ตอนที่ ๑ , ตอนที่ ๒, ตอนที่ ๓, ตอนที่ ๔, ตอนที่ ๕, ตอนที่ ๖
๔ ธันวาคม ๒๕๖๘
เราไปเยี่ยมชม ๓ สถานที่ ได้แก่
- โรงเรียนประถมเสินเจิ้น
เราไปเยี่ยมระหว่าง ๙.๓๐ - ๑๓.๐๐ น. โดยทางโรงเรียนเลี้ยงอาหารเที่ยงด้วย มีการเจรจาความร่วมมือกับโรงเรียนรุ่งอรุณ ในการแลกเปลี่ยนนักเรียน และเชิญ ผอ. กับรอง ผอ. ไปเยี่ยมโรงเรียนรุ่งอรุณด้วย
ก่อตั้งปี 1911 เป็นโรงเรียนที่เก่าที่สุดในเสินเจิ้น เป็นโรงเรียนเดียวในเมืองที่อยู่ใต้เทศบาล นักเรียน ๒,๓๐๐ บุคลากร ๑๖๐ มี ๒ วิทยาเขต ที่เราไปเยี่ยม ชั้น ป. ๓ – ๖ วันที่ ๓ - ๕ ธันวาคม เป็นวันกีฬาประจำปี และวันนี้เป็นวัดทดสอบสมรรถนะร่างกาย บรรยากาศครึกครื้นมาก เด็กๆ ท่าทางร่าเริง ผู้อำนวยการและรอง รู้เรื่องการจัดการเรียนรู้ของเด็กดีมาก
สรุป AAR โรงเรียนประถมเซินเจิ้น ของทีมดูงาน
ประเด็นที่ 1: การให้ความสำคัญกับสมรรถนะฐานกายและสุขภาวะ
โรงเรียนให้ความสำคัญกับ “ฐานกาย” ของเด็กอย่างชัดเจน โดยมีการกำหนดการออกกำลังกายไว้มากถึง 10 คาบต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนเวลาที่สูงมาก การที่เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่และมีร่างกายที่แข็งแรง จะส่งผลให้จิตใจและอารมณ์มีความมั่นคง พร้อมสำหรับการเรียนรู้ขั้นสูง
มีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายเป็นประจำทุกปี
การที่เด็กมีโอกาสออกกำลังกายวันละ 2 ชั่วโมง อาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กมีความร่าเริงและกระฉับกระเฉงตามที่ผู้สังเกตเห็น
โรงเรียนเชื่อว่าการพักผ่อนอย่างเต็มที่ก็สำคัญ โดยมีการให้นอนหลับพักผ่อนในช่วงกลางวัน และแม้กระทั่งครูเองก็สามารถกลับไปพักผ่อนได้ในช่วงบ่าย (ประมาณ 14:00 น.)
ประเด็นที่ 2: ลักษณะของนักเรียนและพฤติกรรมการเรียนรู้
เด็กๆ แสดงออกถึงความกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา และดูมีความสุขกับการเรียนอย่างน่าประหลาดใจ พวกเขาดูตื่นเต้นและพร้อมที่จะเข้ามาทักทายผู้อื่น
พฤติกรรมของเด็กสะท้อนถึงการ “เคารพตัวเอง” และมี “Self-control” ที่ชัดเจน เด็กมีความเป็นตัวของตัวเองสูง และแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ถูกจัดตั้ง
ข้อสังเกตหนึ่งคือ เด็กนักเรียนที่นี่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนจีนทั่วไปที่เคยพบเจอในอดีต
ผู้สังเกตการณ์พบว่าระบบการศึกษาที่เห็นนี้มีความยืดหยุ่น และยืนยันว่าการเรียนรู้ของเด็กประถมควรเป็นการใช้ร่างกายให้มากที่สุดและค่อยๆ ไต่ระดับไปสู่ความเป็นนามธรรม
ประเด็นที่ 3: ความยืดหยุ่นของหลักสูตรและวิชาเฉพาะทาง
โรงเรียนมีการนำหลักสูตรแกนกลางมาต่อยอดและอัปเดตหลักสูตรเพิ่มเติม
มีการจัดให้มี “วิชาเลือก” ตั้งแต่ระดับประถม ซึ่งต่างจากรุ่งอรุณที่ทำในระดับมัธยม วิชาที่เรียนมากที่สุดสองอันดับแรกคือ ภาษาจีน และ กีฬา
มีการเน้นการเรียนรู้เชิงวิศวกรรม (Engineering) และการประดิษฐ์ เช่น Coding และ AI ตั้งแต่ช่วงประถมต้น ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานต่อเนื่อง การเรียนรู้ผ่านโครงการเหล่านี้ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าเด็กที่ได้ทำโปรเจกต์เชิงประดิษฐ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กในชมรม จึงไม่แน่ใจว่าเด็กทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ผ่าน Project-based Learning ที่สร้างผลิตภัณฑ์หรือไม่
ประเด็นที่ 4: การใช้เทคโนโลยีและ AI ในระบบโรงเรียน
โรงเรียนมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ของตนเองขึ้น โดยไม่ได้รอแพลตฟอร์มส่วนกลาง โรงเรียนจะกำหนดความต้องการ แล้วให้บริษัทพัฒนา ซึ่งเชื่อว่าตอบโจทย์ได้มากกว่า
ผู้สังเกตการณ์สนใจอย่างยิ่งในบทบาทของ AI ที่ไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูล แต่เป็นการวิเคราะห์เด็กเป็นรายบุคคล เพื่อแนะนำครูว่าเด็กอ่อนจุดไหนและควรช่วยเหลืออย่างไร
การนำ AI เข้ามาใช้เป็นการเน้นการ “เท่าทันโลก” ตามพัฒนาการของเด็ก ไม่ใช่การเร่งรัดให้ทุกคนต้องเก่ง AI
ประเด็นที่ 5: การประเมินผลและการวัดผลที่ลดความกดดัน
ระบบการประเมินมีความยืดหยุ่น โดยรัฐบาลกำหนดมาตรฐานส่วนหนึ่ง และให้โรงเรียนออกแบบเองส่วนหนึ่ง
มีการตั้งคำถามถึงกระบวนการประเมินสมรรถนะว่า ครูคนหนึ่งสามารถประเมินสมรรถนะที่หลากหลายได้หรือไม่
โรงเรียนแทบไม่มีการสอบเพื่อตัดสินผล แต่สอบเพียงปีละ 1 ครั้งเพื่อดูพัฒนาการเท่านั้น นั่นหมายความว่าเด็กไม่ได้ถูกกดดันจากระบบการวัดผล
ผู้สังเกตการณ์ยังต้องการเห็นรายละเอียดของกระบวนการประเมินและช่วยเหลือเด็กก่อนการประเมินใหญ่ใน ม.3 ว่าโรงเรียนมีวิธีช่วยให้เด็ก 40 คน ในห้องไปพร้อมกันได้อย่างไร
ประเด็นที่ 6: การสนับสนุนครูและระบบการศึกษาโดยรวม
รัฐบาลให้การสนับสนุนโรงเรียนเซินเจิ้นอย่างสูง สังคมให้คุณค่ากับครูและให้ค่าตอบแทนที่ดี ทำให้ครูมีความสุขและพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง
การควบคุมคุณภาพของรัฐบาลไม่ได้มีลักษณะเป็นผู้ตรวจสอบ แต่เป็น “เพื่อนคู่คิด/โค้ช” ให้กับครู
มีความยืดหยุ่นในการพัฒนาครู โดยครูสามารถเลือกไปพัฒนาตัวเองในเรื่องที่สนใจและเก็บชั่วโมงเองได้
การบ้านถูกลดภาระ ให้เด็กทำเพียง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงตามวัย และมีการออกแบบการบ้านที่แตกต่างกันไปตามความสามารถเฉพาะบุคคล
โรงเรียนจัดให้มีครูอยู่ดูแลเด็กหลัง 16:00 น. สำหรับเด็กที่ผู้ปกครองยังไม่เลิกงาน เพื่อช่วยดูการบ้านหรือพูดคุยกับเด็กที่ติดขัด
ประเด็นที่ 7: การนำไปต่อยอดที่รุ่งอรุณ
มีการวางแผนที่จะนำแนวคิดเรื่องการประเมินสมรรถนะไปต่อยอดในโจทย์ปิดเทอมของรุ่งอรุณ
ผู้สังเกตเห็นว่าโครงสร้าง Learning Area (LA) และ Quality Management (QM) ของรุ่งอรุณมีความสอดคล้องกับสิ่งที่โรงเรียนเซินเจิ้นกำลังทำอยู่
สิ่งที่น่าสนใจและน่าจะนำไปพัฒนาต่อคือ “ฐานกาย” ของเด็กประถม และต้องมีการพูดคุยอย่างจริงจังว่าทำไมโรงเรียนถึงเริ่มต้นจากฐานกายเป็นสำคัญ
ระบบที่ประสบความสำเร็จนี้ต้องอาศัยการทุ่มเทจากครูและการสนับสนุนทางการเงินที่ดีเพื่อให้บุคลากรคุณภาพเข้ามาพัฒนาเด็ก
ประเด็นที่ 8: บริบทของเมืองเซินเจิ้น
เซินเจิ้นถูกมองว่าเป็นโมเดลเมืองที่มีคุณภาพการศึกษาสูงและเป็นพื้นที่นวัตกรรมที่พร้อมเปลี่ยนแปลง
ระบบการศึกษาของเซินเจิ้นในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมากจากภาพจำในอดีตที่เน้นความเคร่งเครียดและกดดัน
มีการให้ความสำคัญกับการให้เด็กได้เรียน “โรงเรียนใกล้บ้าน” โดยมีการแบ่งเขตพื้นที่ ซึ่งช่วยลดเวลาเดินทางลงได้มาก การลดเวลาเดินทางนี้ช่วยให้เด็กมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมอื่นมากขึ้น
วันที่ ๖ ธันวาคม ทางโรงเรียนส่งลิ้งค์ใน WeChat ประชาสัมพันธ์การไปเยือนโรงเรียนของทีมเรา อ่านได้ที่ (๑)
- Tencent Education
เราไปเยี่ยมตอนบ่าย เวลา ๑๔ - ๑๗ น. โดยผู้อำนวยการสำนักงานที่กรุงเทพ ร่วมกับหัวหน้าแผนกการศึกษา (พนักงานกว่าสองร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นคนไทย) บินกลับมาต้อนรับพวกเราโดยเฉพาะ มาคุยกับเรา หลังจากเดินชมนิทรรศการโดยมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับอธิบายประมาณครึ่งชั่วโมง
AAR การศึกษาดูงานจาก Tencent ของทีมดูงาน
การฟังการนำเสนอของทีมงาน Tencent ที่ทำให้เราเห็นถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อาชีพ อุตสาหกรรม การเงิน การเดินทาง และเรื่องสำคัญอย่างยิ่งคือ การศึกษา ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่า เมื่อเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดความยากลำบากในการใช้ชีวิตของมนุษย์ สามารถที่จะเข้ามาทดแทนการทำงานหลาย ๆ ส่วนได้ เรียกได้ว่าเป็น platform อำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ได้เป็นอย่างดี คำถามคือ เมื่อเทคโนโลยีสามารถหยิบยื่นสิ่งต่าง ๆ ได้ขนาดนี้แล้ว บทบาทของครูจะเป็นอย่างไร
แน่นอนว่าเทคโนโลยีที่ทาง Tencent นำเสนอมานั้นล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น แต่เราไม่ควรละเลยหรือหลงลืมธรรมชาติของมนุษย์ที่จะต้องมีการสื่อสาร และเข้าถึงซึ่งกันและกัน (interconnectedness) หมายความว่า เทคโนโลยีของทาง Tencent นั้นสามารถสร้างทักษะเฉพาะ (hard skill) ให้กับผู้เรียนได้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่หายไปจากเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นที่นำเสนอมานั้นคือ ทักษะการเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน (soft skill) ที่ไม่ได้ถูกพูดถึงสักเท่าไหร่ ซึ่งผมคิดว่า อีกไม่นาน Tencent น่าจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่มีการ detect เรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นจะทำให้การใช้เทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดกับมนุษย์ ณ เวลานั้น แน่นอน
กล่าวโดยสรุป เมื่อเทคโนโลยีสามารถเข้าใจทั้ง hard skill และ soft skill ได้พร้อมกัน โลกของการศึกษาในอนาคตจะเป็นพื้นที่ที่เทคโนโลยีทำหน้าที่ “เสริมพลัง” ให้ครูมากกว่าจะเข้ามาแทนที่ บทบาท ครูในฐานะ “นักออกแบบการเรียนรู้” (learning designer) ที่มีข้อมูลคุณภาพสูงอยู่ในมือ จะทำให้การเรียนรู้ของมนุษย์ลึกซึ้ง เป็นรายบุคคล และตอบโจทย์ชีวิตจริงได้มากกว่าเดิม
ท้ายที่สุดนี้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่การพูดคุยครั้งนี้ เราไม่ได้เห็น AI platform อย่างละเอียด ฉะนั้นสำหรับการพูดคุยกับทาง Tencent ครั้งถัดไป เราจะต้อง ขอให้ทีมงาน demonstrate รายละเอียดของการทำงานแพลตฟอร์มที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเราให้ชัดเจน รวมถึงการคุยในเรื่องของค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจจะมีตัวเลือกหรือ package เช่น การเปิดรหัสให้ครูที่สามารถแอดนักเรียนเข้ามา ในระบบได้ แต่เป็นการคิดค่าใช้จ่ายสำหรับครูเท่านั้น เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อ เป็นข้อสังเกตประกอบการตัดสินใจ
- ถนนคนเดิน Dongmen Old Street ใกล้โรงแรมที่พัก
ไปกินอาหารเย็นที่เป็นอาหารหูหนาน บ้านเกิดเหมาเจ๋อตง ใส่พริกทุกจาน ที่ร้านอาหารบนชั้น ๕ ของศูนย์การค้า อาหารใส่พริกทุกจาน
วิจารณ์ พานิช
๔ ธ.ค. ๖๘
ห้อง ๙๐๐๑ โรงแรม Bobo Station, Shenzhen
รูป 690121
1 รร. ประถมมีสนามกีฬากว้างขวาง
2 รูปหมู่ที่ รร. ประถม
3 รูปหมู่ที่หน้าป้ายต้อนรับของโรงเรียน
4 มีสนามกีฬาที่กว้างขวาง
5 นักเรียนกล้าและมีชีวิตชีวา
6 คนกลางคือประธานชมรมผู้ปกครอง
7 ฟังครูอธิบายกิจกรรมในห้อง Maker Space
8 หน้าอาคารสำนักงานใหญ่ Tencent
9 ผู้จัดการสำนักงานกรุงเทพมาต้อนรับ
10 simulation การขับเรือเดินสมุทร
11 วงเสวนาที่ชั้น ๒๕ อาคาร Tencent
12 อีกมุมหนึ่งของวงเสวนา1