กระทรวงการคลัง เชิญทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ทั้งนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ หารืออังคารนี้ ระดมสมองออกมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ สศค. เผยเตรียมมาตรการไว้แล้วเพื่อรองรับ 3 ธุรกิจใหญ่ “อสังหาริมทรัพย์-อิเล็กทรอนิกส์-ยานยนต์” ขณะที่ภาครัฐเร่งเบิกจ่าย-ลงทุน ระบุหากทำได้ตามแผนมีเม็ดเงินไหลเข้าเฉลี่ยเดือนละ 1.2-1.3 แสนล้านบาท ด้านแบงก์ชาติเตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่เดือนนี้ ดร.สมชัย สัจจพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 เมษายนนี้ กระทรวงการคลังได้เชิญทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจซึ่งมีทั้งนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ จากหลายภาคธุรกิจ มาหารือร่วมกันถึงแนวทางการออกมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ การหารือครั้งนี้เป็นการหารือนอกรอบเพื่อระดมความเห็นจากทีมที่ปรึกษาแต่ละท่าน สศค. มีแนวทางอยู่แล้วว่าจะเสนอมาตรการอะไรบ้าง ที่สามารถช่วยฟื้นฟูและส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเติบโตได้ ในระยะกลางและระยะยาว ซึ่งมาตรการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ ในหลายส่วนทั้ง ภาคอสังหาริมทรัพย์ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ โดยแนวทางที่ว่านี้จะเสนอให้ทีมที่ปรึกษาร่วมพิจารณาในวันดังกล่าวด้วย “ทีมที่ปรึกษาเรามีเยอะ โดยเฉพาะนักวิชาการจาก ทีดีอาร์ไอ เราจะเชิญมาระดมความเห็นและหารือถึงมาตรการที่ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในส่วนของ สศค. เอง มีแนวคิดอยู่แล้วว่าจะเสนออะไรบ้าง แต่ยังบอกไม่ได้ เพราะแนวทางที่เราคิดเอาไว้อาจนำมาใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีหลากหลาย ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นหนึ่งในนี้ เนื่องจากเป็นภาคธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ หากเติบโตได้ก็จะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม” ดร.สมชัย กล่าว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงการคลังนั้น ได้พยายามเร่งการเบิกจ่ายของภาครัฐ รวมถึงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจ หากกระทรวงการคลังสามารถทำได้ตามเป้าที่กำหนดไว้ ก็จะมีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างน้อยเดือนละ 1.8 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นการเบิกจ่ายของภาครัฐเดือนละ 1.2-1.3 แสนล้านบาท การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเดือนละ 3.3 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจ ดร.สมชัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจนั้น ไตรมาสแรกถือเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจซบเซามากสุด แต่จะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาสถัดไป และไตรมาสที่ 4 น่าจะเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจฟื้นตัวมากสุด เนื่องจากเป็นช่วงเลือกตั้ง ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังประเมินตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ไว้ที่ 4-4.5% ซึ่งชะลอตัวลงจากปีก่อนที่เติบโตประมาณ 5% สาเหตุที่เศรษฐกิจในปีนี้จะชะลอตัวลง เนื่องจากการส่งออกที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ เป็นผลจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น และกลุ่มยุโรป ชะลอตัวลง ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน น่าจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนกลับมาได้อย่างมาก ที่ผ่านมาพบว่านักลงทุนหลายกลุ่มชะลอการลงทุนจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง แต่ภายหลังมีการประกาศวันเลือกตั้งชัดเจน ทำให้นักลงทุนบางส่วนกล้าที่จะลงทุน เนื่องจากมองว่าปัญหาทางการเมือง มีความชัดเจนขึ้น ทั้งหมดนี้จะส่งผลดีต่อการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ “แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจในปีนี้จะชะลอตัวลง แต่มีปัจจัยบวกหลายด้านที่หนุนอยู่ เช่น อัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น น่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเหล่านี้ และการที่รัฐบาลประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน ก็มีผลต่อจิตวิทยาของผู้ลงทุนด้วย” ดร.สถิตย์ กล่าว ดร.อมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่รัฐบาลออกมาพูดถึงกำหนดการเลือกตั้งที่ชัดเจนทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติมองประเทศไทยดีขึ้น ประกอบกับดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง น่าจะหนุนให้ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมา ถือว่าต่ำกว่าที่ ธปท.ประมาณการเอาไว้ในการประชุม ของ ธปท. เดือนเมษายนนี้ ธปท. จะมีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ การปรับรอบนี้จะเป็นการปรับตัวเลขให้แคบลง ส่วนจะปรับขึ้นหรือปรับลงนั้นคงต้องรอผลการประชุมก่อน อัตราดอกเบี้ยนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุมกันในวันที่ 11 เมษายนนี้ มีแนวโน้มว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก เพียงแต่จะปรับลงเท่าไรนั้น ไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากการพิจารณาของ กนง. จะประเมินจากหลายด้านประกอบกัน “ในมุมมองส่วนตัวก็มองว่าการขยายตัวเศรษฐกิจมีความเสี่ยงมากกว่าเสถียรภาพ มุมมองของ กนง. ก็น่าจะเป็นเช่นนี้ด้วย เพียงแต่การปรับนโยบายดอกเบี้ยของ กนง. เขาจะมองภาพรวมของตลาดด้วยว่ามีความเห็นอย่างไร หากปรับลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป ก็อาจถูกประชาชนต่อว่าเอาได้ ดังนั้นทุกครั้งที่ กนง. ประชุมจะนำมุมมองของประชาชน มาประกอบการพิจารณาด้วยทุดครั้ง” ดร.อมรา กล่าว กรุงเทพธุรกิจ (บางส่วน) 2 เมษายน 2550
คลังดันออกมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Kittiphong_t · 2 เม.ย. 2550
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 2 เม.ย. 2550
แป้งร่ำ · 2 เม.ย. 2550
jeerapa mimala · 2 เม.ย. 2550