โรงเรียนรุ่งอรุณกับมูลนิธิสยามกัมมาจลจัดทริปดูงานที่เมืองเสินเจิ้น (Shenzhen)  และกวางโจว (Guangzhou) ทางใต้ของประเทศจีน วันที่ ๒ - ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๘   ผมมีบุญได้ร่วมคณะไปด้วย   

ทีมสยามกัมมาจลให้ข้อมูลสถานที่จะไปดูงานและเที่ยวมาอย่างดี และล่วงหน้าหลายสัปดาห์   เมื่อใกล้วันเดินทางผมค้นหนังสือเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองเสินเจิ้นได้เล่มหนึ่ง จึงถาม ChatGPT ว่า  “กรุณาสรุปประเด็นสำคัญในหนังสือ The Shenzhen Experiment : The Story of China's Instant City   มีข้อเรียนรู้สำคัญสำหรับประเทศไทย และการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลของประเทศไทยอย่างไรบ้าง”

ได้รับคำตอบดังนี้

ขอบคุณสำหรับคำถามที่ลึกและมีน้ำหนัก — หนังสือ The Shenzhen Experiment: The Story of China's Instant City (โดย Juan Du) ให้บทเรียนสำคัญหลายประการเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็ว    ภาพรวมของ “เมืองทันที (instant city)” และข้อจำกัดของการเลียนแบบโมเดลเชิงเดียว    ถ้านำมาพิจารณากับบริบท ประเทศไทย — มีข้อคิดที่ควรเอาไปพิจารณาอย่างจริงจัง ต่อไปนี้คือสรุปประเด็นสำคัญ + บทเรียน + ข้อเสนอสำหรับไทย

 

 ประเด็นสำคัญของ The Shenzhen Experiment

  1. เมือง “จากหมู่บ้านเกษตร” ไม่ใช่ “จากชานเมืองว่างเปล่า”
    • ผู้เขียนชี้ว่า ภาพลักษณ์ “ตำนานเมืองเปล่า — สร้างใหม่หมด” ของ Shenzhen เป็น “myth” (ตำนาน) ที่ไม่ตรงกับความจริง — ก่อน 1979 พื้นที่ที่กลายเป็น Shenzhen มีชุมชนเกษตร ชาวประมง หมู่บ้านหลายร้อยหมู่บ้าน สืบทอดวัฒนธรรมและการใช้ที่ดินแบบเก่า. (icas.asia)
    • หลังเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) การเติบโตของเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว — แต่ “รากเดิม” ของชุมชนเดิม (ชาวนา ชาวประมง แรงงานท้องถิ่น) มีบทบาทใหญ่: เป็นแรงงาน โรงงาน ที่อยู่อาศัยราคาถูก สร้างฐานทางสังคมให้เมืองเติบโต. (HKU Bulletin)
    • เมืองเติบโตอย่าง “จากล่างขึ้นบน + จากบนลงล่าง (bottom-up + top-down)” — ไม่ใช่แค่รัฐกำหนด (top-down) แต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ซับซ้อนของผู้คน ชุมชน ตลาด และนโยบาย. (OUP Academic)
  2. บทบาทของ “urban villages” — หมู่บ้านเก่าในเมืองใหญ่
    • ถึงแม้ Shenzhen จะกลายเป็นมหานครที่ทันสมัย มีอาคารสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ภายในเมืองยังมี “urban villages” (หมู่บ้านเก่า บ้านเช่า อาคารชั้นต่ำ) หลายร้อยแห่งที่พักอาศัยของแรงงานอพยพ จากทั่วจีน — ซึ่งช่วยรองรับแรงงานจำนวนมหาศาล ราคาถูก และยืดหยุ่น. (Asia by the Book)
    • “Urban villages” เหล่านี้ไม่ใช่ส่วนที่ “เมืองใหม่” ภูมิใจนัก — มักถูกมองว่าเป็นความยุ่งเหยิง — แต่ในความเป็นจริง พวกมันคือ “โครงสร้างพื้นฐานสังคม” ที่ช่วยให้เมืองรองรับการย้ายถิ่นใหญ่แบบเร่งด่วนได้. (Goodreads)
  3. ความซับซ้อนของที่ดิน การแทรกแซงของรัฐ และความขัดแย้งทางสังคม
    • เพื่อขยายเมือง รัฐต้องถือครอง/ยึดที่ดิน ทำลายหมู่บ้านเก่า — เกิดปัญหา “nail houses” (บ้านที่เจ้าของไม่ยอมย้าย) และความขัดแย้งระหว่างคนท้องถิ่นกับนักพัฒนา/รัฐ. (Asia by the Book)
    • การพัฒนาอย่างรวดเร็วมักมากับการลืม “ประวัติศาสตร์ชุมชน วัฒนธรรม และบริบทเดิม” — ถ้ามองแค่ผลผลิต (ตึกสูง โรงงาน สำนักงาน) แต่ไม่ดูผลกระทบต่อชุมชนเดิม อาจสูญเสีย “มรดกชุมชน” และความเป็นธรรมทางสังคมไป. (ICON Magazine)
  4. “แรงงาน + นวัตกรรม + โอกาส” รวมกัน — ไม่ได้มาจากรัฐเพียงอย่างเดียว
    • ความสำเร็จของ Shenzhen ไม่ใช่มาจากรัฐหรือผู้วางแผนเพียงฝ่ายเดียว แต่จาก “ผู้คนหลายล้านคน” — แรงงานอพยพ ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก — ที่อาศัย “โอกาส” และ “ความยืดหยุ่น” ในเมืองใหม่ สร้างธุรกิจ บริการ ที่อยู่อาศัย และฐานเศรษฐกิจ. (OUP Academic)
    • รัฐวางโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายเปิดเสรี (SEZ) และแรงจูงใจ — แต่สิ่งที่ทำให้เมือง “สำเร็จจริง” คือพลวัตทางสังคม (social dynamics) ของผู้คน. (arch.hku.hk)
  5. โมเดล Shenzhen ไม่ได้ “สำเร็จซ้ำได้ง่าย ๆ” (Not easily replicable)
    • แม้จีนพยายามสร้างเมืองใหม่หลายแห่งตาม “โมเดล Shenzhen” — ผลสำเร็จสุดท้ายกลับไม่เหมือนเดิม — เพราะหลายเมืองขาด “รากฐานชุมชนเดิม” ความยืดหยุ่นของแรงงาน และพลวัตทางสังคมแบบที่ Shenzhen มี. (arch.hku.hk)
    • ผู้เขียนเตือนว่าเมืองใหม่หรือประเทศอื่นที่พยายามเลียนแบบ “instant city” ควรใส่ใจบริบททางสังคม ประวัติศาสตร์ และชุมชน — ไม่ใช่แค่วางแผนสร้างเมืองใหญ่จาก zero. (icas.asia)

 

 บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย

จากเรื่องราวของ Shenzhen เราสามารถสกัดบทเรียนที่มีค่าสำหรับการพัฒนาประเทศไทย ดังนี้:

บทเรียน / ข้อคิด เหตุผล / ข้อมูลจาก Shenzhen ทำอย่างไรในไทย
อย่าเพียงมุ่ง “สร้างเมืองใหญ่” จากศูนย์  — ให้เคารพ “รากชุมชนเดิม”

เมืองใหญ่ที่สำเร็จที่สุด ไม่ได้ “เกิดจากศูนย์” แต่พัฒนาจากชุมชนเก่า + การอพยพ + พลวัตสังคม (OUP Academic)

 

เวลาพัฒนาเมืองใหม่ หรือขยายเมือง    กำหนด “แผนผังที่ดิน & ที่อยู่อาศัย” ที่รักษาอัตลักษณ์ชุมชนเดิม ส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่น และให้โอกาสชุมชนมีส่วนร่วม
ให้โอกาส “แรงงาน / ประชาชนทั่วไป /ผู้ประกอบการเล็ก” เป็นแกนพัฒนา แรงงานอพยพ + housing แบบยืดหยุ่น +ตลาด informal เป็นฐานให้เศรษฐกิจ     เติบโตจริง (Goodreads) ส่งเสริม SME, งานสร้างสรรค์, startup    ไม่ไม่เอาใจเฉพาะทุนใหญ่   เคารพและให้โอกาสกลุ่มฐานราก
การพัฒนาเมือง/อุตสาหกรรมต้องควบคู่     กับนโยบาย “ที่อยู่อาศัย &ที่ดินที่เป็น     ธรรม” บ้านเช่าราคาถูกจาก “urban villages”        เป็นกุญแจรับประชากรอพยพจำนวนมาก (Foreign Affairs) วางแผนที่อยู่อาศัยราคาย่อม, ตรวจสอบที่ดิน, ทำ zoning ที่เป็นธรรม, ป้องกันการไล่รื้อชุมชนจนผู้ย้ายเข้ามาไม่มีที่พัก
นโยบาย “เมือง / เขตเศรษฐกิจพิเศษ”        ควรสอดคล้องกับบริบททางสังคม-วัฒนธรรม และมี “พลวัตชุมชน” ไม่ใช่      แค่ top-down

โมเดล Shenzhen ใช้ทั้งการวางโครงสร้างโดยรัฐ + พลวัตจากผู้คนจริง — และความสำเร็จไม่ได้เกิดซ้ำได้ง่ายในเมืองใหม่หลายแห่ง (OUP Academic)

 

ถ้าจะทำ SEZ หรือเมืองพัฒนาใหม่ ควร      ทำ consultation กับชุมชน, สำรวจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ออกแบบให้มี       ความยืดหยุ่น และสร้างโอกาสให้คนทั่ว     ไปมีส่วนร่วมจริง ๆ
ให้ความสำคัญกับ “การผสมผสาน”     ระหว่างการวางแผน (infrastructure,     policy) กับ “ความยืดหยุ่นทางสังคม” (housing, informal sector, mobility) Success ของ Shenzhen มาจากทั้งโครง      สร้างพื้นฐาน + housing affordable +    แรงงานอพยพ + ตลาด informal +   นวัตกรรม (Goodreads) ไทยควรวางแผนพัฒนาเมือง/อุตสาห      กรรมควบคู่กับนโยบายสวัสดิการที่อยู่    อาศัย การเดินทาง และเปิดโอกาสให้ informal economy อยู่ได้ด้วยศักดิ์ศรี

 

 

 ข้อควรระวัง / ข้อจำกัดในการเลียนแบบโมเดล Shenzhen

  • “โมเดลเดียวไม่เหมาะกับทุกที่” — ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ชุมชน และเงื่อนไขโลกปัจจุบัน (globalization, climate change, inequality) ต่างจากจีนยุค 1979–2000 (arch.hku.hk)
  • ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม — การขยายเมืองอย่างรวดเร็วอาจทำให้สูญเสียพื้นที่สีเขียว ชุมชนเก่า และสร้างปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยราคาแพง (gentrification) (Asia by the Book)
  • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและแรงงาน — เมืองที่เน้นแรงงานอพยพและอุตสาหกรรมอาจเสี่ยงเมื่อโครงสร้างตลาดเปลี่ยน เช่น automation, global shifts (ScienceDirect)

 

 ข้อเสนอสำหรับไทย — ถ้าจะพัฒนาอย่าง “สมดุลและยั่งยืน”

  1. เมื่อพัฒนาเมืองใหม่ / เขตเศรษฐกิจ /นิคมอุตสาหกรรม — ให้เริ่มจาก “แผนผังที่อยู่อาศัย &โครงสร้างพื้นฐาน +ที่อยู่อาศัยราคาย่อม +ระบบขนส่ง +โอกาสแรงงาน” ไม่ใช่แค่โรงงานหรือโซนอุตสาหกรรม
  2. สร้างนโยบายที่เปิดโอกาส SME / ธุรกิจท้องถิ่น / informal sector — ไม่ใช่เฉพาะทุนใหญ่ — เพื่อให้ฐานเศรษฐกิจกว้างและยืดหยุ่น
  3. เคารพ “รากชุมชน / ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ทุกครั้งที่พัฒนาเมือง — ทำ urban planning โดยมีส่วนร่วมของชุมชน และให้มีพื้นที่สำหรับคนฐานราก ระวัง displacement / gentrification
  4. ออกแบบเมืองให้รองรับการเคลื่อนย้ายของประชากรอย่างยืดหยุ่น — ที่อยู่อาศัยราคาย่อม +ระบบขนส่ง +บริการสาธารณะ เพื่อให้ประชากรที่ย้ายเข้าเมืองใหม่สามารถตั้งตัวได้
  5. ใช้โมเดลพัฒนาแบบผสม (top-down + bottom-up) — รัฐวางโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายพื้นฐาน แต่เปิดโอกาสให้พลวัตจากประชาชน / ชุมชน /แรงงาน เพื่อให้เมืองมีชีวิตจริง

 

 ข้อคิดสำหรับประเทศไทย

หนังสือ The Shenzhen Experiment เตือนว่า “ความสำเร็จของเมืองสมัยใหม่” ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างหรือเมืองสวยอย่างเดียว — แต่เกิดจาก “ผู้คน ธุรกิจเล็ก ชุมชน ตลาด informal” ที่อยู่เบื้องหลังการเติบโต เราอาจฝันว่าอยากให้ไทยมีเมืองใหญ่ อุตสาหกรรมทันสมัย แต่ถ้าเราไม่สนใจคนเล็ก ชุมชน โรงงานเล็ก และโอกาสที่ทั่วถึง — เมืองอาจเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ “ความเป็นธรรม” และ “ความยั่งยืน” อาจหายไป

สำหรับผม (และเชื่อว่าคุณเช่นกัน) ถ้าประเทศไทยจะพัฒนา — ควรมอง “คน + ชุมชน +โอกาส” เป็นแกน ไม่ใช่แค่ “ตึก + โรงงาน + เมือง”

 

ถ้าท่านอนุญาต ผมสามารถ ร่าง 5–10 ข้อ “บทเรียนสำหรับนโยบายสาธารณะไทย” จากหนังสือเล่มนี้ — เหมาะกับการส่งให้ผู้กำหนดนโยบาย (policy-makers) — เผื่อเป็นกรอบคิดต่อยอดให้กับการวางแผนประเทศไทย. ท่านต้องการให้ผมเริ่มร่างให้เลยไหมครับ

 

ผมได้ “จุดจับจ้อง” สำหรับไปสังเกต ให้ได้เรียนรู้ในมิติที่ลึก

วิจารณ์ พานิช

 ๓๐ พ.ย. ๖๘