ว่าด้วยธิดามาร

มารธีตุสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๕. มารธีตุสูตร

ว่าด้วยธิดามาร

             [๑๖๑] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปครั้นกล่าวคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่ายเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงหลีกจากที่นั้นไปนั่งขัดสมาธิที่พื้นดิน ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค เป็นผู้นิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ใช้ไม้เขี่ยพื้นดินอยู่

             ครั้งนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา เข้าไปหามารผู้มีบาปถึงที่อยู่แล้ว กล่าวกับมารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า

                          ท่านพ่อ ท่านเสียใจด้วยเหตุไร

                          หรือเศร้าโศกถึงบุรุษคนไหน

                          พวกดิฉันจักใช้บ่วงคือราคะนำมาถวาย

                          เหมือนบุคคลคล้องช้างป่านำมา ฉะนั้น

                          บุรุษนั้นจักตกอยู่ในอำนาจของท่านพ่อ

             มารกล่าวว่า

                          บุรุษนั้นเป็นพระอรหันต์

                          เป็นพระสุคตในโลก ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารได้แล้ว

                          ใครๆ พึงนำมาด้วยราคะไม่ได้ง่ายๆ

                          เพราะฉะนั้น เราจึงเศร้าโศกมาก

             ครั้งนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระสมณะ พวกหม่อมฉันจะขอปรนนิบัติพระยุคลบาทของพระองค์”

             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคไม่ทรงใส่พระทัยถึงคำของธิดามารนั้น เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว

             ต่อมา ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันจากไป ณ ที่สมควรแล้วปรึกษากันอย่างนี้ว่า “พวกบุรุษมีความประสงค์ต่างๆ กัน ทางที่ดีพวกเราควรเนรมิตเพศเป็นสาววัยรุ่น คนละหนึ่งร้อย”

             ลำดับนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา จึงเนรมิตเพศเป็นสาววัยรุ่นคนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วกราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระสมณะ พวกหม่อมฉันจะขอปรนนิบัติพระยุคลบาทของพระองค์”

             พระผู้มีพระภาคไม่ทรงใส่พระทัยถึงคำของธิดามารนั้น เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว

             ต่อมา ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันจากไป ณ ที่สมควรแล้วปรึกษากันอย่างนี้ว่า “พวกบุรุษมีความประสงค์ต่างๆ กัน ทางที่ดีพวกเราควรเนรมิตเพศเป็นผู้หญิงที่ยังไม่เคยคลอดบุตรคนละหนึ่งร้อย”

             ลำดับนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา เนรมิตเพศเป็นหญิงที่ยังไม่เคยคลอดบุตรคนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า “ข้าแต่พระสมณะ พวกหม่อมฉันจะขอปรนนิบัติพระยุคลบาทของพระองค์”

             แม้ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคก็มิได้ทรงใส่พระทัยถึงเลย เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว

             ฝ่ายนางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันจากไป ณ ที่สมควรแล้วปรึกษากันอย่างนี้ว่า “พวกบุรุษมีความประสงค์ต่างๆ กัน ทางที่ดีพวกเราควรเนรมิตเพศเป็นหญิงคลอดบุตรแล้วคราวเดียว คนละหนึ่งร้อย”

             ลำดับนั้น นางตัณหา ฯลฯ จึงเนรมิตเพศเป็นหญิงคลอดบุตรแล้วคราวเดียว คนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว

             ต่อมา นางตัณหา ฯลฯ จึงเนรมิตเพศเป็นหญิงที่คลอดบุตรแล้ว ๒ คราว คนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว

             ลำดับนั้น นางตัณหา ฯลฯ จึงเนรมิตเพศเป็นหญิงกลางคนคนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว

             ลำดับนั้น นางตัณหา ฯลฯ จึงเนรมิตเพศเป็นหญิงแก่คนละหนึ่งร้อย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ เนื่องจากพระองค์ทรงหลุดพ้น เพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยมแล้ว

             ลำดับนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันจากไป ณ ที่สมควรแล้วพูดกันว่า “เรื่องนี้จริงดังบิดาของเราได้พูดไว้ว่า

                          บุรุษนั้นเป็นพระอรหันต์

                          เป็นพระสุคตในโลก ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารได้แล้ว

                          ใครๆ พึงนำมาด้วยราคะไม่ได้ง่ายๆ

                          เพราะฉะนั้น เราจึงเศร้าโศกมาก

             อนึ่ง ถ้าพวกเราพึงเล้าโลมสมณะหรือพราหมณ์ใดที่ยังไม่หมดราคะ ด้วยความพยายามอย่างนี้ หทัยของสมณะหรือพราหมณ์นั้นพึงแตก โลหิตอุ่นๆ พึงพุ่งออกจากปาก หรือเขาพึงบ้า หรือว่ามีจิตฟุ้งซ่าน เหมือนอย่างต้นอ้อสดถูกลมพัดขาด เหี่ยวเฉาแห้งไป แม้ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์นั้นพึงหงอยเหงา ซูบซีดเหี่ยวแห้งไปฉันนั้นเหมือนกัน”

             ครั้นแล้ว ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร นางตัณหาธิดามารยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

                          ท่านถูกความเศร้าโศกทับถมหรือ

                          จึงมาซบเซาอยู่ในป่าอย่างนี้

                          ท่านเสื่อมจากทรัพย์สมบัติหรือ

                          หรือว่ากำลังปรารถนาอะไรอยู่

                          ท่านได้ทำความเสียหายร้ายแรงอะไรไว้ในหมู่บ้านหรือ

                         เพราะเหตุไรท่านจึงไม่เป็นมิตรกับชนทั้งปวงเล่า

                          หรือว่าท่านเป็นมิตรกับใครๆ ไม่ได้

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          เราชนะเสนามารคือรูปที่น่ารัก

                          และรูปที่น่าพอใจแล้ว เพ่งพินิจอยู่ผู้เดียว ได้รู้ความสุข

                          เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่เป็นมิตรกับชนทั้งปวง

                          เพราะความเป็นมิตรกับใครๆ ไม่สำเร็จประโยชน์แก่เรา

             ลำดับนั้น นางอรดีธิดามาร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

                          ภิกษุในศาสนานี้มากไปด้วยวิหารธรรมอย่างไหน

                          จึงข้ามโอฆะทั้ง ๕ (หมายถึงโอฆะคือกิเลสอันเป็นไปทางทวารทั้ง ๕ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย)) ได้

                          บัดนี้ ท่านข้ามโอฆะที่ ๖ (หมายถึงโอฆะคือกิเลสอันเป็นไปทางมโนทวาร ได้แก่ กิเลสที่เกิดขึ้นในใจ) ได้แล้วหรือ

                          บุคคลเพ่งฌานอย่างไหนมาก

                          กามสัญญาทั้งหลายจับยึดเขาไม่ได้ จึงห่างเหินไป

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          บุคคลมีกายอันสงบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

                          เป็นผู้ไม่มีอะไรๆ เป็นเครื่องปรุงแต่ง

                          มีสติ ไม่มีความอาลัย รู้ทั่วธรรม

                          มีปกติเพ่งพินิจอยู่ด้วยฌานที่ ๔ อันหาวิตกมิได้

                          ย่อมไม่กำเริบ ไม่ซ่านไป ไม่เป็นผู้ย่อท้อ

                          ภิกษุในศาสนานี้มากไปด้วยวิหารธรรมอย่างนี้

                          จึงข้ามโอฆะทั้ง ๕ ได้

                          บัดนี้ เธอข้ามโอฆะที่ ๖ ได้แล้ว

                          ภิกษุผู้เพ่งฌานอย่างนี้มาก

                          กามสัญญาทั้งหลายจับยึดเธอไม่ได้ จึงห่างเหินไป

             ลำดับนั้น นางราคาธิดามาร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

                          พระศาสดาผู้นำหมู่สงฆ์

                          ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว และชนผู้มีศรัทธาเป็นอันมาก

                          จักประพฤติตามได้แน่

                          พระศาสดาพระองค์นี้เป็นผู้ไม่มีความอาลัย

                          ตัดขาดจากมือมัจจุราชได้แล้ว

                          จักนำหมู่ชนเป็นอันมากไปสู่ฝั่งได้แน่

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

                          พระตถาคตทั้งหลายผู้เป็นมหาวีระ

                          ย่อมนำสัตว์ไปด้วยพระสัทธรรม

                          เมื่อพระตถาคตนำไปอยู่โดยธรรม

                          ความริษยาจะมีแก่ท่านผู้รู้ได้อย่างไร

             ลำดับนั้น ธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา พากันเข้าไปหามารผู้มีบาปถึงที่อยู่ มารผู้มีบาปเห็นธิดามาร คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา มาแต่ไกล จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า

                          พวกเธอช่างโง่เขลา พากันทำลายภูเขาด้วยก้านบัว

                          ขุดภูเขาด้วยเล็บ เคี้ยวเหล็กด้วยฟัน

                          พวกเธออาศัยพระโคดมหาที่พึ่ง

                          จะเป็นดุจคนวางหินไว้บนศีรษะแล้วเจาะหาที่พึ่งในบาดาล ฉะนั้น

                          พวกเธอเหมือนเอาหนามมายอกอก(พ่อ) จงหลีกไปเสียเถิด

             (พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวว่า)

                          พระศาสดาได้ขับไล่นางตัณหา นางอรดี และนางราคา

                          ผู้มีรูปน่าทัศนายิ่ง ซึ่งได้มาในที่นั้นให้หนีไป

                          ดุจลมพัดปุยนุ่น ฉะนั้น

มารธีตุสูตรที่ ๕ จบ

----------------------------