“ซอดองโย สายใยรักสองแผ่นดิน“ กำลังเข้มข้นเข้าไปทุกที วันนี้ผมมีมุมมองในการบริหารประเทศของกษัตริย์ 2 พระองค์ มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งถ่ายทอดจากคำพูดของกษัตริย์มูคัง(อาชาง) ที่สะท้อนถึงอุดมการณ์ของกษัตริย์บูยอซุน ตอนหนึ่งว่า <p> “ ....จำเป็นหรือเพื่อต้องการชิงบัลลังก์สู่ความเป็นใหญ่ถึงกับฆ่าคนบริสุทธิ์ นั่นเรียกว่าจำเป็นงั้นหรือ....มิน่าถึงได้พ่ายแพ้....เหมือนที่ท่านต้องการเป็นพระราชา ชาวบ้านก็อยากเป็นราษฎรที่ดี อาจจะอดมื้อกินมื้อ แต่ขอเพียงให้ทางการคุ้มครอง ให้พวกเขาอยู่อย่างสงบ แค่นี้ก็พอแล้ว...แต่ท่านมีแต่ความโลภ เกิดมามีพร้อมทุกอย่าง ยังต้องการมากกว่านั้นอีก ริดรอนแม้กระทั่งสิทธิพื้นฐานของราษฎร...ขณะที่ท่านละเมิดสิทธิของพวกเขา ให้รู้สึกถึงความไม่มั่นคงในชีวิต แล้วท่านก็กดขี่ช้ำ บีบให้ทุกคนเริ่มต่อต้านทีละนิด...ทันทีที่ท่านเปิดศึกกับราษฎร นั่นคือความพ่ายแพ้อยู่แล้ว..เพราะความโลภของท่านไม่สิ้นสุด ในขณะที่ชาวบ้านหวังแค่อยู่รอดเท่านั้น...ในเมื่อ....ท่านเคยเป็นพระราชา งั้นทางเดียวที่จะได้รับการอภัยโทษ คือออกไปสารภาพความจริงกับราษฎร และขอขมาต่อพวกเขา ......”</p><p> ซึ่งตรงข้ามกับอุดมการณ์ของกษัตริย์มูคังที่ว่า</p><p> “ เมื่อข้าเป็นพระราชา สิ่งที่อยากทำมีอยู่เรื่องเดียว...เหมือนตอนที่ตัดสินโทษบูยอซุน ข้าอยากให้ราษฎรอยู่อย่างร่มเย็นและภูมิใจที่เป็นชาวแพ่กเจ ซึ่งเรื่องนี้ทำได้ง่ายมาก ทุกท่านก็คงรู้คือ ผู้ครองเมืองอย่างเรา ไม่ไปกดขี่พวกเขา ให้พออยู่พอกินตามอัตภาพ ที่แล้วมา ทางการเก็บส่วยอย่างไม่เป็นธรรมจนผู้คนเดือดร้อน ที่ดินที่เอารัดเอาเปรียบมาจากราษฎรก็คืนให้พวกเขาไป..นอกจากกฎหมายที่ทางการบัญญัติไว้ กฎที่ขุนนางตั้งขึ้นเอง ต่อไปให้ยกเลิกทั้งหมด...นี่คือวิธีที่จะทำให้แพ่กเจเจริญขึ้น แต่คิดว่าทุกท่านคงรู้อยู่แล้ว ขอให้ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจช่วยข้าบริหารแพ่กเจ เพื่อไปสู่อนาคตที่ดีกว่านี้”</p><p> เห็นความแตกต่างของคนที่เป็นผู้นำสองคนนี้หรือยัง</p>
ละครเรื่อง
ขอบคุณอาจารย์ที่นำหลักปรัชญาการบริหารของกษัตริย์ทั้งสองมาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน
แฟน ซอดองโย...เหมือนกัน
ที่จริงละครเรื่องนี้สะท้อนอะไรให้เห็นหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเป้าหมาย(วิสัยทัศน์)ของอาชางและคิรูที่แตกต่างกัน รวมทั้งวิธีการปฏิบัติให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ก็แตกต่างกันด้วย ที่เหมือนกันคือความมุ่งมั่นให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ของตนเอง