ในชั่วโมงภาษาไทยเมื่อตอนยังเด็ก ได้เรียนคำสุภาษิตคำพังเพย ซึ่งคุณครูให้พวกเราไปค้นคว้ามาให้มากที่สุด ทำเป็นรายงาน สรุปรูปเล่ม ทำปกสวยๆ และนำมาส่งคุณครู
คุณครูก็บอกว่า ต้องออกมาพูดหน้าชั้นด้วย ว่าตนเองได้ไปค้นคว้าที่ไหน พบอะไร ประทับใจสุภาษิตบทไหน ให้ยกตัวอย่าง ที่สำคัญอย่างยิ่ง สุภาษิตหรือคำพังเพยที่นำมาพูดนั้น ต้องมีรูปภาพประกอบ
ในสมัยก่อน เรื่องรูปภาพไม่ค่อยจะมีมากเหมือนปัจจุบัน ครูอ้อยมีบทหนึ่งที่ประทับใจ แต่ลำบากเรื่องรูปภาพมากทีเดียว.....
บทนั้นที่ประทับใจก็คือ.....เข้าเมืองตาหลิ่ว.....ต้องหลิ่วตาตาม
เมื่อตอนเป็นเด็กที่ยังจำได้..ก็คือ...ตลกที่ทุกคนในเมื่องนั้น ทำตาหลิ่ว..ก็แล้วทำไมต้องทำตาหลิ่ว ตอนนั้นยังไม่เข้าใจ เข้าใจแต่ว่า ต้องทำตามกันจึงจะอยู่ได้ในเมืองนั้นได้อย่างมีความสุข..
แต่พอโตขึ้นมา ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า..เมื่อไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ต้องทำตามวัฒนธรรมประเพณีของเขา จะได้อยู่ได้อย่างสบายใจ
แต่พอมาถึงปัจจุบัน คำสุภาษิตบทนี้ กลับมาอีกครั้ง ย้ำความรู้สึกว่า เมื่อไปอยู่ที่ไหน เขาทำอะไรกันก็ต้องทำตาม...
แต่สำหรับครูอ้อย..กลับใจแล้ว..เปลี่ยนใจแล้ว..
ไม่ชอบสุภาษิตบทนี้อีกต่อไปแล้ว..
เพราะว่า..เวลาหลิ่วตานั้น....ครูอ้อย...เมื่อยเหลือเกิน
คงจะเปลี่ยนมาชอบ น้ำเชี่ยว..ต้องเอาเรือไปขวาง..
เอ๊ยไม่ใช่.....
ครูอ้อย ครับ !
ผมเป็นคนหัวโบราณ ..ถ้าก็ใช่จะพึงปฏิบัติตามขนบความคิดในบางรื่อง..
บางทีผมก็ไม่ (ขี้) ตามช้าง บางทีก็ไม่เดินตามผู้ใหญ่ บางทีก็ไม่หลิ่วตาตาม..
แต่ก็เหนื่อยครับ เหนื่อยต่อการฝืนวิถีเช่นนั้น …เราเองก็ไม่อยากเป็น “คนนอก” สังคมซะเท่าไหร่ แต่บางทีก็ไม่อยาก “ข่มขืน” ความรู้สึกของตนเอง
เช้านี้ ครูอ้อยคงไม่เหนื่อยเกินไปใช่ไหมครับ ผมมาให้กำลังใจ, เหมือนเคย นะครับ
สวัสดีค่ะคุณ แผ่นดิน
ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่สม่ำเสมอค่ะ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
ขอบคุณสำหรับกำลังใจ...และห่วงใย
เอาเป็นว่า..หลิ่วตาบ้างเป็นบางเรื่อง…เพื่อการเอาตัวรอด..ก้แล้วกัน