พอได้รับหน้าที่นี้ ก็แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะตนเองไม่ได้เรียนจบทางวิจัย การวัดผลประเมินผล หรือด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ตอนเรียนหนังสือก็ทำวิจัยที่ไม่ลึกซึ้งอะไร

<p>         เมื่อไม่นานมานี้ผมได้คุยกับ ครูลำพอง จันทร์ถาวร ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดบางไกรนอก ที่ไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก ตอนสอบชุดครู พ.ม. ก็เลี่ยงไม่สอบวิชาคณิตศาสตร์ แต่พอมาเป็นครูก็จำใจต้องสอนวิชานี้เพราะไม่มีครูสอน จึงศึกษาหาความรู้อย่างจริงจัง และปรับปรุงพัฒนาตนเองจนผ่านการประเมินเป็นครูชำนาญการพิเศษด้านการสอนคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษา และได้รับรางวัลครูคณิตศาสตร์ดีเด่นหลายรางวัล
      เที่ยวนี้ผมได้พบกับครู
โรงเรียนสตรีนนทบุรี อีกคนหนึ่ง ชื่อ ครูวรรณพรรณ ตุลยาพร เธอเป็นหัวหน้ากลุ่มสาระและสอนในกลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งและมีวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ พื้นฐานความรู้ของเธอจบปริญญาตรี วิชาเอกพลศึกษา ปริญญาโท วิชาเอกสุขศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
      ด้วยเป็นคนที่เอาการเอางาน สู้งาน ไม่เกี่ยงงาน จึงเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริหารโรงเรียน ได้มอบงานให้เธอทำหลายเรื่อง นอกจากงานสอน งานครูที่ปรึกษา งานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (4 กิจกรรม) แล้ว ยังเป็นกรรมการและดูแลงานพิเศษของโรงเรียนอีกไม่น้อยกว่า 10 เรื่อง
มีงานพิเศษที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งที่ครูวรรณพรรณ ได้รับมอบหมายตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมาคือ การเป็น
หัวหน้างานวิจัยของโรงเรียน
       แม้เธอจะเป็นคนที่ไม่เกี่ยงงาน แต่พอได้รับหน้าที่นี้ ก็แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะตนเองไม่ได้เรียนจบทางวิจัย การวัดผลประเมินผล หรือด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ตอนเรียนหนังสือก็ทำวิจัยที่ไม่ลึกซึ้งอะไร แต่ด้วยใจสู้และมีความรับผิดชอบสูง จึงพยายามศึกษาค้นคว้า ปรึกษาผู้รู้ด้านการวิจัยอย่างทุ่มเท เธอคิดว่า ก่อนที่จะเป็นผู้นำให้ครูคนอื่นเขาทำวิจัย เธอเองต้องแน่นในความรู้และลงมือปฎิบัติจริงมาก่อน
      ดังนั้นเธอจึงได้ลงมือทำวิจัยด้วยตนเองโดยสมัครขอรับทุนวิจัยจากกระทรวงศึกษาธิการ ปรากฎว่าได้รับการพิจารณาให้ทุนในจำนวน 29 ราย จากผู้สมัคร 360 ราย แล้วเธอก็ทำวิจัย ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ จนได้ผลงานวิจัยไปนำเสนอที่คุรุสภา เผยแพร่เป็นแบบอย่างแก่ครูทั่วประเทศ
     พอเริ่มรู้ทาง เธอจึงปรึกษาผู้บริหารโรงเรียนแล้ววางแนวทางการส่งเสริมให้ครูทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ แบบ 5 บท โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 2 ปี ครูในโรงเรียนต้องทำวิจัย 5 บท ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
     พ.ศ.2547 เธอได้ทำโครงการพัฒนางานวิจัยสู่ครูพันธุ์ใหม่มืออาชีพ ขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ 200,000 บาท นำมาสนับสนุนให้ครูทำวิจัยคนละ 5,000 บาท มีครูสมัครใจเข้าร่วมโครงการ 48 คน
     พ.ศ.2548 ทำโครงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการ Action Research ขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้อีก 200,000 บาท และขอเงินโรงเรียนสมทบอีก เป็นทุนวิจัยให้ครูคนละ 3,000 บาท มีครูเข้าร่วมโครงการ 109 คน
       กระบวนการส่งเสริมให้ครูทำวิจัยที่ใช้คือ
1.จัดหาทุนให้และจูงใจให้ทำ โดยมีเงื่อนไขว่า จะจ่ายเงินทุนให้เมื่อนำเสนอผลงานวิจัยโดยกำหนดไว้ 2 ระยะ ส่วนค่าวัสดุต่างๆโรงเรียนจัดหาให้เป็นพิเศษทั้งหมด
2. เชิญวิทยากรจากมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญการวิจัย มาให้ความรู้เรื่องการวิจัยแก่ครู และจัดให้เป็นที่ปรึกษางานวิจัยแก่ครูเป็นระยะๆจนแล้วเสร็จ
3.จัดให้มีเวทีนำเสนอผลงานความก้าวหน้าการทำวิจัยแลกเปลี่ยนกันในโรงเรียน พร้อมทั้งให้ผู้ทรงคุณวุฒิช่วยให้ข้อเสนอแนะ
4.จัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการวิจัยกับโรงเรียนเครือข่ายในCoP การวิจัย ตามโครงการส่งเสริมการจัดการความรู้(KM) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นนทบุรี เขต 1

5.เมื่อสิ้นปี มีการจัดตลาดนัดวิจัย เชิญชวนให้ครูที่มีผลงานวิจัยมานำเสนอผลงานวิจัยเผยแพร่ทั้งในรูปเอกสารและการนำเสนอในที่ประชุม
       ปรากฏว่าเมื่อสิ้นปี 2549 ครูในโรงเรียนสตรีนนทบุรี ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เป็นรูปเล่ม 5 บทถึง 157 เรื่อง จากครูทั้งหมด 143 คน (บางคนทำมากกว่า 1 เรื่อง และเธอก็ทำวิจัยไปกับครูด้วย)
        ครูวรรณพรรณเล่าให้ฟังว่า
      “ตอนแรกๆแทบจะกราบกรานให้ครูทำวิจัย เพราะครูส่วนใหญ่พอได้ฟังคำว่าวิจัยก็เหมือนถูกบังคับให้กินยาขมหม้อใหญ่ จึงพยายามหาเทคนิควิธีการต่างๆ เช่น การให้กำลังใจ ให้ความหวัง หาทุนสนับสนุน หาที่ปรึกษาช่วย และติดตามถามไถ่เป็นระยะๆ เรียกว่ากัดไม่ปล่อยเชียวล่ะ เมื่อเขาได้ลงมือทำจริง ได้เห็นความก้าวหน้า เห็นผลสำเร็จจริง ก็เกิดแรงจูงใจและพากันทำอย่างต่อเนื่อง
     “จนถึงเดี๋ยวนี้มั่นใจเรื่องการทำวิจัยมากน้อยแค่ไหนแล้ว” ผมถามเธอต่อ

     “ตอนนี้เป็นวิทยากรเรื่องงานวิจัยและการใช้โปรแกรม SPSS ให้แก่เพื่อนครูได้แล้วนะ เริ่มเห็นช่องทางพัฒนาเรื่องนี้แก่ครูแล้ว จึงตั้งใจจะส่งเสริมให้ต่อเนื่อง ทำให้เชื่อมโยงกับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของครู และจะใช้กระบวนการ KM ช่วยขับเคลื่อนทางหนึ่งด้วย”
นี่คือ แบบอย่างนักวิจัยและผู้ส่งเสริมงานวิจัยที่เริ่มจากไม่มีพื้นความรู้ทางวิจัยมาก่อน ที่เราขอปรบมือดังๆให้... (ขออภัยที่ไม่ได้ลงภาพถ่ายครูวรรณพรรณและผลงาน)
</p>