขาย และช่วยงานอาจารย์ เพื่อจะได้มาซึ่งค่าเหนื่อยของเธอ จนกระทั่งทำให้ชีวิตของเธอสมหวังในชีวิตการเรียน

หลังจากจบเธอจึงเข้าสู่เส้นทางการทำงานเพื่อกินเงินเดือน หวังว่าจะได้เป็นมนุษย์เงินเดือนกับเขาบ้าง เธอก็พบว่าชีวิตในช่วงนี้ยังเป็นชีวิตที่เหี่ยวๆ อีกเช่นเคย เนื่องจากว่ากว่าจะได้งานก็ต้องใช้เวลาอยู่นานพอควร และงานที่ได้ทำก็ไม่ตรงกับสายงานที่ตนเรียนมาอีกตามเคย เนื่องจากต้องเป็นทั้งเสมียน การเงิน บัญชี ทำทุกอย่างในร้านขายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในเมืองหลวง แถมค่าจ้างยังน้อยอีกต่างหาก

ชีวิตเหี่ยวอีกครั้ง หลังจากที่เธอทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ได้ประมาณปีเศษ เธอต้องผันชีวิตกลับมาอยู่บ้านนอกแห่งมาตุภูมิอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่พบว่าแม่ของเธอป่วยไม่สบาย และไม่มีใครดูแล เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อกลับมาดูแลแม่ผู้บังเกิดเกล้า พร้อมกับวางแผนชีวิตต่อว่าจะทำอะไรดีจึงจะมีรายได้พอเพียงกับการดำรงอยู่อย่างไม่ขัดสนในชนบท

ครั้นคิดอย่างรอบครอบก็มองเห็นอาชีพหนึ่งที่สุจริต และน่าจะมีอนาคต คืออาชีพการเลี้ยงไหม แต่เธอก็มีความรู้ไม่พอเพียงที่จะจัดการกับอาชีพนี้ได้ จึงตัดสินใจไปเรียนรู้เพิ่มเติมที่สถานีทดลองหม่อนไหมจังหวัดบุรีรัมย์ จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน คิดว่ามีภูมิรู้สำหรับที่จะจัดการความรู้การเลี้ยงไหมได้ จึงกลับมาวางแผนการผลิตที่บ้าน

ครั้นมาถึงจึงตัดสินใจวางแผนเรื่องการจัดระบบผังแปลง เพื่อดูว่าควรจะปลูกอะไรควบคู่ไปด้วยเพื่อจะได้มีกิจกรรมที่หลากหลาย อันจะนำมาซึ่งของอยู่ของกินที่มากพอ และสามารถหุนเวียนเป็นพืชสร้างรายได้ทั้งระยะ สั้น ปานกลาง และระยะยาว เพื่อให้ครอบคลุมจำนวนวันที่เธอจะต้องกิน และใช้สอยใน 30 วันของรอบเดือน ด้วยทุนอันน้อยนิดกับงานชิ้นเบ้อเร่อ แต่เธอก็ฝ่าฟันมาได้ด้วยเครดิตส่วนตัว

ชีวิตจึงต้องเหี่ยวอีกครั้ง ครั้นเมื่อหม่อนที่เธอปลูกเมื่อปี 48 ต้องพังทลายลงของความฝัน เนื่องจากน้ำฝนมากเกินไปจึงท่วมทำให้หม่อนที่ปลูกไว้ตายมากกว่าร้อยละ 80 เธอจึงได้หันมาปลูกกล้วย และปลูกหญ้าแพงโกล่าในการเลี้ยงวัวแทน บนพื้นที่
15 ไร่ของเธอได้ถูกวางแผนเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน 8 ไร่ ถูกแบ่งเป็นพื้นที่ในการปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงครอบครัว ซึ่งได้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน และถูกแบ่งขายเป็นรายได้ 2 ตัน จากผลผลิตทั้งหมด 1 ไร่ ทำการผลิตในระบบเกษตรกรรมแบบประณีตมีบ่อปลา 1 งาน ส่วนที่เหลือปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล เช่น เชอรี่ ฝรั่ง ละมุด 5 ไร่ ถูกจัดสรรในการปลูกหญ้าเลี้ยงวัว และคันบ่อโดยรอบปลูกกล้วยน้ำหว้าประมาณ 800 ต้น สำหรับอีก 1 ไร่ เป็นพื้นที่ทำคอกวัว คอกไก่ไข่ เป็ดไข่ และที่อยู่อาศัย

จากที่ผมได้มีโอกาสได้ไปสัมผัส และเยี่ยมชมก็พบว่าเป็นการวางแผนระบบการผลิตได้ค่อนข้างดี แต่กิ่ง ก็ยังบอกว่าจากที่ทำมานั้นยังไม่ประทับใจเท่าที่ควร เพราะหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ เพราะมันไม่มีตำราสอนไว้ นั่นจึงทำให้ความรู้ที่เรามีไม่พอใช้ ดังนั้นเราต้องเสาะแสวงหาความรู้ต่อไป

จากสภาพการณ์ปัญหาชีวิตของกิ่งต้องเหี่ยวอีกครั้ง ครั้นเมื่อตอนที่กลับมาทำงานอยู่บ้านต้องเจอกับปัญหาค่านิยมของคนในชุมชน

เนื่องจาก ค่านิยมส่วนใหญ่ของสังคมชนบทคือ เมื่อไปเรียนหนังสือแล้วต้องได้ทำงานที่ดีๆ ไม่ใช่ต้องมาทำงานเกษตรแบบนี้ ดังนั้นชุมชนจึงไม่ค่อยยอมรับกับการตัดสินใจของกิ่งในครั้งนี้ ในช่วงแรกๆ ก็ค่อนข้างรุมเร้าพอควร แต่มาช่วงหลังๆ และทุกวันนี้สังคมจึงให้การยอมรับในการตัดสินใจของเรา

ชีวิตเหี่ยวแล้วเหี่ยวอีก เนื่องจากการทำงานอย่างประณีตในพื้นที่
15 ไร่ ทำให้ชีวิตของกิ่ง และแม่ แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน นอกจากชีวิตเหี่ยวแล้ว ยังส่งผลถึงร่างกายเหี่ยวอีกด้วย เนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ นั่นแสดงว่าแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตแบบผสมผสาน และเป็นแบบประณีตดังนั้นในกระบวนการผลิตเราต้องวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับแรงงานที่มีอยู่ ไม่เช่นนั้นเราอาจจะต้องพึ่งแรงงานจากภายนอก อันจะเป็นการเพิ่มต้นทุนที่อาจจะไม่คุมกับการทำงาน

 

จากแนวทางการการผลิตของกิ่งได้สะท้อนถึงแนวคิดของการบริหารจัดการที่ดี เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำได้มีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ เป็นการจัดการความรู้แบบธรรมชาติ ถึงแม้จะประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างในบางกิจกรรม ก็นับว่าเป็นบทเรียน (
Lesson Learn ) ที่มีความสำคัญ และสิ่งที่แฝงใว้ในระบบคิดในการทำงานของกิ่งคือกระบวนการวางแผนในการทำงาน ซึ่งจะมีการคิดวิเคราะห์ตลอดเวลา ซึ่งจะต่างจากเกษตรกรรายอื่นๆ ทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำถามในใจของผมว่าเป็นเพราะกระบวนการเรียนรู้หรือเพราะคนที่มีการศึกษาที่สูงกว่าใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ตามจากเรื่องเล่าชีวิตของกิ่ง คงเป็นภาพที่น่าเห็นใจของชีวิตหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่พยายามต่อสู้กับชีวิต ซึ่งผมเองไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะนำเสนอในมิติที่เป็นด้านลบแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องเล่าที่มีคุณค่าในการที่จะเป็นแบบอย่างของคนสู้ชีวิตในรุ่นหลังๆ ต่อไป เพราะในการดำเนินชีวิตของคนเรานั้นต้องดำเนินชีวิตอย่างมีสติ มีความรู้ในการที่จะต่อสู้กับชีวิตให้รอดพ้นในทุกกาลเวลา ดัง

"ปรัชญาความพอเพียง"ซึ่งไม่ใช่ระบอบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ทฤษฎีเศรษฐกิจ แต่เป็นปรัชญา (แนวคิด) ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้ทุกเรื่อง การที่เราจะทำอะไรนั้นเราควรที่จะคำนึงถึงหลัก 3 ประการอันประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้กันให้กับตนเอง หรืออาจจะสรุปได้ว่าการที่เราจะทำอะไรต้อง พอดี พอตัว และพอใจ <p>ขอบคุณครับ</p>

อุทัย อันพิมพ์

</font><p>10 เมษายน 2550</p>