เมื่อตรรกศาสตร์ของอริสโตเติลถูกโจมตีว่าเป็น hard logic คือ มีความแข็งกระด้างเกินไป ขาดความยืดหยุ่นเพราะมี แต่ จริงหรือเท็จ ตามความจำเป็น และยากในการนำมาประยุตก์ใช้ นั่นคือ ความเจริญเติบโตของการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์โดยเน้น จริงหรือเท็จตามความน่าจะเป็น ซึ่งมีความหยืดหยุ่นมากกว่า...

การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์โดยอาศัยความน่าจะเป็นนี้ จะเห็นได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด นั่นคือ ความรู้ใหม่จะเกิดขึ้นมาแทนความรู้เก่าเสมอ (อันที่จริง ความรู้ ตามนัยนี้ เป็นเพียง ความเชื่อ เท่านั้น)

ผู้เขียนมีความเห็นว่าความรู้หรือความเชื่อตามนัยวิทยาศาสตร์ทำนองนี้ ตรงกับความเห็นเรื่องการยืนยันหรือคัดค้านของปรัชญาเชน อินเดีย ซึ่งเรียกว่า หลักสยาทวาท โดยบอกว่า การจะยืนยันหรือคัดค้านสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม เราควรจะมีคำว่า อาจจะ  อยู่ด้วยเพื่อจะได้ไม่ผูกมัดตัวเอง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง เพราะหลายสิ่งหลายอย่างอาจมีเหตุผลใหม่มาสนับสนุน หรือเปลี่ยนแปลงไป ไม่ดำรงอยู่ดังเช่นเดิมก็ได้..

หลักสยาทวาทของปรัชญาเชน มี ๗ ประการ ดังนี้

๑. อาจเป็นไปได้

๒. อาจเป็นไปไม่ได้

๓. อาจเป็นไปได้และอาจเป็นไปไม่ได้

๔. อาจอธิบายไม่ได้

๕. อาจเป็นไปได้และอาจอธิบายไม่ได้

๖. อาจเป็นไปไม่ได้และอาจอธิบายไม่ได้

๗. อาจเป็นไปได้ อาจเป็นไปไม่ได้ และอาจอธิบายไม่ได้

ตามหลักสยาทวาทเหล่านี้ จะเห็นได้ว่ามีความอะลุ่มอะล่วยสูง ไม่บ่งชี้ว่าสิ่งใดจริงหรือเท็จอย่างจำเป็นหรือตายตัวแบบตรรกศาสตร์ของอริสโตเติล ...

และอาจกล่าวได้ว่าความเห็นทำนองนี้ใกล้เคียงกับกลุ่มนักคิดที่คัดค้านหลักการของอริสโตเติลในปัจจุบัน