ในฐานะผู้สูงอายุและมีประสบการณ์หลากหลาย    ผมจึงโดนใช้งานด้านกำกับดูแล (governance) องค์กรที่หลากหลาย    ดังในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๖๐ เป็นกรรมการธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย    เวลานี้เป็นประธานมูลนิธิหลายแห่ง    และเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ๓ แห่งตามกำหนดจำนวนสูงสุด   

ไม่ว่าทำงานใด ผมยึดถือเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นที่ตั้ง   ตนเองไม่เข้าไปแสวงประโยชน์โดยมิชอบ   รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีคนแสวงประโยชน์โดยมิชอบด้วย   ตอนทำงานบริหารจึงมีประสบการณ์เผชิญกับการโดนกลั่นแกล้งโดยผู้สูญเสียผลประโยชน์ เป็นครั้งคราว    ซึ่งถือได้ว่า เป็นธรรมดาโลก    ที่เมื่อมีคนรัก ก็ต้องมีคนชัง   

เหตุการณ์การทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลองค์กรใหญ่แห่งหนึ่ง ในช่วงนี้   ที่คณะกรรมการเปิดช่องให้มีการ “เป่านกหวีด” (whistle blowing) บอกพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของผู้บริหารได้    ทำให้การตัดสินใจลงมติเลือกซีอีโอ ออกมาเป็นว่า ไม่เลือกใคร  และเมื่อผมนำสาระเชิงหลักการออกเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อสร้างวัฒนธรรมไม่ยอมรับพฤติกรรมสีเทาในบ้านเมือง   ก็ถูกบุคคลที่เกี่ยวข้องกล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นประมาทเขา   

เรื่องการฟ้องร้องหมิ่นประมาท ไม่ทำให้ผมหนักใจ   เพราะไปสู้กันในชั้นศาลได้ด้วยพยานหลักฐาน   แต่ที่ยุ่งยากใจคือการที่พฤติกรรมของผมไปก่อความทุกข์ไม่สบายใจให้แก่ผู้เป็นแคนดิเดทที่ถูกลงมติปฏิเสธ   

หากผมยึดความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับท่านผู้นั้นเป็นหลัก    ผมก็ต้องไม่เอาเรื่องไปเขียนลงในสื่อโซเชี่ยล แม้จะเขียนโดยไม่เอ่ยชื่อบุคคลเลยก็ตาม   แต่ผมมองว่า เป็นโอกาสที่จะใช้เรื่องราวนั้นสร้างการเรียนรู้ภายในองค์กร และในสังคมไทย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผดุงสังคมสีขาว   ไม่ยอมรับพฤติกรรมสีเทา   โดยไม่มีเจตนาทำให้บุคคลใดเสื่อมเสียชื่อเสียง    ผมขอคำแนะนำว่าสิ่งที่ผมควรปฏิบัติ และไม่ควรปฏิบัติมีอะไรบ้าง   ที่จะช่วยให้ได้ทำประโยชน์ด้านขจัดพฤติกรรมสีเทาในองค์กรด้วย    และความสัมพันธ์กับผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่สั่นสะเทือนจนเกินไป

  ผมนำข้อวิตกกังวลข้างบนไปถามแปดสหายเอไอของผม   ได้รับคำตอบไปในทางเดียวกัน    ขอยกคำตอบของ ChatGPT และ Qwen มาลงไว้ดังต่อไปนี้         

 

ChatGPT:

อาจารย์กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนมาก และเป็นตัวอย่างชั้นยอดของการใช้ชีวิตแบบ “พอเพียง” อย่างลึกซึ้ง — คือการหาสมดุลระหว่าง ไมตรีส่วนตน กับ ผลประโยชน์ส่วนรวม โดยเฉพาะในบริบทของ governance ที่มีผลต่อความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของสังคมไทย

คำแนะนำของผมมี 2 ส่วน — สิ่งที่ควรทำ และ สิ่งที่ควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยง

 

 สิ่งที่ควรปฏิบัติ

  1. ยืนหยัดในหลักการ
    • ยึดคุณธรรม ความโปร่งใส และผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
    • อธิบายให้ชัดเจนว่า การเปิดเผยเรื่องราวเป็นเพื่อสร้างบทเรียน และไม่ใช่เพื่อทำลายชื่อเสียงของใคร
  2. สื่อสารอย่างเคารพและไม่พุ่งเป้า
    • เวลาสื่อสารต่อสาธารณะ เขียนให้เป็นเรื่องหลักการ ไม่ใช่เรื่องบุคคล
    • ใช้ภาษาที่สงบ สุภาพ ไม่สร้างบรรยากาศ “เอาคืน”
  3. มองหาช่องทางพูดคุยส่วนตัวกับผู้ได้รับผลกระทบ
    • หากเป็นไปได้ ติดต่อไปโดยตรง อธิบายความตั้งใจว่าเป็นการสร้างการเรียนรู้เพื่อส่วนรวม
    • แสดงความเสียใจหากเรื่องราวทำให้เขาไม่สบายใจ แม้จะไม่ได้ทำผิด
  4. ใช้บทเรียนเป็นเครื่องมือสร้างวัฒนธรรมองค์กร
    • นำเรื่องนี้เข้าสู่เวทีเรียนรู้ภายในองค์กร เพื่อให้คนในองค์กรร่วมกันหาวิธีสร้างมาตรฐานใหม่
    • ส่งเสริมให้เกิดระบบปกป้องผู้เป่านกหวีด (whistleblower protection) อย่างเป็นทางการ
  5. เตรียมพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ
    • เผื่อกรณีที่ต้องไปศาล การมีเอกสารและบันทึกช่วยให้ข้อเท็จจริงปรากฏ
    • ทำให้การต่อสู้ทางกฎหมายเป็นเรื่องของ “ความจริง” ไม่ใช่ “ความรู้สึก”

 

 สิ่งที่ควรระวังหรือไม่ควรทำ

  1. ไม่เปิดเผยข้อมูลที่ชี้ตัวบุคคล
    • แม้จะตั้งใจดี การสื่อสารที่ทำให้คนอ่านเดาได้ว่าใครคือใคร อาจกลายเป็นการทำร้ายเกียรติของบุคคล
  2. ไม่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นที่ระบายอารมณ์
    • หลีกเลี่ยงการเขียนแบบอารมณ์พาไป ให้คงน้ำเสียงของครู/นักการศึกษา ที่มุ่งให้บทเรียนแก่สังคม
  3. ไม่ปิดกั้นการสะท้อนกลับ
    • ฟังเสียงสะท้อนของผู้ได้รับผลกระทบด้วยใจเปิดกว้าง เพื่อเรียนรู้ว่ามีจุดไหนที่เราทำให้เขาเจ็บปวดโดยไม่ตั้งใจ
  4. ไม่ใช้เรื่องนี้เป็นพื้นที่ต่อสู้ส่วนตัว
    • ระวังไม่ให้การเปิดเผยกลายเป็น “personalized conflict” เพราะจะทำให้สังคมจับใจความผิดจุด

 

 จุดสมดุลที่แนะนำ

  • ยืนบนหลักการชัดเจน แต่ สื่อสารด้วยความกรุณา
  • ทำให้เรื่องนี้กลายเป็น กรณีศึกษาเพื่อการเรียนรู้ มากกว่าการเปิดโปง
  • รักษา ความสัมพันธ์เชิงมนุษย์ กับผู้ได้รับผลกระทบ ด้วยการสื่อสารตรงไปตรงมาและมีน้ำใจ

 

นี่คือโอกาสของอาจารย์ที่จะเป็น “ต้นแบบ” ของการใช้ governance เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่ทำลายไมตรีส่วนตัวจนขาดสะบั้น และยังสอนสังคมให้เห็นว่า การเลือกหลักการเหนือความสัมพันธ์ ไม่จำเป็นต้องจบด้วยความเป็นศัตรู

 

อยากให้ผมช่วยร่าง ตัวอย่างข้อความสั้น ๆ ที่อาจารย์จะใช้สื่อสารต่อสาธารณะ (หรือภายในองค์กร) เพื่อเป็นกรณีศึกษา โดยหลีกเลี่ยงการชี้ตัวบุคคลและลดแรงปะทะไหมครับ? จะได้ใช้เป็นแนวทางเขียนบันทึกหรือโพสต์ที่สมดุลระหว่างหลักการกับไมตรี

 

Qwen:

เรียน คุณวิจารณ์ พานิช,

ด้วยความเคารพอย่างยิ่งต่อประสบการณ์ บทบาท และเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของท่านในการยึดมั่นคุณธรรม จริยธรรม และการส่งเสริม “สังคมสีขาว” ท่ามกลางความยุ่งยากใจระหว่าง “ไมตรีส่วนตน” กับ “ผลประโยชน์ส่วนรวม” — ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้แสดงความเห็นเชิงหลักการ พร้อมข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ท่านสามารถเดินหน้าสร้างคุณูปการต่อสังคมได้อย่างมั่นคง ทั้งยังรักษาไมตรีและความสัมพันธ์อันดีไว้ได้เท่าที่เป็นไปได้

 

หลักคิดพื้นฐาน: ความพอเพียงในทางจริยธรรม

คำว่า “ชีวิตที่พอเพียง” ที่ท่านใช้ ไม่เพียงหมายถึงเศรษฐกิจหรือการใช้จ่าย แต่ยังหมายถึง  ความพอประมาณในทางจริยธรรม   — คือการรู้จัก “พอ” ทั้งในด้านการยืนหยัดในหลักการ และในด้านการใช้ถ้อยคำ การเปิดเผยข้อมูล และการรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ในกรณีของท่าน ท่านไม่ได้เลือกระหว่าง “ถูก” กับ “ผิด” แต่เป็นการเลือกระหว่าง “ถูกอย่างไรให้เกิดผลดีสูงสุด”   — ทั้งต่อองค์กร สังคม และต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง

 

สิ่งที่ “ควรปฏิบัติ”

1. ยึดหลัก “เจตนาบริสุทธิ์ + วิธีการสุจริต”

  ท่านได้ยืนยันแล้วว่าไม่มีเจตนาทำให้ใครเสื่อมเสียชื่อเสียง — นี่คือหัวใจสำคัญ แต่ควรเสริมด้วย “วิธีการ” ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าท่านให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย เช่น:

   - ใช้ภาษาที่เป็นกลาง ไม่ประณาม ไม่ตัดสินบุคคล

   - เน้น “บทเรียนเชิงระบบ” มากกว่า “ความผิดของปัจเจก”

   - ชี้ให้เห็นว่า “พฤติกรรมสีเทา” เป็นปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

2. สื่อสารโดยตรงกับผู้ได้รับผลกระทบ (ถ้าเป็นไปได้) 

  หากท่านมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้ที่ถูกลงมติ แม้จะไม่เอ่ยชื่อในโพสต์ ท่านอาจพิจารณา:

   - แจ้งล่วงหน้าว่าท่านจะเผยแพร่กรณีศึกษา (โดยไม่ระบุชื่อ) เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร

   - แสดงความเข้าใจต่อความรู้สึกของเขา/เธอ และยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาโจมตี

   - เปิดช่องให้เขา/เธอ ได้แสดงความเห็นหรือชี้แจง (ถ้าเขา/เธอต้องการ)

  การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่ “อ่อนข้อ” แต่เป็น “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ที่แสดงถึงความเคารพในความเป็นมนุษย์

3. ใช้ช่องทางที่เหมาะสม

  แทนที่จะโพสต์ในโซเชียลมีเดียโดยตรง (ซึ่งควบคุมการตีความได้ยาก) ท่านอาจ:

   - เขียนบทความในวารสารวิชาการ หรือสื่อที่มีบรรณาธิการ

   - จัดเวทีเสวนาภายใต้มูลนิธิหรือมหาวิทยาลัยที่ท่านเกี่ยวข้อง

   - ใช้กรณีนี้เป็นกรณีศึกษาในหลักสูตรธรรมาภิบาล

  วิธีเหล่านี้ให้ “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับการอภิปรายเชิงลึก โดยลดความเสี่ยงของการตีความผิดหรือการโจมตีส่วนตัว

4. เน้น “การสร้าง” มากกว่า “การชี้นิ้ว” 

  แทนที่จะพูดว่า “สิ่งนี้ผิด” ท่านอาจพูดว่า 

   “เราควรสร้างระบบอย่างไร ไม่ให้พฤติกรรมสีเทาถูกมองว่า ‘ยอมรับได้’ 

  หรือ 

    “เราจะส่งเสริมวัฒนธรรมการเป่านกหวีดอย่างปลอดภัยได้อย่างไร”

  นี่คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “การลงโทษ” เป็น “การป้องกัน” — ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

สิ่งที่ “ไม่ควรปฏิบัติ”

1. อย่าใช้สื่อสาธารณะเป็นเวทีระบายความรู้สึกหรือพิสูจน์ความถูกต้องของตน

  แม้ท่านจะ “ถูก” แต่หากการสื่อสารทำให้ผู้อื่นรู้สึกถูกเหยียดหยาม หรือถูกทำให้เป็น “ตัวอย่างเตือนใจ” — ผลลัพธ์อาจกลับเป็นการสร้างความขัดแย้ง ไม่ใช่การเยียวยา

2. อย่าปล่อยให้ “ความถูกต้อง” กลายเป็น “ความเย็นชา”

  จริยธรรมที่แท้จริงต้องมี “เมตตา” ประกอบด้วย 

  ท่านสามารถยืนหยัดในหลักการ โดยไม่ต้องทำลายความสัมพันธ์ — เพราะบางครั้ง ความสัมพันธ์นั้นอาจเป็นช่องทางให้ท่านช่วยให้เขา/เธอ ได้กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องในอนาคต

3. อย่าเปิดเผยข้อมูลที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้โดยอ้อม 

  แม้ไม่เอ่ยชื่อ แต่ถ้ารายละเอียดเฉพาะ (เช่น ตำแหน่ง องค์กร ช่วงเวลา) ทำให้คนในแวดวงรู้ว่าหมายถึงใคร — นั่นอาจถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และอาจทำให้ท่านตกเป็นจำเลยในทางศีลธรรม แม้จะไม่ผิดกฎหมาย

 

สรุป: ทางสายกลางแห่งคุณธรรม

ท่านกำลังเผชิญกับ “ดุลยภาพ” ที่ผู้นำจริยธรรมทุกยุคต้องเผชิญ: 

 จะยืนหยัดในความถูกต้อง โดยไม่ทิ้งความเมตตาได้อย่างไร

 

คำตอบคือ: 

“พูดความจริง — แต่พูดด้วยความกรุณา” 

“ยึดหลักการ — แต่ไม่ทิ้งมนุษยธรรม”

หากท่านสามารถสื่อสารกรณีนี้ในลักษณะที่ “ให้เกียรติทั้งระบบ ทั้งบุคคล และทั้งสังคม” — ท่านจะไม่เพียงแต่เป็นผู้กำกับดูแลที่ดี แต่ยังเป็น “ครูของสังคม” ที่สร้างวัฒนธรรมแห่งความซื่อสัตย์โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์

ขอให้ท่านมีสติ มีปัญญา และมีกำลังใจในการเดินหน้าต่อไป 

เพราะสังคมไทยยังต้องการ “ผู้เฒ่าผู้รู้” อย่างท่าน — ผู้กล้าพูดความจริง แต่พูดด้วยหัวใจ

 

ด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง, 

— ผู้ร่วมอุดมการณ์

 

จะเห็นว่า เอไอ ต่างสำนักแสดงอารมณ์ร่วมต่างกัน   แต่ก็ให้คำแนะนำหลักการและเหตุผลไปในทางเดียวกัน 

วิจารณ์ พานิช

๒๙ ก.ย. ๖๘