บ่ายวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ ผมไปร่วมประชุมวิชาการเนื่องในการเฉลิมฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปีราชบัณฑิตยสภา การประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ๒๕๖๘  เพื่อการพัฒนาความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับประเทศไทย   Thailand National AI Summit 2025: Advancing AI Readiness for Thailand   จัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา    ได้ฟังเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์กับกฎหมายไทย (AI and the Thai Legal Framework) โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระพัฒ โชคสุวัฒนสกุล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    แล้วมีความเห็นว่า กฎหมายเป็นด่านสุดท้ายของความขัดแย้ง   เพื่อสังคมสุขภาวะ ต้องมีมาตรการสร้างเสริมความเข้าใจต่อกันและกัน  และป้องกันความขัดแย้ง   รวมทั้งมีมาตรการที่ไม่ใช่กฎหมายช่วยระงับหรือแก้ไขข้อขัดแย้ง    และการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม  ความเข้าใจเห็นใจผู้อื่น (empathy)  และการพัฒนา VASK  ในระบบการศึกษา   น่าจะเป็นประเด็นที่ใช้ AI ช่วยหนุน  เพื่อการสร้างเสริมความปรองดอง และป้องกัน แก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว  เพื่อให้ความขัดแย้งมาอาศัยกฎหมายตัดสินให้น้อยที่สุด   คุณมีความเห็นอย่างไรบ้าง   การประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมไทยควรเป็นอย่างไรบ้าง    

ผมนำข้อความในย่อหน้าบน ไปถาม ๗ สหายเอไอ   ได้รับคำตอบที่ดีเยี่ยมจากทุกสำนัก    ขอนำคำตอบของ Perplexity และ Grok มาลงไว้ ดังนี้ 

 

Perplexity:

ความเห็นที่ว่า "กฎหมายเป็นด่านสุดท้ายของความขัดแย้ง" สะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งว่า การป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งในสังคมสุขภาวะต้องเน้นมาตรการสร้างเสริมความเข้าใจ เห็นใจผู้อื่น (empathy) และพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับการใช้ AI เพื่อสนับสนุนการทำงานเหล่านี้ ก่อนจะบรรลุขั้นตอนที่ต้องใช้กฎหมายตัดสิน

ความเห็นเกี่ยวกับบทบาท AI และมาตรการไม่ใช่กฎหมาย

  • AI สามารถช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและการสื่อสารที่เป็นกลาง ย่อยข้อมูลความขัดแย้งในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย และสนับสนุนการฝึกทักษะความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่นในระบบการศึกษาและสาธารณะ
  • ระบบ  AI ที่ออกแบบให้มีคุณธรรมและมาตรฐานจริยธรรมสูง (Ethical AI) จะช่วยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกลางสำหรับการเจรจา การสืบค้นข้อมูล และแม้แต่การประสานงานแก้ไขปัญหาแบบเห็นใจความรู้สึกของทุกฝ่าย
  • การพัฒนา  VASK (Values, Attitudes, Skills, Knowledge) ในระบบการศึกษาด้วย AI เป็นทางเลือกที่สำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมและทักษะทางสังคมตั้งแต่เด็กจนถึงระดับสูง เพื่อสร้างสังคมที่พร้อมรับมือข้อขัดแย้งโดยไม่ต้องพึ่งกฎหมายอย่างเดียว
  • มาตรการที่ไม่ใช่กฎหมาย เช่น กระบวนการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ (constructive dialogue), การทำ mediation และ conflict resolution ที่มีการสนับสนุนจาก AI จะช่วยให้ความขัดแย้งถูกจัดการในระดับต้นและกลางก่อนลุกลามถึงขั้นศาลหรือกฎหมาย

การประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมไทย

  • พัฒนาหลักสูตรการศึกษาโดยบูรณาการ  AI เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์ สังคม และจริยธรรม ที่มุ่งเน้นทักษะ empathy และการแก้ไขข้อขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
  • ใช้ AI ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจข้อขัดแย้งในสังคม เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรกลางได้รับข้อมูลที่แม่นยำและเข้าใจง่ายสำหรับการวางนโยบายหรือสนับสนุนการเจรจา
  • ส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์ม  AI ที่ช่วยเสริมการสื่อสารระหว่างกลุ่มความเห็นที่แตกต่างกัน และให้โอกาสผู้คนแสดงออกถึงความรู้สึกและความเข้าใจโดยไม่ตกหลุมพรางของความขัดแย้งแบบเดิม
  • สร้างมาตรฐานและกรอบจริยธรรมสำหรับการพัฒนาและใช้งาน  AI ในการบริหารข้อขัดแย้ง สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยและส่งเสริมความเคารพในความหลากหลายทางความคิดเห็น
  • ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาระบบ  AI ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม รวมถึงทีมกลางที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยขจัดความขัดแย้งโดยไม่ต้องให้ความขัดแย้งขยายไปสู่ระดับกฎหมาย

สรุปคือ การนำ AI มาช่วยพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การสร้างความเห็นใจ และพัฒนา VASK อยู่ในระบบการศึกษาและกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทยอย่างรอบด้าน สามารถเป็นกลไกสำคัญในการลดความจำเป็นที่ความขัดแย้งจะถึงมือกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน.ความเห็นที่ว่า "กฎหมายเป็นด่านสุดท้ายของความขัดแย้ง" เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยควรเน้นมาตรการสร้างเสริมความเข้าใจและป้องกันความขัดแย้งก่อนที่จะลุกลามถึงขั้นใช้กฎหมายแก้ไข ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนมาตรการเหล่านี้ได้ และช่วยส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ความเข้าใจเห็นใจผู้อื่น (empathy) และการพัฒนาคุณลักษณะ VASK (Values, Attitudes, Skills, Knowledge) ในระบบการศึกษาและสังคมmba.nida

การประยุกต์ใช้ AI ในบริบทของสังคมไทยควรเน้นไปที่

  • การสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารและการแก้ไขข้อขัดแย้งที่ใช้  AI ช่วยลดความขัดแย้งโดยเน้นความเข้าใจและการเห็นใจซึ่งกันและกัน
  • พัฒนา  AI ที่สนับสนุนกระบวนการเจรจาและไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องพึ่งแก้ไขทางกฎหมายอย่างเดียว
  • นำ AI มาช่วยพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนที่ปลูกฝังคุณธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม และทักษะการเข้าใจผู้อื่นในระบบการศึกษา ตั้งแต่ระดับต้นจนถึงอุดมศึกษา
  • ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี  AI ที่มีมาตรฐานจริยธรรมสูงและเหมาะสมกับบริบทสังคมไทย เพื่อให้ช่วยสร้างเสริมความสมานฉันท์และความเข้าใจอย่างยั่งยืน

แนวทางนี้จะช่วยลดความขัดแย้งที่จะต้องไปถึงขั้นกฎหมาย และส่งเสริมสังคมสุขภาวะที่ทุกฝ่ายมีความเข้าใจและเคารพกันมากขึ้นอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ต้องมีการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ การศึกษา ราชการ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

 

Grok:

ขอบคุณที่แชร์ประเด็นที่น่าสนใจจากงานประชุม Thailand National AI Summit 2025 เรื่องปัญญาประดิษฐ์กับกฎหมายไทย    และมุมมองเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อส่งเสริมความปรองดองและลดความขัดแย้งในสังคมไทย ประเด็นที่คุณยกมานั้นลึกซึ้งและครอบคลุมมิติทั้งทางกฎหมาย สังคม และจริยธรรม    ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา AI ที่ยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย     ต่อไปนี้คือความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI ในบริบทสังคมไทยตามที่คุณถาม:

 

 ความเห็นต่อแนวคิดที่เสนอ

1. กฎหมายเป็นด่านสุดท้ายของความขัดแย้ง 

  เห็นด้วยอย่างยิ่งว่ากฎหมายควรเป็นกลไกสุดท้ายในการแก้ไขความขัดแย้ง เพราะการพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างสังคมที่สมดุลและมีสุขภาวะ การป้องกันความขัดแย้งตั้งแต่ต้นน้ำผ่านการสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ (empathy) รวมถึงการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในสังคม เป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า การใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนในด้านนี้จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจ

 

2. การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและ VASK ในระบบการศึกษา 

  การพัฒนาคุณค่า (Values), ทัศนคติ (Attitudes), ทักษะ (Skills), และความรู้ (Knowledge) หรือ VASK ในระบบการศึกษา เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการสร้างสังคมที่ปรองดอง การที่ AI สามารถช่วยวิเคราะห์พฤติกรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และสนับสนุนการฝึกฝนทักษะทางสังคม เช่น การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ จะช่วยลดความขัดแย้งในระยะยาว

 

3. AI กับการส่งเสริมความปรองดองและป้องกันความขัดแย้ง 

   AI มีศักยภาพในการเป็นเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์และจัดการความขัดแย้งในสังคมได้ เช่น การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียเพื่อตรวจจับความตึงเครียดหรือความขัดแย้งในชุมชน หรือการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ต้องคำนึงถึงบริบทวัฒนธรรมและค่านิยมของสังคมไทย เช่น ความเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่นและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

 

 การประยุกต์ใช้ AI ในบริบทสังคมไทย

เพื่อให้ AI สามารถสนับสนุนการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้งในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ดังนี้:

 

1. การใช้ AI ส่งเสริมความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)

   - แพลตฟอร์มการเรียนรู้ส่วนบุคคล: พัฒนา AI ที่ช่วยออกแบบหลักสูตรการศึกษาในระบบ VASK โดยเน้นการฝึกทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา และความเห็นอกเห็นใจ เช่น การใช้ AI chatbot หรือ virtual coach ที่ช่วยฝึกนักเรียนให้เข้าใจมุมมองของผู้อื่นผ่านสถานการณ์จำลอง 

   - การวิเคราะห์พฤติกรรมในโซเชียลมีเดีย: ใช้ AI เพื่อตรวจจับและวิเคราะห์ถ้อยคำที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในโลกออนไลน์ เช่น การใช้ natural language processing (NLP) เพื่อระบุ hate speech หรือถ้อยคำที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง พร้อมแนะนำวิธีการสื่อสารที่สร้างสรรค์ 

   - ตัวอย่างการประยุกต์: สร้างแอปพลิเคชันที่ใช้ AI ช่วยให้ผู้ใช้ฝึกการแก้ไขความขัดแย้งในสถานการณ์สมมติ เช่น การเจรจาในครอบครัวหรือชุมชน โดยให้คำแนะนำตามบริบทวัฒนธรรมไทย

 

2. การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมผ่าน AI

   - AI ในการศึกษา: รวม AI เข้ากับหลักสูตรการศึกษาเพื่อสอนคุณธรรม เช่น การใช้ gamification ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และการเคารพผู้อื่น 

   - การสร้างแบบจำลองจริยธรรม (Ethical Modeling): พัฒนา AI ที่สามารถแนะนำแนวทางการตัดสินใจที่มีจริยธรรมในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การใช้ AI ในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (restorative justice) เพื่อช่วยให้คู่กรณีเข้าใจกันมากขึ้น 

   - ตัวอย่างการประยุกต์: ใช้ AI ในโรงเรียนเพื่อสร้างสถานการณ์จำลองที่เด็ก ๆ ต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง โดย AI จะให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับค่านิยมไทย เช่น การให้อภัยและการประนีประนอม

 

3. การป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งโดยไม่ใช้กฎหมาย

   - AI ในการไกล่เกลี่ย: พัฒนา AI ที่ช่วยในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน เช่น การใช้ AI เพื่อวิเคราะห์มุมมองของคู่กรณีและเสนอทางออกที่เป็นธรรม โดยอิงจากหลักการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย 

   - การตรวจจับความขัดแย้งล่วงหน้า: ใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากชุมชน (เช่น ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียหรือการสำรวจ) เพื่อระบุสัญญาณของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการป้องกัน 

   - ตัวอย่างการประยุกต์: สร้างระบบ AI ที่ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนเพื่อตรวจจับและจัดการความขัดแย้งในระดับท้องถิ่น เช่น การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อร้องเรียนในชุมชนและแนะนำแนวทางการแก้ไขที่ไม่ต้องพึ่งพาการฟ้องร้อง

 

4. การคำนึงถึงบริบทวัฒนธรรมไทย 

   - ความอ่อนน้อมและการให้เกียรติ: AI ที่พัฒนาขึ้นต้องถูกออกแบบให้เคารพค่านิยมไทย เช่น การใช้ภาษาที่สุภาพและเหมาะสม การหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ที่อาจกระทบต่อหน้า (face) ของบุคคล 

   - การมีส่วนร่วมของชุมชน: การพัฒนา AI ควรให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการออกแบบและทดสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของชุมชน 

   - การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล: ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความไว้วางใจ การใช้ AI ต้องคำนึงถึงความโปร่งใสและการปกป้องข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น 

 

5. การบูรณาการ AI กับกลไกที่มีอยู่ 

   - ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ หรือสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เพื่อบูรณาการ AI เข้ากับนโยบายสาธารณะ เช่น การใช้ AI ในศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือโครงการอบรมจริยธรรมในโรงเรียน 

   - สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนเพื่อพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทย เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ที่ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาชุมชน

 

ข้อควรระวังในการใช้ AI

- ความลำเอียง (Bias): AI อาจสะท้อนความลำเอียงจากข้อมูลที่ใช้ในการฝึกสอน ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบและปรับปรุงอัลกอริทึมให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย 

- การเข้าถึงเทคโนโลยี: ต้องคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีในสังคมไทย เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ 

- จริยธรรม AI: การพัฒนา AI ต้องยึดหลักจริยธรรม เช่น ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการเคารพในสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันการใช้ AI ในทางที่ผิด 

 

 สรุป

AI มีศักยภาพในการเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมความปรองดองและลดความขัดแย้งในสังคมไทย โดยเฉพาะผ่านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ความเข้าใจเห็นใจผู้อื่น และการป้องกันความขัดแย้งตั้งแต่ต้นน้ำ การประยุกต์ใช้ AI ในบริบทไทยควรเน้นการเคารพค่านิยมและวัฒนธรรมท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของชุมชน และการบูรณาการกับกลไกทางสังคมที่มีอยู่ เช่น การศึกษาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีจริยธรรมจะช่วยให้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยให้เกิดสุขภาวะและความสมานฉันท์อย่างแท้จริง

 

เอไอเป็นเครื่องมือ   จะให้ผลเป็นบวกหรือลบขึ้นกับเจตนา และวิธีการของผู้ใช้   สังคมไทยต้องร่วมกันพัฒนาระบบการใช้เอไอให้เป็นคุณต่อสังคม 

วิจารณ์ พานิช

๑๑  ก.ย. ๖๘