"การที่คนจำนวนมากเอาใจช่วยในความพยายามของทีมหมอนทองที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคอันหนักหน่วงจากทีมที่เหนือกว่า รวมทั้งเห็นอกเห็นใจในความพยายามของอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ ที่ในวันนี้แม้จะมีอายุล่วงเลยวัยเกษียณมาถึง 5 ปีแล้วก็ตาม แต่ชายผู้สูงวัยที่เป็นทั้งครูและโค้ชก็ยังเป็นสารถีคอยขับรถพาลูกศิษย์นักฟุตบอลเพื่อไล่ล่าความฝันของตนเอง"

                                                                                                                                อรรถการ สัตยพาณิชย์

    การแข่งขันฟุตบอลแชมป์กีฬา 7 สี ปี 2025 รอบชิงชนะเลิศระหว่าง “ทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา” จากจังหวัดฉะเชิงเทรา กับ “ทีมฟุตบอลโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท” เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ต้องบันทึกในหน้าประวัติกีฬาบ้านเราถึงกระแสฟุตบอลระดับมัธยมศึกษาที่ได้รับความสนใจจากผู้ชม จนสนามศุภชลาศัยแทบแตก
    แม้ผลการแข่งขัน ทีมโรงเรียนหมอนทองวิทยาจะพ่ายแพ้แก่ทีมโรงเรียน อบจ.ชัยนาท แต่โรงเรียนหมอนทอง โรงเรียนเล็ก ๆ จากฉะเชิงเทราแห่งนี้ ที่มีอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชเทวดาแห่งฟุตบอลขาสั้น ที่เคยผ่านการปลุกปั้นนักฟุตบอล ทั้งจากโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว และโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีมาก่อน ได้ก้าวมาทำหน้าที่เป็นทั้งครู โค้ช และเป็นเหมือนพ่อคนที่สองให้แก่ทีมโรงเรียนหมอนทอง รวมทั้งเป็นพลขับรถ 6 ล้อ ที่พร้อมบรรทุกความฝัน พาเด็ก ๆ ได้มีโอกาสมาดวลฝีเท้ากับหลายทีมดัง และได้โชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยมในรอบรองชนะเลิศ ด้วยการเอาชนะอัสสัมชัญศรีราชาไปอย่างท่วมท้น 6-3 ก่อนจะก้าวมาถึงรอบชิงชนะเลิศแบบเหนือความคาดหมาย
     ส่วนทีมโรงเรียน อบจ.ชัยนาท หรือ “นกใหญ่จูเนียร์” ด้วยชื่อชั้น และความพร้อมที่เหนือกว่า จากการที่เป็นอะคาเดมีอย่างเป็นทางการของทีม "ชัยนาท ฮอร์นบิล" สโมสรฟุตบอลดังแห่งไทยลีก 2 ที่ผลิตนักฟุตบอลป้อนเข้าสู่วงการลูกหนังไทยอย่างมากมาย จึงอยู่ในฐานะ Top dog ที่ใคร ๆ ต่างก็คิดว่ามีโอกาสจะเป็นผู้ชนะมากกว่า
    เมื่อวิเคราะห์ปรากฎการณ์ “หมอนทอง ฟีเวอร์” ผ่านมุมมองทางวิชาการ โดยใช้แนวคิด “จิตวิทยาสังคม”  และทฤษฎี “วิพากษ์” ก็สามารถอธิบายได้ว่าทำไม อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ และทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา ถึงกลายเป็น กระแสพูดกันสนั่นเมือง หรือ Talk of the town จนคนไทยต่างให้ความสนใจได้

Underdog Effect: ปรากฏการณ์การเอาใจช่วยผู้เสียเปรียบ
    คำว่า “การเอาใจช่วยผู้เสียเปรียบ” หรือ Underdog คนไทยอาจจะไม่คุ้นหู แต่มักจะคุ้นกับคำว่า “มวยรอง” มากกว่า แต่สำหรับรากฐานดังเดิมที่เป็นคำในภาษาอังกฤษว่า Underdog นั้น มาจากวงการ การต่อสู้ของสุนัข (Dog Fighting) ในสหรัฐอเมริกา โดย "Underdog" จะหมายถึง สุนัขที่ถูกล้มลงอยู่ใต้คู่ต่อสู้ 
    เอกลักษณ์ของ Underdog ที่เห็นได้ก็คือ ความเสียเปรียบที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร ได้แก่ เงินทุน งบประมาณ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีน้อยกว่า ประสบการณ์ สถิติ และขนาด/ความสามารถที่ด้อยกว่า นอกจากนี้ยังมีความคาดหวังที่ต่ำ จากทั้งสื่อมวลชน นักวิเคราะห์ และสาธารณชนส่วนใหญ่ที่ไม่เชื่อว่าพวกเขาจะชนะได้
    การอธิบาย Underdog Effect จึงเป็นการวิเคราะห์ผ่านปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาสังคม ให้เห็นว่าทำไมผู้คนถึงมักจะเลือกสนับสนุนฝ่ายที่ถูกมองว่ามี ความเสียเปรียบ (External Disadvantage) และมีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยกว่า โดยมีคำอธิบายทางวิชาการได้ดังนี้  
    1) ความเห็นอกเห็นใจและการเชื่อมโยง (Empathy and Relatability)  คนส่วนใหญ่มักเคยรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเป็นเหมือนมวยรอง ที่ถูกประเมินค่าต่ำ หรือต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเมื่อเราเห็นมวยรองที่กำลังพยายามต่อสู้ ก็มักจะทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องราวของเขากำลัง สะท้อนประสบการณ์ของเราเอง (Relatability) การเชียร์จึงเป็นเหมือนกับการเชียร์ความสามารถของตนเองในการเอาชนะอุปสรรค และเมื่อเห็นฝ่ายที่เสียเปรียบ เราจะเกิดความ เห็นอกเห็นใจ (Empathy) และอยากเห็นคนที่มีทรัพยากรน้อยกว่าประสบความสำเร็จเหนือกว่าคนที่มีความพร้อมได้บ้าง 
    เช่นเดียวกับการที่คนจำนวนมากเอาใจช่วยในความพยายามของทีมหมอนทองที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคอันหนักหน่วงจากทีมที่เหนือกว่า รวมทั้งเห็นอกเห็นใจในความพยายามของอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ ที่ในวันนี้แม้จะมีอายุล่วงเลยวัยเกษียณมาถึง 5 ปีแล้วก็ตาม แต่ชายผู้สูงวัยที่เป็นทั้งครูและโค้ชก็ยังเป็นสารถีคอยขับรถพาลูกศิษย์นักฟุตบอลเพื่อไล่ล่าความฝันของตนเอง จึงเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ ซึ่งจะแตกต่างจากความรู้สึกที่มีต่อโค้ชอนุสรณ์ ปานสันเทียะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนของทีมโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ที่ยังหนุ่มแน่นกว่า นอกจากนี้ในส่วนของนักฟุตบอลที่อยู่ในทีมก็ยังต้องซ้อมภายใต้อุปกรณ์ และสนามซ้อมที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ก็ยิ่งทำให้เพิ่มความสงสาร ความเห็นใจได้มากขึ้น
    2) ความต้องการความเป็นธรรม (Desire for Justice/Fairness) เพราะมนุษย์มักต้องการ "โลกที่ยุติธรรม" (Just-World Hypothesis) แต่เมื่อใดก็ตามเห็นการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ก็จะถูกกระตุ้นให้เข้าข้างฝ่ายที่เสียเปรียบ จะเห็นได้ว่าความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือความแตกต่างในด้านความพร้อมของทั้งสองโรงเรียน ทำให้กระแสการสนับสนุนให้แก่ทีมหมอนทองจึงมีมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินอัดฉีด รถบัส หรือสิ่งของต่าง ๆ เพราะคนจำนวนไม่น้อยต่างมองว่า “โลกใบนี้ช่างไม่ยุติธรรม” ช่างลำเอียงกับทีมหมอนทอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งอาจารย์สกล หรือแม้แต่นักฟุตบอลในทีมเองอาจไม่ได้คิดว่า “ความขาดแคลน” นั้นเป็นข้อจำกัดก็ได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดนี้ที่มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเพราะความบกพร่องของตัว Underdog เอง 
   3) ความตื่นเต้นจากสิ่งที่ไม่คาดคิด (The Thrill of the Unexpected) เป็นความเชื่อที่ว่าหากเมื่อใดก็ตามที่มวยรองชนะ ก็จะเกิดความตื่นเต้น และเป็นรางวัลทางอารมณ์ที่สูงมาก (Psychic Value) เพราะเป็นสิ่งที่ ไม่คาดคิด และยังช่วยปลดปล่อยจนทำให้เกิดความรู้สึกดีอย่างรุนแรง ดังจะเห็นได้จากผลการแข่งขันที่เหนือความคาดหมายของทีมโรงเรียนหมอนทองในรอบก่อนมาถึงนัดชิงชนะเลิศ ที่เอาชนะทีมที่ชื่อชั้นเหนือกว่า แม้ที่สุดแล้วมาพ่ายแก่ทีมโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ในนัดสุดท้ายก็ตาม แต่ก็ถือว่าเดินทางมาไกลกว่าที่คิด และเป็นชัยชนะที่น่าประทับใจ รวมทั้งยังเป็นความท้าทายในความคาดหวังของผู้คนอีกด้วย
    4) การหลีกเลี่ยงการถูกครอบงำ (Rooting Against the Top Dog) บางครั้งการเชียร์มวยรอง ไม่ได้หมายความว่าจะชอบมวยรอง แต่อาจเป็นการเชียร์ให้มวยที่เหนือกว่าแพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ชนะครองความสำเร็จมาเป็นเวลานาน จนเกิดความเบื่อหน่าย หรือรู้สึกว่าถูกครอบงำ (Top Dog Fatigue) และความพ่ายแพ้ของผู้ที่อยู่จุดสูงสุด อาจนำมาซึ่ง ความสะใจในความโชคร้ายของผู้อื่น (Schadenfreude)  แต่สำหรับข้อนี้อาจจะไม่เข้าข่ายที่คนจะแช่งชักหักกระดูกให้ทีมโรงเรียน อบจ.ชัยนาท พ่ายแพ้ เพราะความสำเร็จของการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ ทีมโรงเรียน อบจ.ชัยนาทก็เคยทำได้ดีและใกล้เคียงที่สุดเมื่อปี 2023 ที่เป็นรองแชมป์ อีกทั้งยังไม่ได้ผูกขาดชัยชนะในหลาย ๆ รายการ 
    5) การที่มองตนเองเป็น “Underdog” มักจะรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ บุคคล หรือองค์กรที่มีเรื่องราวการต่อสู้แบบ Underdog เหมือนกัน เป็นการใช้ทฤษฎีด้านอัตลักษณ์และแรงจูงใจ (Identity and Motivation Theory) มาอธิบาย ทฤษฎีนี้มักนิยมใช้ในการวิเคราะห์ผ่านมุมมองทางด้านการตลาด ที่เมื่อไหร่ก็ตามผู้บริโภคมองว่าตนเองเป็น "Underdog" ก็มักจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็น Underdog เหมือนกัน และสามารถกลายเป็น แรงจูงใจ ให้แก่ตัวบุคคลหรือทีมงาน จนนำไปสู่การเพิ่มความมุ่งมั่นเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จได้

มุมมองเชิงวิพากษ์: วิเคราะห์หมอนทองเชิงโครงสร้างอำนาจ 
       การเชียร์มวยรองสามารถมองผ่านมุมมองวิพากษ์ (Critical Perspective) ได้เช่นกัน ซึ่งสำนักคิดนี้มักมองว่าความสำเร็จส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้มักจะเป็นของ “ผู้ที่มีอำนาจ” หรือมี “ทรัพยากรมากกว่า” ดังนั้นการเชียร์มวยรอง จึงเป็นการ "ท้าทายอำนาจ" ในรูปแบบสัญลักษณ์ของ “คนตัวเล็ก” ต่อสู้กับ “คนตัวใหญ่” เป็นการสร้างความหวังและความเชื่อว่า “ความไม่เท่าเทียม” สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นการวิเคราะห์ผ่านแนวคิดวิพากษ์จะเป็นการมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านบริบททางสังคมและอำนาจ ภายใต้มิติต่าง ๆ ดังนี้ 
    1) การต่อสู้ทางชนชั้นและอำนาจ (Class and Power Struggle) มวยรองมักถูกมองเป็นตัวแทนของ คนธรรมดา หรือ ชนชั้นล่าง (The Little Guy) ที่ต่อสู้กับ อำนาจ/ระบบ (The System) หรือ ชนชั้นนำ (The Elite) การเชียร์มวยรองจึงเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของการต่อต้านอำนาจ หรือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ดังนั้นภาพการขับรถ 6 ล้อเก่า ๆ ของอาจารย์สกล เป็นภาพสะท้อนการเป็นชนชั้นล่าง จากโรงเรียนเล็ก ๆ ที่เด็กไม่ได้มีความพร้อมเหมือนกับเด็กในโรงเรียนใหญ่  แต่ในที่สุดแล้ว อาจารย์สกลก็สามารถทำให้เด็ก ๆ ได้ใช้โอกาสที่มีน้อยกว่า เป็นใบเบิกทางให้แก่ชีวิตของตนเองได้
    2) การสร้างความหวังในระบบทุนนิยม (Hope in Capitalism) เรื่องราวของมวยรองที่ประสบความสำเร็จ (Rags-to-Riches Story) ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งในวัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะในสังคมที่เชื่อใน "ความฝันแบบอเมริกัน" (American Dream) หรือสังคมทุนนิยม ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อเรื่องความสามารถในการสร้างเนื้อสร้างตัว ที่จะเป็นการช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนได้มีความฝันในความสำเร็จเช่นนี้บ้าง และจากปรากฏการณ์นี้ก็เชื่อได้ว่าน่าจะมีพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ค่อยดี ต่างพุ่งตรงไปหาอาจารย์สกลมากขึ้น เพื่อหวังที่จะช่วยสร้างความฝันให้แก่ลูก ๆ ของตนเองได้เป็นนักฟุตบอล และประสบความสำเร็จเหมือนที่เกิดขึ้นกับทีมหมอนทอง
    จากกรณีของ "หมอนทอง ฟีเวอร์" ไม่ได้เป็นเพียงความตื่นเต้นของการแข่งขันฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นกรณีศึกษาทางจิตวิทยาสังคมที่ทรงพลัง เพราะปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึง สัญชาตญาณความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ของผู้คนในสังคม ที่ปรารถนาจะเห็นผู้ที่มี โอกาสน้อยกว่า หรือ "มวยรอง" (Underdog) ได้รับพื้นที่และแสงสปอตไลต์แห่งความสำเร็จบ้าง นอกเหนือจากนี้ เรื่องราวของทีมหมอนทองยังเป็นสิ่งที่มากกว่าชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในสนาม แต่มันยังเป็นการ สร้างความหวัง และตอกย้ำความเชื่อที่ว่า ความมุ่งมั่น สามารถนำพาผู้ที่เริ่มต้นจากศูนย์ไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้ในสังคมทุนนิยม....