ว่าด้วยพระพรหมเทพ

พรหมเทวสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๓. พรหมเทวสูตร

ว่าด้วยพระพรหมเทพ

             [๑๗๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น บุตรของนางพราหมณีคนหนึ่ง ชื่อพรหมเทพ ออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาค

             ครั้งนั้น ท่านพระพรหมเทพหลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (หมายถึงจุดสุดท้ายของการประพฤติธรรม ในที่นี้หมายเอาพระอรหัตตผลอันเป็นจุดสูงสุดของมรรคพรหมจรรย์) ที่เหล่ากุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว (หมายถึงกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อทำลายอาสวกิเลสจบสิ้นบริบูรณ์แล้ว ไม่มีกิจที่จะต้องทำเพื่อตนเอง แต่ยังมีหน้าที่เพื่อผู้อื่นอยู่ ผู้บรรลุถึงขั้นนี้ได้ชื่อว่า อเสขบุคคล) ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” ก็แลท่านพระพรหมเทพเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย

             ครั้นเวลาเช้า ท่านพระพรหมเทพครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีตามลำดับตรอกแล้วเข้าไปยังที่อยู่แห่งมารดาของตน สมัยนั้น นางพราหมณีมารดาของท่านพระพรหมเทพถือการบูชาด้วยก้อนข้าวแก่พรหมเป็นนิตย์ ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมดำริว่า

“นางพราหมณีผู้มารดาของท่านพระพรหมเทพนี้ ถือการบูชาด้วยก้อนข้าวแก่พรหมเป็นนิตย์ ทางที่ดีเราพึงเข้าไปหานางแล้วทำให้สลดใจ” ลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมยืนอยู่ในอากาศ ได้กล่าวกับนางพราหมณีมารดาของท่านพระพรหมเทพด้วยคาถาทั้งหลายว่า

                          นางพราหมณี ท่านถือการบูชา

                          ด้วยก้อนข้าว แก่พรหมใดเป็นนิตย์

                         พรหมโลกของพรหมนั้นอยู่ไกลจากที่นี้

                          นางพราหมณี อาหารของพรหมไม่ใช่เช่นนี้

                          ท่านไม่รู้จักทางของพรหม ทำไมจึงบ่นถึงพรหม

                          นางพราหมณี ก็ท่านพระพรหมเทพของท่านนั้น

                          เป็นผู้ไร้อุปธิ (หมายถึงเว้นจากอุปธิคือกิเลส อภิสังขารและกามคุณ) ถึงความเป็นอติเทพ

                          ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล เห็นภัยเนืองๆ ไม่เลี้ยงดูผู้อื่น

                          ท่านพระพรหมเทพผู้เข้าสู่เรือนของท่านเพื่อบิณฑบาต

                          เป็นผู้สมควรแก่ก้อนข้าวที่บุคคลพึงนำมาบูชา

                          ผู้ถึงฝั่งแห่งเวท อบรมตนแล้ว

                          ควรแก่ทักษิณาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

                          ลอยบาปแล้ว ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิฉาบทา

                          เป็นคนเยือกเย็น กำลังเที่ยวแสวงหาอาหารอยู่

                          อดีตและอนาคตไม่มีแก่ท่านพระพรหมเทพนั้น

                          ท่านพระพรหมเทพเป็นผู้สงบระงับ ปราศจากควัน

                          ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง วางอาชญาแล้ว

                          ในปุถุชนผู้ยังมีความหวาดหวั่นและในพระขีณาสพผู้มั่นคง

                          ขอท่านพระพรหมเทพนั้นจงบริโภคบิณฑบาตอันเลิศ

                          สำหรับบูชาพรหมของท่าน

                          ท่านพระพรหมเทพซึ่งเป็นผู้ปราศจากเสนามาร

                          มีจิตสงบระงับ ฝึกตนแล้ว

                          เที่ยวไปเหมือนช้างประเสริฐ ไม่หวั่นไหว

                          เป็นภิกษุมีศีลดี มีจิตพ้นวิเศษแล้ว

                          ขอท่านพระพรหมเทพนั้น จงบริโภคบิณฑบาตอันเลิศ

                          สำหรับบูชาพรหมของท่าน

                         ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระพรหมเทพนั้น

                          เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ตั้งทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักขิไณยบุคคล (หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา อีกนัยหนึ่ง หมายถึงผู้ทำทักษิณาที่เขานำมาถวายให้มีผลมาก)

                          นางพราหมณี ท่านเห็นมุนีผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว

                          จงทำบุญอันจะนำความสุขมาให้สืบๆ ไป

                          ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระพรหมเทพนั้น

                          เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ตั้งทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักขิไณยบุคคล

                          นางพราหมณี ท่านเห็นมุนีผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว

                          จงทำบุญอันจะนำความสุขมาให้สืบๆ ไป

พรหมเทวสูตรที่ ๓ จบ

-----------------------

อรรถกถาพรหมเทวสูตรที่ ๓

          ก็มารดาของเขาพอเห็นบุตรก็ออกจากเรือนพาเข้าไปภายในที่อยู่ ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้. ก็ในวันนั้นมีพลีกรรมเพื่อภูตในเรือนนั้น. ทุกเรือนทาสีเขียวมีข้าวตอกเกลื่อนกลาด แวดล้อมด้วยทรัพย์และดอกไม้ ยกธงชัยธงปฏาก ขึ้นตั้งหม้อน้ำมีน้ำเต็มไว้ในที่นั้นๆ จุดประทีปสว่าง ประดับด้วยผงของหอมและดอกไม้เป็นต้น. ได้มีแว่นเวียนเทียนถือส่งต่อกันไปโดยรอบ. นางพราหมณี แม้นั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ อาบน้ำหอม ๑๖ หม้อ ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพ.
         สมัยนั้น นางให้พระมหาขีณาสพนั่งแล้ว มิได้ถวายแม้เพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง คิดว่า เราจักให้มหาพรหมบริโภค บรรจุข้าวปายาสเต็มถาดทอง ปรุงด้วยเนยใสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น ที่หลังบ้านมีพื้นที่ที่ประดับด้วยของทาสีเขียวเป็นต้น นางถือถาดนั้นไปที่นั้น วางก้อนข้าวปายาสตรงที่ ๔ มุมและตรงกลางแห่งละก้อน ถือไปก้อนหนึ่ง มีเนยใสไหลลงถึงข้อศอก คุกเข่าบนแผ่นดิน กล่าวเชิญพรหมให้บริโภคว่า ขอท่านมหาพรหมจงบริโภค ขอท่านมหาพรหมจงนำไป ขอมหาพรหมจงอิ่มหนำ ดังนี้.

        ความคิดนี้ได้มีแก่ท้าวสหัมบดีพรหมผู้สูดกลิ่นศีลของพระมหาขีณาสพ ซึ่งท่วมเทวโลกฟุ้งไปถึงพรหมโลก. จริงอยู่ นางพราหมณีนั้นให้พระมหาขีณาสพผู้เป็นอัครทักขิไณยบุคคลเห็นปานนี้ นั่งแล้ว มิได้ถวายอาหารแม้เพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง คิดว่า เราจักให้มหาพรหมบริโภค ดุจทิ้งตาชั่งเสียแล้วใช้มือชั่ง ดุจทิ้งกลองเสียแล้วประโคมท้อง ดุจทิ้งไฟเสียแล้วเป่าหิ่งห้อย เที่ยวทำพลีแก่ภูต เราจักไปทำลายมิจฉาทิฏฐิของนาง ยกนางขึ้นจากทางแห่งอบาย จะกระทำโดยวิธีให้นางหว่านทรัพย์ ๘๐ โกฏิลงในพระพุทธศาสนาแล้วขึ้นสู่ทางสวรรค์.

         ท้าวมหาพรหมกล่าวว่า ชื่อว่าทางของพรหม ได้แก่กุศลฌาน ๔ ส่วนวิบากฌาน ๔ ชื่อว่าเป็นทางชีวิตของพรหมเหล่านั้น เธอไม่รู้ทางของพรหมนั้น กระซิบอยู่ทำไม เพ้ออยู่ทำไม. จริงอยู่ พรหมทั้งหลายย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยฌานที่มีปีติ หาได้ใส่ข้าวสารแห่งข้าวสาลีและเคี้ยวกินน้ำนมที่เคี่ยวแล้วไม่ ท่านอย่าลำบาก เพราะสิ่งที่ไม่ใช่เหตุเลย ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงประคองอัญชลี แล้วย่อตัวเข้าไปชี้พระเถระอีกกล่าวว่า ดูก่อนนางพราหมณี ก็ท่านพระพรหมเทวะของท่านนี้ ดังนี้เป็นต้น.