เป้าหมายของชีวิตในแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันไป และดูเหมือนแต่จะคนจะมีจุดหมายที่พยายามจะเดินทางไปให้ถึง นัก
ธุรกิจกับครู มีเป้าหมายเหมือนกัน แต่รายละเอียดของเป้าหมายนั้นอาจคนละอย่าง ตลอดถึงวิธีการไปสู่เป้าหมายก็อาจเป็นคนละอย่างกัน

   ผมเพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง "Many Lives,Many Masters" เขียน โดย Brian L.Weiss,M.D. ในภาษาไทย ผู้แปลคือ จุไรรัตน์ อารยะกิตติพงศ์ โดยแปลเป็นชื่อเรื่องว่า "ชาติภพ เบื้องหน้ากำเนิดและเบื้องหลังความตาย"

   ผู้เขียนเป็นจิตแพทย์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ท่านได้พบกับภาวะบางอย่างของคนไข้ที่มารักษา จากที่ปฏิเสธเรื่องที่เรามองว่าไร้สาระเมื่อเทียบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี หันกลับมาเชื่อและเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นมนุษย์คนหนึ่งในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย

   ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ด้วยความเผลอไปหยิบมา เขียนโดยนายแพทย์คนไทย หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นนายแพทย์ประสาน ต่างใจ หรือหากผิดก็ต้องขออภัยด้วยครับ ท่านได้อ้างถึงกรณีของ Brian L.Weiss นี่ด้วย ตอนอ่านครั้งนั้นก็อยากรู้งานเขียน แต่เมื่อวานผมไปสำนักวิทยบริการ (ห้องสมุด) ก็พบหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญ จึงหยิบมาอ่านเป็นข้อมูล ปรากฎว่า วางไม่ลง รอบเดียวจบด้วยความตั้งใจ นี้คือเล่มที่ ๓ ที่ผมอ่านด้วยความตั้งใจและจบรอบเดียวไม่หยุด คือ ๑) หลวงตา ของแพร เยื่อไม้ ๒) อมตะ ของ วิมล ไทรนิ่มนวล และนี่คือ ๓) ชาติภพ เล่มที่กล่าวถึงนี้

  วันนี้ผมไปหาหนังสือของนายแพทย์ประสาน แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอ ดูสิ ยามต้องการละก็ หายากเสียจริง แต่ปล่อยไปเถอะ เมื่อหาไม่เจอก็ช่าง วันหนึ่งเขาต้องการจะมาเขาก็มาเอง

  หนึ่งสือเรื่องชาติภพฯ นี้ ทำให้ผมคิดอะไรหลายๆ อย่าง และทุกอย่างก็เป็นเรื่องที่ผมสงสัยอยู่ตลอดทีเดียว จากที่เรียนสายนี้มา "มันคืออะไรกันแน่" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อ่านเล่มนี้แล้วจะเชื่อทีเดียว ทำให้เกิดข้อสงสัยอีกหลายเรื่องว่า ทำไมสิ่งเหล่านี้คือผู้ที่ชาวโลกยกย่องว่าเป็นศาสดาได้กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น มันเป็นเรื่องเหลวไหลหรือว่าจริง ปีก่อน ผมไปงานโนราโรงครู ผมก็เฝ้าแต่สัมภาษณ์คนทรง เมื่อกลับมาที่ทำงานก็บอกหัวหน้าว่า ถ้าผมเป็นคนทรงผมน่าจะรู้ภาวะบางอย่างนั้น แต่หัวหน้าก็ปรามว่า จะดีหรือ กับการที่เราไม่เป็นตัวของตัวเอง ประมาณเดือน กรกฎา ผมคิดว่าผมจะต้องไปอีก คราวนี้ต้องสัมภาษณ์ให้ได้ว่า โลกที่จิตวิญญาณอยู่นั้นเป็นโลกอย่างไร เหมือนกันกับที่นายแพทย์หลายท่านได้พูดไว้หรือไม่ เหมือนกับที่คัมภีร์เก่าแก่บอกไว้หรือไม่ เพื่อหาข้อยุติ แต่ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า จะรู้ไปทำไม ทำไมไม่พยายามที่จะสลัดความโลภ โกรธ หลง ออกไปให้มากที่สุดเล่า อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกัน ดูเหมือนว่า ยิ่งอยู่นาน เพชรแวววาวที่นายแพทย์ไบรอัน แอล.ไวส์ ยกตัวอย่างไว้ยิ่งหมอง เพราะควันรถ ฝุ่นละออง ซึ่งเราก็ต้องหาวิธีการชำระชะล้างออกไปให้มากที่สุด ทำไมทำมาข้อสรุปของผมคือ สิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้เพียงแค่ สิ่งหนึ่งซึ่งมีและไม่มี มาสู่โลกนี้ก็เพื่อฝึกฝน แล้วก็ลาจากไป อาจมาอีกเพื่อสอบความรู้ในขั้นต่อไป จึงไม่มีการตายและการเกิดใหม่ ฯลฯ.......