การที่เราไม่รู้ เราไม่เข้าใจ หรืออาจจะบอกว่าเราโง่ในเรื่องนั้นๆ ก็ต้องยอมรับ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าอายสำหรับการถามเพื่อให้เกิดความรู้

 นับเป็นโอกาสที่ดีอีกวันหนึ่งของผมที่ได้เข้าร่วมประชุมกับ ศ.ดร.อภิชัย   พันธเสน คณบดี คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  อาจารย์ ดร.สุธิดา   แจ่มใส ประธานหลักสูตรพัฒนบูรณาการศาสตร์  และคณะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ พร้อมทั้งนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก หลักสูตรพัฒนบูรณาการศาสตร์ กว่า 20 คน ที่ได้ร่วมประชุมกันตั้งแต่เวลา 09.30 – 16.00 น. ของวันนี้   

 ในโอกาสนี้ท่านคณบดี ได้กล่าวถึงแนวนโยบาย พร้อมทั้งการทบทวนแนวทางการศึกษาของนักศึกษาแต่ละคน  เพื่อให้สอดคล้องวัตถุประสงค์ของหลักสูตร และสิ่งที่ทุกคนประทับใจมากคือ ท่านได้กล่าวเน้นย้ำว่า หลักสูตรนี้ ต้องการคนที่สนใจในการที่จะมาหาความรู้อย่างแท้จริง ไม่ใช่คนที่หวังเพียงแค่ปริญญาเท่านั้น  เมื่อคนได้พัฒนาการเรียนรู้ จนกระทั่งมีความรู้อย่างแท้จริง ประเมินผ่านตามเกณฑ์ของหลักสูตร คณะจะแถมปริญญาให้ ถ้าหากใครต้องการเพียงแค่ใบปริญญาอย่างเดียวหลักสูตรนี้ไม่ต้องการ และไม่ต้อนรับให้ลาออกได้เลยนอกจากนั้นได้เปิดโอกาสให้นักศึกษา คณะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ได้สอบถามและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกันเองในห้องประชุม ซึ่งเป็นบรรยากาศที่มีความอบอุ่น และผูกพัน 

 คำถามที่โง่ ไม่ใช่คำถามที่เลว แต่ทำให้เราฉลาดขึ้นเป็นคำกล่าวของท่าน ศ.ดร.อภิชัย  พันธเสน ที่ท่านต้องการให้นักศึกษาได้ตระหนักคิด ให้นักศึกษากล้าที่จะถาม กล้าที่จะแสดงออก  ถึงแม้เราอาจจะมองว่าคำถามนั้น เป็นคำถามพื้นๆ แต่ในสิ่งนั้นเราไม่รู้ ดังนั้นเราก็ต้องกล้าที่จะถาม เพื่อจะได้เกิดความรู้ และปัญญากับตัวเรา สุดท้ายคำถามต่างๆ เหล่านั้น จะทำให้เรากล้าที่จะคิด กล้าที่จะแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง ในที่สุดก็จะทำให้เราฉลาดขึ้น  จึงเป็นคำกล่าวที่กินใจผมเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่ท่านสอนและให้แนวคิดในวันนี้นั้นช่างมีความสอดคล้องกันมากทีเดียวกับท่าน ศ.นพ.วิจารณ์   พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ท่านพยายามกระตุ้นให้เกิดขึ้น (สร้างแรงบันดาลใจ) ในการที่จะตั้งคำถามให้มากสำหรับคนที่เรียนในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งนั่นก็หมายรวมถึงตัวผมด้วยเช่นกันครับเมื่อคราวไปเป็น KM Intern ที่ สคส. 

แล้วจะทำอย่างไรดีละครับจึงจะสามารถกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการที่จะถาม และกล้าที่จะแสดงออกในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรทั่วๆ ไป มักไม่กล้าที่จะถาม และแสดงออกมากนัก ซึ่งจากประสบการณ์ของผมที่เคยไปเป็นวิทยากรบรรยายในเรื่องของอาชีพด้านการเกษตร หลังจากบรรยายจบ ทุกครั้งผมจะเปิดโอกาสให้พี่น้องที่เข้าร่วมอบรมสอบถามข้อสงสัย หรือเสนอแนะ ผลที่เกิดขึ้นพบว่ามีน้อยครั้งมากที่จะมีคำถาม  และเสนอแนะ  ผมจึงไม่แน่ใจเช่นกันครับว่าพี่น้องเขาเข้าใจดีหมดแล้ว หรืออายที่จะถาม เกรงว่าจะเป็นคำถามที่บอกว่าโง่ กลัวเพื่อนๆ ที่ร่วมอบรมจะหัวเราะเยาะเอาว่าคำถามง่ายๆ แค่นี้ก็นำมาถาม  และเมื่อหากเป็นเช่นนี้เราจะทำอย่างไรดี  โดยเฉพาะตัวผมเอง ต่อจากนี้ไปต้องลงพื้นที่ทำงานกับพี่น้องเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมแบบประณีต จะทำอย่างไรดีที่จะให้พี่น้องเกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันให้มาก ซึ่งจะได้ความรู้ที่เป็น Tacit Knowledge ออกมาให้มากที่สุด ในการที่จะนำไปขยายผลต่อ 

ในเบื้องต้นผมคิดว่าในการที่จะทำให้คนกล้าที่จะถาม กล้าที่จะแสดงออก และกล้าที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นน่าจะประกอบด้วย

1.    ประเด็นในการนำเสนอ  ควรเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้อง มีความสนใจ หรือมีประสบการณ์

2.    คนนำเสนอ หรือทีมงาน (Stake-holder) มีความเป็นกันเอง และมีภูมิรู้ในเรื่องนั้นๆดี อีกทั้งกระตุ้นเพื่อให้เกิดความอยากในการที่จะรู้ในเรื่องนั้นๆ

3.    สถานที่ ควรเป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมกับกลุ่มคนที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่นถ้าหากเอาพี่น้องเกษตรกรไปร่วมเวทีในโรงแรมที่หรูๆ ในระดับห้าดาว อาจจะมีความเกร็งต่อสถานที่จึงไม่กล้าที่จะแสดงออก

4.    บรรยากาศ นับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน นอกจากสถานที่ไม่เหมาะสมแล้ว การดำเนินการไม่สร้างบรรยากาศที่ดีก็ไม่เกิดข้อคำถาม ข้อคิดเห็น ตลอดทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

5.    ช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่นการบรรยาย หรือการนำเสนอที่ล่วงเลยเวลามาพอสมควรจึงไม่กล้าที่จะถาม และแสดงออก เช่น ช่วงเวลาก่อนเที่ยงเล็กน้อยหรือช่วงเที่ยง  เพราะเป็นเวลาอาหารทุกคนเริ่มหิว หากมีใครถามหรือแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้ก็จะถูกมองหน้า และอีกช่วงเวลาหนึ่งคือช่วงเวลาจะเลิกการประชุม หากใครมีคำถามมักจะถูกเพื่อนๆ เพ่งเล็งเสมอ  

ขอบคุณมากครับ หากมีข้อเสนอแนะต่อเป็นข้อที่ 6,7,9…..จักเป็นพระคุณยิ่งครับ

อุทัย   อันพิมพ์

24 มกราคม 2550