เมื่อจำเป็นต้องเลือก...ก็ต้องเลือกที่จะเสียโอกาสน้อยที่สุด
ค่าเสียโอกาส(Opportunity Cost)
เป็นวิธีการคิดข้อดีข้อเสีย
เรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาโดยที่ไม่เสียอะไรไป
ถ้าจะแปลอย่างเป็นทางการคือมูลค่าสูงสุดของทางเลือกที่เราได้สละทิ้งไป
คราวนี้ลองมาดูถ้าคุณต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก
ทางเลือกที่ 1 การทำงานเอกชน
ทางเลือกที่ 2 ทำธุรกิจส่วนตัว
ทางเลือกที่ 3 อาจารย์มหาวิทยาลัย/รับราชการ
คุณจะเลือกอย่างไร
โดยใช้เรื่องค่าเสียโอกาสมาอธิบาย
อย่าลืมว่า....
เราควรเลือก...ทางเลือกที่เสียโอกาสน้อยที่สุด...
ท่านใดที่แวะเข้ามาอ่าน...เคยเจอเหตุการณ์ที่
ต้องเลือกอย่างนี้มั้ยคะ...แล้วคุณมีวิธีคิดอย่างไร
ก่อนที่จะตัดสินใจ
สิ่งที่คุณเข้ามาแลกเปลี่ยนจะเป็นประโยชน์
กับน้องๆโรงเรียนบ้านเม็กดำ
และผู้ที่กระหายต่อการเรียนรู้....มาบอกเล่าประสบการณ์
กันหน่อยนะคะ
ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
<p> </p>
ได้อย่างเสียอย่าง เป็นธรรมดาของโลกครับ อ.ลูกหว้า
ขอเพิ่มปัจจัยในการตัดสินใจค่ะ อ.ลูกหว้า
อันนี้เพิ่มเติมจากชีวิตจริง ที่ต้องบอกว่า มีปัจจัยหลาย ๆ มากที่ต้องคำนึง เพราะการเลือกงาน เหมือนกับการเลือกเส้นทางหนึ่งของชีวิตค่ะ ค่าเสียโอกาสมันก็ต้องประเมินกันดูว่า อะไรจะได้ จะเสียมากกว่ากันค่ะ
ประเมินยากเหมือนกันนะค่ะ เพราะวัดออกมาเป็นตัวเลขยากทีเดียวค่ะ
อาจารย์ลูกหว้าค่ะ
วัดไปวัดมา เกณฑ์มากมากที่เขียนไว้ ก็จะถูกตัดเหลือแค่บางส่วนค่ะ อาจจะเลือกเกณฑ์ใหญ่ ๆ มาใช้ในการตัดสินใจ เช่น รายได้ สวัสดิการ ความชอบ
คนทำงาน ก็หวังเงินเดือนที่สูงขึ้น เกณฑ์รายได้จึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพิจารณา แต่ปัจจุบัน เรื่องเวลาการทำงานก็มีส่วนค่ะ เพราะคนเราก็ต้องการชีวิตความเป็นส่วนตัวกันเยอะขึ้น ทำงานหนักไป ไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว ชีวิตก็อาจจะขาดสมดุล (อันนี้หนูคิดเองนะค่ะ) ส่วนเรื่องความชอบ ที่เกี่ยวกับการ มันก็ย้อนกลับมาถึง ความสุขในการทำงานที่ตนเองชอบอีกด้วยค่ะ
ผมเลือกทำงานเอกชนในช่วงแรกครับ...ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ...
เปรียบเทียบกับราชการ
เพราะรายได้เยอะกว่าข้าราชการในขณะต้องสูญเสียเวลาในการทำงานเท่ากัน...
มีโอกาสในการก้าวหน้าและเพิ่มเงินเดือนมากกว่า...
เปรียบเทียบกับทำธุรกิจส่วนตัว
งานเอกชนมีความเสี่ยงน้อยกว่าเนื่องจากเรายังขาดประสบการณ์ในการทำงาน
แต่พอมีประสบการณ์แล้ว
เลือกทำธุรกิจส่วนตัวครับ เพราะเราทุ่มกำลังกาย กำลังใจเท่าไหร่ผลกำไรทั้งหมดก็ได้เราทั้งหมดครับ...
สวัสดีครับ
ถ้าเอาตามหลักเศรษฐศาสตร์เปะๆ ถ้าเราสามารถหา utility function ได้ เราก็สามารถตัดสินใจได้ครับ แต่เนื่องจากคนส่วนมากไม่สามารถหา utility function ของตัวเองได้ วัดความรู้สึกออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ ก็เลยทำให้ เวลาตัดสินใจทีไรลำบากเหลือเกิน
แต่นัก decision theorists เองก็ได้ให้แนวคิดและวิธีการในการตัดสินใจมานะครับ ยกตัวอย่างเช่นวิธีง่ายๆวิธีหนึ่งก็คือการตัดสินใจโดยการเลือกตัวเลือกที่ชอบที่สุด
วิธีการก็ง่ายๆครับ อย่างที่อาจารย์ลูกหว้าได้กรุณายกตัวอย่างมาว่าจะเลือกอาชีพอะไร
ข้อแรกเราก็ต้องหาเกณฑ์ในการตัดสินใจครับ ยกตัวอย่างเช่น เงินเดือน สวัสดิการ ความเสี่ยง เวลากับครอบครัว เวลาเที่ยว เวลาว่าง สารพัดที่เราคิดว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจครับ
พอได้แล้ว เราก็มาให้น้ำหนักกับเกณฑ์ที่เราเลือก เราอาจจะให้น้ำหนักจากชอบมากไปชอบน้อย หรืออะไรก็ได้ครับ เช่น เงินเดือน เราก็อาจจะให้น้ำหนักว่า ข้าราชการ น้อยสุด เอกชนมากสุด อะไรประมาณนี้ครับ
จากนั้นก็บวกกันครับ แล้วก็เลือกเอาค่าที่ชอบที่สุดเป็นคำตอบ
ข้อดีของวิธีนี้ก็คือมันเป็นตัวเลขครับ ดังนั้นมันก็เลยมีคำตอบออกมา
แต่ข้อเสียก็คือเราอาจจะมีการลำเอียงตอนการให้คะแนนครับ ซึ่งถ้าเราคิดว่าเราจะลำเอียงเราก็อาจจะต้องไปปรึกษาผู้รู้เพื่อหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจครับ
โหชมรมนกฮูก
สำหรับผม
ปัจจัย
เงิน(รายได้ต่อหน่วยเวลาที่ทำงาน)
เอกชน>ทำธุรกิจส่วนตัว>ราชการ
ความมั่นคงในงาน(การตกงาน)
ราชการ>ทำธุรกิจส่วนตัว>เอกชน
การเข้าถึงงาน (โอกาศได้งาน)
ทำธุรกิจส่วนตัว>เอกชน>ราชการ
การรับรู้ถึงอาชีพ(โดยเฉพาะเด็กๆ)
ราชการ>เอกชน>ทำธุรกิจส่วนตัว
โดยรวมสำหรับผม
ทำธุรกิจส่วนตัว>ราชการ>เอกชน
แม้ว่าผมจะรับราชการ กว่า 15 ปี
โอกาส ของแต่ละคนก็คงไม่เหมือนกัน ถึงใครๆบอกว่าโอกาสมี แต่เจ้าตัวไม่ชอบก็คงไม่ใช่โอกาสของเค้า
มันคง ต่างกรรม ต่างวาระ มังครับ
อ.หว้า ตั้งแง่ให้คิด ดีครับ
ผมลาพักผ่อน 10 กว่าวัน อาจหายไปบ้างนะครับ
ทำทั้ง 3 อย่างเลยค่ะ แต่อย่าให้ตายเสียก่อนนะค่ะ เพราะทั้ง 3 อย่างจะช่วยเกื้อหนุนกันเองทั้งในภาคธุรกิจ ภาคเอกชน(ทั่วไป)และ ภาครัฐ หว้าซะอย่าง สู้ ๆๆๆๆเพื่อน
เรียนเศรษฐศาสตร์ ในช่วงเรียนปี 2 มหาวิทยาลัย … คิดดูซิค่ะว่านานแค่ไหน แต่คำว่า เสียโอกาส กับอีกคำที่ไม่เคยลืมคือ ค่าเสื่อมราคา….เพราะตอนนั้นเรียนไม่เข้าใจ 2 คำนี้เท่าไหร่ ตอนนี้เริ่มเข้าใจเรื่องเสียโอกาสแล้ว ขอบคุณค่ะ….แต่คำว่า…ค่าเสื่อมราคา ยังไม่เข้าใจค่ะ ทำอย่างไรดีค่ะ?…ยิ้ม ยิ้ม
สรุปผลคะแนนค่ะ
ธุรกิจส่วนตัว 3+2+3+2+1+1 = 11
เอกชน 2+1+1+1+2+2 = 7
รับราชการ 1+3+2+3+3 = 12
คราวนี้เป็นเราๆเห็นตัวเลขแบบนี้ก็คงเลือกทันทีเลย ใช่มั้ยคะ จากตัวเลขเฉียดฉิวกันมากๆเลย รับราชการได้คะแนนมากที่สุดคือ 12 เป็นทางเลือกที่น่าเลือกที่สุดใช่มั้ยคะ
แต่ถ้านำเรื่องค่าเสียโอกาสมาอธิบายก็เหมือนเดิมค่ะคือ
เลือกธุรกิจส่วนตัว มีค่าเสียโอกาส 12
เลือกเอกชน มีค่าเสียโอกาส 12
เลือกรับราชการ มีค่าเสียโอกาส 11
สรุปคือ หว้าจะเลือกรับราชการเพราะมีค่าเสียโอกาสน้อยที่สุดค่ะ
เห็นมั้ยคะ การนำตัวเลขมาช่วยในการตัดสินใจทำให้เราเห็นภาพได้ง่ายขึ้นค่ะ
ท่านใดสนใจจะลองนำไปประยุกต์ก็ได้เลยนะคะ ในกรณีเรามีเรื่องต้องเลือกหลายๆทางค่ะ คุณสามารถเพิ่มปัจจัยต่างๆตามที่คุณต้องการได้เลยค่ะ