ขึ้นค่าเทอม…..กับการพัฒนาของบริบททางสังคม                ตั้งแต่เหตุการณ์ในพื้นที่เกิดขึ้น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวสิ่งนั้นมิใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาใหญ่นั้นตกอยู่กับชาวบ้านและเด็กกำพร้าที่เกิดขึ้นแล้วกว่า 3,000 ชีวิตที่รอรับชะตากรรม พร้อมกันนั้นคนในพื้นที่มีฐานะยากจน เป็นเช่นนี้คนที่เคยประกอบอาชีพ เช่น กรีดยาง ทำสวนนั้นมีโอกาสในการหาเลี้ยงชีพยากขึ้นส่งผลทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ก้าวไม่ทันกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น จนมาถึงวันนี้ มีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่ตัดสินใจที่จะเข้ามารับศึกษาในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ประเด็นนี้มองได้  2 มุมมอง คือประเด็นที่หนึ่งนั้นส่งผลทำให้เด็กในพื้นที่ในสังคมนั้นมีโอกาส เป็นพื้นที่สำหรับให้เขาเหล่านั้นได้ยืนหรือได้รับโอกาสทางการศึกษา คือ ทำให้เขาเหล่านั้นมีคู่แข่งในการสอบเข้ามากขึ้น เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ช่วยตัดคู่แข่งไปได้เยอะทีเดียวและอีกประเด็นหนึ่งนั้นมองว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหากับเด็กในพื้นที่อย่างแน่นอน นั่นคือ เมื่อความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นในพื้นมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลต่อเมล็ดพันธุ์เม็ดน้อยๆที่ต่างล้วนแล้วมีศักยภาพที่สามารถเร่งรัดพัฒนาทัดเทียมกับบุคคลอื่นได้หากได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด นั่นคือในเรื่องของโอกาสทางสังคม พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของคนในพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่งดงามและมีความพร้อมในการแตกกิ่งก้านสาขาเพื่อเป็นร่มเงาให้กับบุคคลอื่นในอนาคตได้ถึงแม้ว่าภาวะเงินในตลาดโลกนั้นมีภาวะผกผัน มหาวิทยาลัยจะขึ้นค่าเทอมมากเพียงไร ให้ดูว่าการศึกษาในประเทศไทยนั้นมีความพร้อมและมีความเข้มแข็งแล้วหรือยังกับบริบทของสังคมที่มีความหลากหลาย และเป็นสังคมที่ได้รับการทอดทิ้งมาเป็นระยะเวลายาวนาน ประเทศไทยนั้นมีปัญหากับตนเองในเรื่องของการพัฒนาที่เร่งการพัฒนาในเรื่องของปัจจัยภายนอก ที่ไม่มองถึงปัจจัยภายในในเรื่องของการพัฒนาคนเป็นหลัก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมก็ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะพัฒนาอะไรก็ตามต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นอันดับแรกเนื่องจาก หากเราเตรียมพร้อมกับการพัฒนาคนในด้านต่างๆก็ส่งผลทำให้เขานั้นความพร้อมในด้านอื่นๆทางสังคมด้วยเช่นกันในสังคมปัจจุบันเมื่อเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงนั้นก็รับเอาวัฒนธรรมของระบบทุนนิยมเข้ามามาก จนไม่เหลือวัฒนธรรมของศีลธรรมที่จะต้องชี้นำสังคมให้สามารถอยู่รอดและต้องสมดุลกับสภาพความเป็นจริงในสังคมเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางสังคมเพื่อให้ทุกคนในสังคมได้มีโอกาสและมีพื้นที่ในการยืนอยู่ในสังคมที่เท่าเทียมกันและเสมอภาคดังนั้น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีมีเหตุผลไม่เพียงพอกับการกล่าวอ้างของผู้บริหารของมหาวิทยาลัยว่าการขึ้นค่าเทอม ต้องขึ้นตามโอกาส ขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งสิ่งนี้มองว่า การลงมือดำเนินการในขั้นตอนต่างๆนั้นไม่ได้ให้บุคคลหลายๆฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมคิด มองแล้วเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่การตัดสินใจแต่ละครั้งเป็นการตัดสินใจเพียงคณะผู้บริหาร แต่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในชุมชน ของชุมชนและเพื่อชุมชน แต่การดำเนินการในการตัดสินใจ หาโอกาสและอุปสรรคร่วมกันนั้นเป็นเพียงเฉพาะคณาอาจารย์และผู้บริหาร ไม่เปิดโอกาสหรือหาวิถีทางที่จะทำให้มหาวิทยาลัยนั้นสอดคล้อกับความหลากหลายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและการขึ้นค่าเทอมมิใช่ทางออกในการพัฒนาการศึกษาไทย