เป็นครั้งที่สองแล้วค่ะ ที่ดิฉันได้รับการติดต่อผ่าน GotoKnow จากคนไทยที่เรียนจบและทำงานต่ออยู่ต่างประเทศ ทั้งสองท่านนี้เป็นมันสมองของชาติในสาขาที่คาดแคลน คือ ด้านพัฒนาระบบสารสนเทศ ค่ะ
ที่ดิฉันกล่าวว่่่่า ขาดแคลน ก็เพราะการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ใช้งานได้จริง ซึ่งนักพัฒนาต้องเข้าใจและสามารถนำมาใช้เป็นซึ่งหลักการของ User-centered system development (UCD) นั่นยังน้อยมากสำหรับประเทศไทยค่ะ
เนื่องมาจาก การเรียนการสอนด้านนี้ในประเทศไทยยังมีจุดอ่อนอีกเยอะค่ะ เช่น
- เน้นการพัฒนาระบบในรูปแบบการพัฒนาแบบเดิมๆ
- เน้นเฉพาะการพัฒนาในส่วน computer ไม่เน้นด้าน human เช่น เน้นแต่เขียน DFDs, ER Diagrams ต่างๆ แต่นำไปใช้ไม่ได้ เพราะเก็บ requirements จากผู้ใช้ไม่ครบถ้วนและวิเคราะห์ไม่เป็น
- เน้นการใช้ tools ต่างๆ ปรากฎว่าใช้ tools เป็น แต่ไม่เข้าใจหลักการการพัฒนาระบบ
- ไม่เน้นให้เข้าใจทฤษฎีและหลักการด้านการพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับการทำงานของ Human information processing
- ไม่เน้นให้เห็นความสำคัญของ user involvement ในตลอดการพัฒนา กลายเป็นว่า นักพัฒนาเหล่านี้มี Ego สูงมาก และเอาความรู้ด้าน technical ต่างๆ ที่เรียนมา เป็นเกราะกำบัง ไม่พยายามเข้าใจและไม่สนใจผู้ใช้
- ไม่ให้ความสำคัญแก่ทีมงานพัฒนาที่ทำงานในส่วนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเขียน program เช่น usability engineer, HCI engineer, graphic designer, interface designer, information scientist, information architecture, information designer แล้วแต่จะเรียกค่ะ
หลักสูตรการเรียนการสอนด้านการพัฒนาระบบของประเทศไทยต้องมาคิดใหม่ทำใหม่ค่ะ
ดิฉันเป็นคนแรกที่สอนวิชา Human-Computer Interaction (HCI) ในมอ. เมื่อประมาณ 3-4 ปีมาแล้วค่ะ ซึ่งเป็นวิชาที่เป็นรากฐานให้นักพัฒนาระบบเข้าใจแนวคิดและหลักการของการพัฒนาระบบแบบ User-centered system development
แต่ดิฉันไม่เคยประสบความสำเร็จในการผลักดันให้เป็นวิชาหลักค่ะ ปัจจุบันก็จะเป็นเพียงแค่วิชาเลือก
บอกได้อย่างเดียวว่า KnowledgeVolution จะไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าหากไม่มีแนวคิดทางด้าน Usability เข้ามาเป็นฐานความคิดค่ะ
ดิฉันเป็น Usability Engineer ส่วน ดร.ธวัชชัย เป็น Computer Scientist ค่ะ ทีมงานขาดงานใดงานหนึ่งไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ
A system developer is not a king, but a customer is.
วันที่สถานการณ์สุกงอม จะมีคนมาอยากรู้ด้วยความต้องการที่จะรู้และทำครับ วันไหนคือวันนั้น ผมไม่รู้ครับ ต้อง Education กันอย่างรีบเร่งครับ
เห็นด้วยครับ
บ้านเราชอบแก้ปัญหาปลายเหตุครับ
สิ่งที่ต้องทำ คือ คงต้องสร้างคนให้คิดถึงต้นเหตุของปัญหา แล้วแก้กันที่นั่น
ตามหลัก อริยสัจ 4 ครับ
เด็กเดี๋ยวนี้ คิดไม่เป็นกันแล้วครับ เป็นทาส วัตถุนิยม จนสมองฝ่อ หมดแล้ว
ขอบคุณครับ ;)
คอยเป็นกำลังใจให้ครับ
ดิฉันก็คงทำในสิ่งที่ดิฉันพอจะช่วยด้วยได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบ KnowledgeVolution ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะเป็น best practice ให้แก่นักพัฒนาท่านอื่นๆ
และในขณะเดียวกันก็จะพยายามบันทึกความคิดประสบการณ์ที่ได้รับถ่ายทอดออกไปผ่านทางบล็อก http://HCI.gotoknow.org หวังว่าคงมีคนได้เข้ามาใช้ความรู้เหล่านี้ค่ะ เหมือนปิดทองหลังพระนะค่ะ เพราะเราไม่เห็นว่าใครนำความรู้ไปใช้บ้างค่ะ
bloggers หลายท่านคิดเช่นเดียวกันค่ะ :)
หนูดีใจนะค่ะ ที่ได้เลือกเรียนวิชา Human-Computer Interaction (HCI)กับอาจารย์จันทวรรณค่ะ
ต้องบอกว่าวิชานี้ประยุกต์ใช้ได้กับงานหลาย ๆ อย่างมาก อย่างน้อยเวลาที่หนูจะทำ presentation สิ่งหนึ่งที่ไม่ลืมคิด คือ จะทำอย่างไรให้คนที่ต้องดู present ของเรา ดูง่าย สบายตา ค่ะ
ขอบคุณอาจารย์มาก ๆ ค่ะ ที่ได้ให้ความรู้ดี ๆ มาโดยตลอด
เข้ามาในเว็ปนี้โดยบังเอิญค่ะ แต่เห็นด้วยกับความคิดอาจารย์นะคะ เพราะก็จบทางด้านนี้มาเหมือนกันแต่หางานที่นี่ยากมาก พอพูดถึง HCI คนไม่ค่อยจะรู้จักกันเลย ในมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยจะมีวิชานี้ให้สอน
ก็เข้ามาทักทายค่ะ ดีใจที่มีคนคิดเหมือนกัน
อยากให้เพิ่มวิชา hacking (อาจจะมีชื่อดีกว่านี้เข้าไปในหลักสูตรด้วย) เพราะว่าหลายๆอย่างเหมือนเป็นของที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะซอฟต์แวร์เสรี ที่นำมาเป็นฐานในการแก้ไข ต่อยอดได้ บางทีก็ถูกละเลยไป แล้วก็ไปเขียนใหม่ (แบบไม่ดีกว่า) แทนอย่างน่าเสียดาย
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแม้แต่ใน lab เดียวกัน
Open-source software development คงเป็นชื่อที่ดีตามคำแนะนำของคุณวีร์นะค่ะ :)
ปัญหาอาจจะเกิดจาก ตลอดเวลา 3-4 ปี ที่เรียนมาในมหาวิทยาลัย หรือก่อนหน้านั้น การบ้าน ข้อสอบ หรือโจทย์ต่างๆ ก็มักจะเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งหมด (การเอางานของคนอื่นมาแก้ให้ตรงความต้องการเป็นบาปในห้องเรียน) พอมาทำ project ต่างๆก็อาจจะติดนิสัยนั้นมาด้วย (อาจจะกอปรกับขาดทักษะในการแก้โปรแกรมของคนอื่น) การต่อยอมโปรแกรมต่างจึงเป็นไปอย่างยากลำบากมาก
(ตอบเร็วมาก -_-‘) :-D
พอไม่ต้องไปทำโปรแกรมใหม่จากพื้นแล้ว ก็น่าจะมีเวลามาสนใจเรื่องรับ requirement สร้าง mock-up , page flow หรืออะไรทำนองนี้มากขึ้น :-D
HCI ค่อนข้างจะเป็นศาสตร์ที่เป็นหลักการและเจตคติ มากกว่าศาสตร์ที่เป็นหลักทางการตำเนินการ พูดกันง่ายๆ ก็คือ HCI เป็นศาสตร์ที่จะนำไปปฏิบัติโดยตรงไม่ได้ แต่เป็นศาสตร์ที่จะต้องใช้เป็นหลักยึด ฉะนั้น HCI จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากที่จะนำไปปฏิบัติโดยใช้แค่กฏและเกณท์ ต้องอาศัยประสบการณ์และการศึกษาในรายกรณีเป้นหลัก
การที่เราจะทำให้นักพัฒนารุ่นใหม่เห็นและยอมรับเรื่องเจตคติของการให้มนุษย์เป็นศุนย์กลางของการพัฒนาระบบมากกว่าเอาเทคโนโลยีเป้นศุนย์กลางต้องเป็นงานหนักและท้าทายเอาการที่จะเปลี่ยน
แต่เราก็เริ่มแล้วละครับ จากตรงนี้ สักวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะมองกลับมาแล้วยิ้มกับความสำเร็จ
ไม่มีใครอยากเป็น developer งานหนัก พัฒนาช้า เงินเดือนน้อย ดูไม่มีผลงาน ก้าวหน้าช้า
ต่างประเทศทำได้ แต่เราแข่งกับเค้าไม่ได้
ไม่มีทีมเวิร์ค ไม่มีใครอยากอดข้าว หรืออยากทำงานหนักแล้วได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า
* ขออภัยด้วยนะครับถ้ามีถ้อยคำ+อารมณ์ที่แสดงข้อความไม่สุภาพ ;p
สวัสดีค่ะอาจารย์
หนูเป็นนักศึกษาโปรเจ็กต์อาจารย์เมื่อสองปีที่แล้วเห็นจะได้ค่ะ รหัส 43 ค่ะ
เป็นนักเรียนที่ได้เรียนวิชา HCI กับอาจารย์และทำโปรเจ็กต์เกี่ยวกับ Interface สำหรับเด็ก
เข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้จากอาจารย์อยู่เป็นประจำ เพราะสนใจเกี่ยวกับด้านนี้มากๆค่ะ
วันก่อนได้เสอนหัวข้อวิจัยสำหรับปริญญาโททางด้านศึกษาศาสตร์เทคโนโลยีทางการศึกษาเกี่ยวกับ Usability ของ CAI และ WBI สำหรับเด็ก แต่อาจารย์บางท่านบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะแตกต่างนัก ตัวอย่างที่แนะนำไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบ Interface ค่ะ ก็เลยรู้สึกจนมุมเพราะพยายามยกนู่นนี่มาชี้แจงแต่ก็ไม่เป็นผล รู้สึกเศร้ามากๆ (อยากวิ่งกลับไปกางตำราที่เคยเรียนกับอาจารย์จันทวรรณแล้วเอามาชี้แจงอาจารย์อีกรอบ :)
ต้องขอบคุณความรู้อาจารย์มากๆค่ะ ยังคงเชื่อมั่นในเรื่องของการออกแบบค่ะ
และเห็นด้วยมากๆกับมะปรางเปรี้ยวเลยค่ะว่าวิชานี้นำมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกทาง
เป็นกำลังใจให้อาจารย์เสมอค่ะ