การประชุมวิชาการ HTASiaLink ครั้งที่ ๑๒ จัดที่สิงคโปร์ โดย ACE แห่ง SSHSPH NUS เป็นเจ้าภาพหลัก   จัดที่ Singapore Expo อันใหญ่โตมโหฬาร ระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๘   วันที่ ๒๒ เป็นสุดท้ายของการประชุม   เริ่มด้วย Plenary  3  เวลา ๒ ชั่วโมง   +๙.๐๐ -๑๑.๐๐ น.   

Plenary 3: Translating HTA into Impactful Results: Value-Based Healthcare

The session discusses how HTA helps to achieve value-based healthcare (VBHC), showcasing the importance of implementation strategies to drive adoption of cost-effective health technologies, and measurement systems to understand the impact of HTA on health outcomes and healthcare systems. International health economics outcomes research, translation of evidence to policy guidelines at a national level, the role of price volume agreements and risk sharing agreements in VBHC, and perspectives on the practical application of VBHC towards tangible measurable outcomes will be discussed

จุดสนใจอยู่ที่การมีระบบสุขภาพที่ส่งผลเชิงคุณค่าต่อบุคคล (ไม่ใช่ต่อผู้ป่วย)   และผมขอเพิ่มเติมว่า ต่อสังคมด้วย   เน้นที่การมีสุขภาวะดี   ไม่ใช่ที่การรักษาโรค   สุขภาวะดีทั้งระดับบุคคล และระดับสังคม   รวมทั้งระบบสุขภาพก็มีสุขภาพดีด้วย      

มีผู้นำเสนอ ๔ ท่าน ตามหัวข้อ ดังนี้

  1. VBHC Through the Lens of Health Economics Outcomes Research (HEOR)  โดย Dr. Joanne Yoong ISPOR VBHC Task Force Chief Executive Officer, Research for Impact  โดยท่านเป็นอาจารย์ที่ NUS ด้วย

ช่วยให้ผมได้รุ้จัก VBHC – Value-Based Health Care   และ HEOR – Health Economics and Outcome Research   และได้เรียนรู้การสนธิพลัง (synergy) ระหว่าง VBHC กับ HEOR

 

โดยยึดองค์ประกอบของคุณค่า (value) ๑๒ ด้านตาม ISPOR Value Flower (2018)   

ผมได้เรียนรู้ ความเหมือนและความต่างระหว่าง HTA กับ VBHC ตามในรูป    ซึ่งจะเห็นว่า เน้นข้อมูลหลักฐานหลักต่างกัน  คือ VBHC เน้น real-world evidence    ส่วน HTA เน้น scientific evidence 

 

 

  1. Role and Use of HTA in Implementing Value-Based Healthcare: The Singapore Story  โดย Ms. Liang Lin, Head (HTA) Agency for Care Effectiveness Ministry of Health, & Adjunct Assistant Professor, SSHSPH, NUS, Singapore 

 มีการกล่าวถึง AVBC – Appropriate Value-Based Health Care   เป็นรูปแบบของ VBHC ที่ปรับปรุงขึ้นในสิงคโปร์   เพื่อสนอง payor (คือกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์) มากขึ้น   โดยนิยามว่า value = patient health outcome / incremental Dollars spent    เพื่อผลด้านสุขภาพที่ดีที่สุด โดยจ่ายน้อยที่สุด   เพื่อความยั่งยืนของระบบสุขภาพ    ในขณะที่วิทยากรท่านแรกนิยามว่า  VBHC = Outcomes / Cost   และ HTA = Cost / Outcomes   

AVBC มุ่งสนองทั้งผลประโยชน์ของผู้ป่วย และของระบบสุขภาพ    มีการนำ VBP – Value-Based Pricing ร่วมกับบริษัทยาสมัยใหม่ราคาแพงลิบ   ร่วมกับข้อมูลหลักฐานจาก HTA ในการนำผลิตภัณฑ์ราคาแพงลิบเหล่านั้นมาใช้ในสิงคโปร์    โดยมอง value ในมุมมองที่กว้าง ตาม ISPOR Value Flower    ผลที่เกิดคือราคาผลิตภัณฑ์ลดลงร้อยละ ๔๐ - ๖๐  และกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์สามารถครอบคลุมผลิตภัณฑ์ได้กว้างขึ้น     

  1. Value-Based Healthcare Through the Thai HTA Lens: Insights, Impact, and Impediments  โดย Dr. Yot Teerawattananon (นพ. ยศ ตีระวัฒนานนท์) Assistant Secretary General, Health Intervention and Technology Assessment Program (HITAP), Ministry of Public Health, Thailand  และศาสตราจารย์ของ  SSHSPH, NUS, Singapore 

เป็นการนำสภาพปัจจุบันบางเรื่องของระบบสุขภาพไทย ที่ไม่เป็นไปตาม VBHC   คือหลงจ่ายตามแต่ละบริการที่ให้ (pay for service) ไม่ได้จ่ายตามชุดการดูแล (bundle payment)   ทำให้เกิดบริการราคาแพงโดยไม่จำเป็น    ตัวอย่างสำคัญคือเรื่องอัตราการผ่าตัดคลอด ที่ในประเทศไทยสูงถึงร้อยละ ๓๕ - ๔๐ ของการคลอด ในขณะที่องค์การอนามัยโลกบอกว่าอัตราไม่ควรสูงกว่าร้อยละ ๑๐ - ๑๕   เป็นเพราะทุกฝ่ายสมประโยชน์กัน   อีกตัวอย่างหนึ่งคือข้อมูลสถิติการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบลดลงในช่วงโรคโควิดระบาด   ที่บ่งชี้ว่าในภาวะปกติมีการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบโดยไม่ได้เป็นโรคนี้จริง เพื่อหารายได้จากการผ่าตัด  ทำให้ค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพสูงโดยไร้ประโยชน์ หรือในหลายกรณีเกิดโทษด้วยซ้ำ    ที่คุณหมอยศเรียกว่า low-value care   เป็นข้อจำกัดของ HTA ที่ยังเข้าไม่ถึงปัญหาของระบบสุขภาพหลายประเด็น       

  1. Developments in Value Frameworks to Inform the Allocation of Healthcare Resources  โดย  Dr. Wija Oortwijn, Senior Lecturer Radboud University Medical Center, The Netherlands & Chair, Insured Package Advisory Committee National Health Care Institute

เป็นการนำเสนอที่เน้นระบบสุขภาพ    เน้นสร้างกรอบด้านคุณค่า สำหรับช่วยให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพไม่พุ่งกระฉูด  นำประสบการณ์ในประเทศ EU มาแชร์    โดยมีข้อสรุปว่า

ดำเนินรายการโดย Dr. Li-Ying Huang (Grace) Senior Director, Division of Health Technology Assessment, Center for Drug Evaluation, ไต้หวัน   

เป็นช่วงการประชุมที่ประเทืองปัญญาผมมากที่สุดในสามวัน    ได้เห็นพลวัตของ HTA และเครื่องมือชิ้นใหม่ๆ สำหรับยกระดับระบบสุขภาพ   ให้มีทั้งคุณภาพ ประสิทธิภาพ  ความเสมอภาค  และความคุ้มค่า    โดยต้องใช้เครื่องมือหลายชิ้นประกอบกัน   ภายใต้ความซับซ้อนของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 

ส่วนตัวของผม มองว่าระบบสุขภาพที่ดี และประหยัด ต้องเน้นที่การสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค    ดังกรณีที่ช่วงแรกๆ HTA ไทยประเมินเรื่องวัคซีน   และผมอยากเห็นการประเมินผลการประหยัดที่ได้จากมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ประชาชนดูแลตัวเอง และดูแลกันเอง   

ผมอยากได้ข้อสรุปว่า เส้นทางสู่ระบบสุขภาพที่ดีผ่านหลักการ VBHC   ต้องมีการพัฒนาเชิงระบบอย่างไรบ้าง    ต้องลดปัจจัยลบอะไรบ้าง อย่างไร   ต้องเพิ่มปัจจัยบวกอะไรบ้าง  อย่างไร   บริบทไทยต่างจากบริบทของประเทศรายได้สูงอย่างไรบ้าง    เพื่อรองรับการพลิกผันใน ๑๐ ปีข้างหน้า    ระบบสุขภาพไทยต้องพัฒนา VBHC  และมาตรการอื่นๆ อย่างไรบ้าง 

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนทั้งหมดไปถามห้าสหายเอไอของผม   และเลือกคำตอบของ Chat GPT และ Gemini มาลงไว้ ดังนี้   

 

Chat GPT:

เสนอแนวทางมาเป็น “แผนที่ทาง” ให้เลยครับ—ยึดสิ่งที่คุณสังเคราะห์จาก Plenary 3 แล้วแปลเป็น ระบบงาน VBHC ที่เดินได้จริงในไทย โดยแบ่งเป็น  (ก) เส้นทางพัฒนาเชิงระบบ  (ข) ลดปัจจัยลบ/เพิ่มปัจจัยบวก  (ค) ความต่างไทย vs ประเทศรายได้สูง และ (ง) ยุทธศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า (พร้อมตัวอย่างโครงการเร่งด่วน)

 

1) เส้นทางสู่ VBHC ในไทย: จากหลักการสู่ระบบงาน

แกนคิด: “Value = ผลลัพธ์สุขภาพที่คน/สังคมได้รับ ÷ ทรัพยากรที่ใช้” และใช้ HTA เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน “สิ่งที่คุ้มค่า” ให้เกิด การใช้งานจริง (implementation)

A. ตั้ง “กรอบคุณค่าแห่งชาติ” (National Value Framework)

  • ยึด 3 วงแหวน: ผลลัพธ์สุขภาพ (รวม PROMs/PREMs), ความเป็นธรรม (equity/DCEA), และความคุ้มค่า (CEA/BIA)
  • ใช้แนว “Appropriate VBHC (AVBC)” แบบสิงคโปร์: value = patient outcomes / incremental baht spent แต่ขยายให้ครอบคลุม “ผลลัพธ์ระดับสังคม” (productivity, caregiver burden, social participation)

B. ทำให้ “หลักฐาน → การจ่ายเงิน → การเข้าถึง” ลื่นไหล

  • ผูก HTA → แบบจ่ายเงิน: จาก DRG/FFS ไปสู่  bundle/episode-based payment และ capitation พร้อมคุณภาพ (P4P)
  • ตั้งกลไก Value-Based Pricing / Risk- & Outcome-based Agreements กับยานวัตกรรม/อุปกรณ์แพง โดยใช้เงื่อนไขจ่ายตามผลจริง (coverage with evidence development)
  • ใช้ Real-World Evidence (RWE) เป็นเชื้อเพลิง—HTA (หลักฐานวิทยาศาสตร์) + HEOR (RWE/ผลลัพธ์จริง) เกาะเกี่ยวกัน

C. วัดผลลัพธ์ให้จับต้องได้

  • นิยาม Core Outcome Sets รายสาขา (เช่น สูติกรรม, มะเร็ง, หัวใจ, เบาหวาน) รวม PROMs/PREMs
  • ทำ VBHC Dashboard แห่งชาติ (ระดับประเทศ/เขต/หน่วยบริการ) เชื่อมผลลัพธ์-ต่อ-ต้นทุน-ต่อ-ความเสมอภาค

D. บูรณาการ “ป้องกัน–สร้างเสริมสุขภาพ” เข้ากับ VBHC

  • ใช้ HTA กับ มาตรการป้องกัน/behavioral & community interventions อย่างเป็นระบบ (วัคซีน, เลิกบุหรี่/เหล้า, โภชนาการ, กิจกรรมทางกาย)
  • ตั้ง “Prevention Value Pack” เป็นชุดบริการชุมชนที่จ่ายแบบ bundle + shared savings (โรงพยาบาล-อปท.-ชุมชน แบ่งปันผลประหยัด)

E. กำกับข้อมูล/ธรรมาภิบาล

  • แพลตฟอร์ม RWE แห่งชาติ (ลิงก์ข้อมูล 43 แฟ้ม, e-claims, คลินิกเวชปฏิบัติ, แลบ/ภาพถ่ายรังสี, registry) + ระบบยินยอมข้อมูล (consent) ที่โปร่งใส
  • ตั้ง คณะกรรมการ VBHC ร่วม (สธ./สปสช./กรมบัญชีกลาง/อย./HITAP/วิชาชีพ/ผู้ป่วย/เอกชน) เพื่อจัดลำดับความสำคัญและแก้คอขวดแบบ one-stop

 

2) ลดปัจจัยลบ / เพิ่มปัจจัยบวก (ทำอะไร–อย่างไร)

ลดปัจจัยลบ (Low-Value Care & แรงจูงใจบิดเบือน)

  1. Fee-for-Service ที่กระตุ้นปริมาณ
    • ทางแก้: ขยาย bundle/episode payment (เช่น แม่และเด็ก, ผ่าตัดทั่วไป), global budget + quality gates, และ prior authorization เฉพาะเทคโนโลยีราคาแพง
  2. ความแปรปรวนการรักษา/overuse (เช่น อัตราผ่าตัดคลอดสูง, ไส้ติ่ง/เข่าข้อ)
    • ทางแก้: appropriateness criteria ระดับชาติ + peer benchmarking + audit & feedback + shared decision-making (SDM) ที่ใช้สื่อความรู้ผู้ป่วย
  3. ราคายา/เทคโนโลยีสูง
    • ทางแก้: Value-Based Pricing & Managed Entry Agreements (price-volume, outcomes-based), เจรจาร่วมข้ามสังกัด, ใช้ real-time RWE ต่อรอง
  4. ข้อมูลกระจัดกระจาย/วัดผลลัพธ์ไม่ครบ
    • ทางแก้: มาตรฐาน PROMs/PREMs, ตัวชี้วัด equity, data linkage (HDC-eClaim-registry) + data governance ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูล
  5. กำลังคน/ทักษะ HEOR-HTA-implementation ยังไม่พอ
    • ทางแก้: HTA Academy (ร่วม HITAP/มหาวิทยาลัย/ผู้จ่าย/หน่วยบริการ) + career track นักเศรษฐศาสตร์สุขภาพ/วิทย์ข้อมูล/implementation scientist

เพิ่มปัจจัยบวก (เครื่องเร่ง VBHC)

  1. HTA + HEOR + RWE เชื่อมถึงกัน → ตัดสินใจไวแต่รอบคอบ
  2. โครงสร้างจ่ายเงินหนุนคุณค่า: bundle, capitation-P4P, shared savings
  3. ผู้ป่วย/สังคมมีเสียง: PROMs, PREMs, patient involvement ในคณะอนุกรรมการ
  4. ป้องกันโรคเป็นหัวใจ: งบส่งเสริมสุขภาพเชื่อมกับผลลัพธ์ระดับชุมชน
  5. ข้อตกลงกับอุตสาหกรรมแบบ win-win: ลดราคา/จ่ายตามผลจริง → ขยายการเข้าถึง

 

3) ไทย vs ประเทศรายได้สูง (HIC): บริบทที่ต้องออกแบบให้เหมาะ

  • โครงสร้างผู้จ่ายหลายกองทุน (บัตรทอง/ประกันสังคม/สวัสดิการข้าราชการ)  → ต้องมี กรอบคุณค่าเดียวกัน แต่ยืดหยุ่นวิธีจ่าย
  • โรงพยาบาลรัฐพึ่งรายได้บริการ → เปลี่ยนแรงจูงใจต้องทำแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” (phase-in) พร้อมกันชนทางการเงิน
  • ข้อมูล RWE มีแต่กระจัดกระจาย → เน้น “เชื่อมที่สำคัญก่อน” (priority registries + claims) แล้วค่อยขยาย
  • ทรัพยากรบุคคลจำกัด/ภาระงานสูง → VBHC ต้องลดงานเอกสาร ไม่ใช่เพิ่ม (digital by default, chart-lite)
  • สุขภาวะสังคมสำคัญ (อุบัติเหตุ, เบาหวาน, ความดัน, PM2.5) → ชุดมาตรการชุมชน/นโยบายสาธารณะ ต้องอยู่ในกรอบ “คุณค่า” เช่นกัน ไม่ใช่สนใจเฉพาะงานซ่อมโรค

 

4) มองไปข้างหน้า 10 ปี (พร้อม Generative AI)

บทบาท Generative AI (ถ้าออกแบบกำกับดี):

  • Evidence synthesis อัตโนมัติ: สรุป systematic reviews/แนวทางเวชปฏิบัติ/เคสจริง เพื่อหนุน HTA & guideline แบบรวดเร็ว
  • RWE analytics: ค้นหารูปแบบ low-value care, ทำนายความเสี่ยงรายบุคคล/ชุมชน, สร้างแบบจำลอง DCEA ตามเขตและกลุ่มประชากร
  • Clinical & Patient-facing: เครื่องมือ shared decision-making ที่สื่อสารภาษาคน, บอทช่วยกรอก  PROMs/PREMs, โค้ชสุขภาพส่วนบุคคล
  • ความเสี่ยง: อคติข้อมูล/ความเป็นส่วนตัว/ความโปร่งใส  → ต้องมี AI governance สำหรับสุขภาพ (มาตรฐานข้อมูล, audit, model cards)

ไมล์สโตน 3 ระยะ

  • 0–2 ปี (วางรางรถไฟ)
    1. ออก National Value Framework + ตัวชี้วัดผลลัพธ์หลัก
    2. ตั้ง VBHC Committee/Office ร่วม สธ.–สปสช.–กรมบัญชีกลาง–อย.–HITAP–ผู้ป่วย–เอกชน
    3. เปิด 3–5 โครงการนำร่องแบบ episode/bundle (แม่และเด็ก/ข้อเข่า/PCI/ไตวาย/มะเร็งบางชนิด) + ตั้ง 3 registry สำคัญ
    4. ทำ playbook VBP/MEA ระดับชาติ และเริ่มสัญญาต้นแบบ 2–3 รายการ
    5. เริ่มเก็บ PROMs/PREMs ผ่านช่องทางใช้ง่าย (เช่น แอป/LINE)
  • 3–5 ปี (ขยายผลและปรับแรงจูงใจ)
    1. ขยาย bundle/episode + capitation-P4P เข้าครอบคลุม 40–60% ของค่าใช้จ่ายหลัก
    2. ตั้ง VBHC Dashboard สาธารณะระดับเขต/จังหวัด
    3. ใช้ RWE-based price/risk-sharing เป็นมาตรฐานสำหรับเทคโนโลยีราคาแพง
    4. ฝัง SDM + appropriateness criteria ในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์
    5. เปิด HTA Academy และทุนวิจัย implementation/HEOR
  • 6–10 ปี (ระบบสุกงอมและยืดหยุ่น)
    1. การจ่ายเงินเชื่อมผลลัพธ์เป็นค่าปกติ (default)
    2. Prevention Value Pack ครอบคลุมทุกอปท. พร้อม shared savings ชัดเจน
    3. นโยบายการเข้าถึงนวัตกรรม “ทันเวลาแต่ปลอดภัย” ด้วย coverage with evidence development
    4. AI-assisted VBHC ครบวงจร พร้อมกรอบกำกับจริยธรรม/ความเป็นส่วนตัว

 

5) ตัวอย่าง “โครงการเร่งด่วน” ที่แปลงเวที Plenary เป็นการปฏิบัติ

  1. Bundle สูติกรรมลด C-section เกินจำเป็น
    • ชุดบริการตั้งครรภ์-คลอด-หลังคลอด + PROMs (ประสบการณ์/การฟื้นตัว) + SDM
    • เป้าหมาย: ลด C-section ที่ไม่จำเป็น, ลดภาวะแทรกซ้อนแม่-เด็ก, คุณภาพสูงแต่จ่ายเท่าที่คุ้มค่า
  2. Risk-/Outcome-based agreement ยานวัตกรรม 2 กลุ่ม (เช่น มะเร็ง/โรคหายาก)
    • จ่ายตามผลลัพธ์ (response/survival) หรือคืนเงินถ้าไม่ถึงเกณฑ์, ใช้ registry เก็บ RWE
  3. Appropriateness + Audit & Feedback ในผ่าตัดเลือกได้ (appendectomy/arthroscopy/knee replacement)
    • เกณฑ์เหมาะสมระดับชาติ, เบนช์มาร์กโรงพยาบาล, รายงานสาธารณะรายเขต
  4. Prevention Value Pack: เบาหวาน-ความดัน
    • จ่ายแบบ bundle ให้เครือข่าย รพ.–รพ.สต.–อปท.–ชุมชน (โภชนาการ/กิจกรรมทางกาย/เลิกบุหรี่)
    • แบ่งปัน shared savings เมื่อ HbA1c/ความดัน/อัตราเข้า รพ. ดีขึ้น
  5. VBHC Dashboard จังหวัดนำร่อง
    • โชว์ผลลัพธ์-ต้นทุน-ความเสมอภาค (รวม PROMs/PREMs) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงข้อมูล

 

สรุปสั้น

  • เอา HTA (วิทยาศาสตร์) มาคล้องแขนกับ HEOR/RWE (โลกจริง) ใต้กรอบ AVBC แบบไทยๆ ที่วัด “คุณค่า” ทั้งระดับบุคคลและสังคม
  • ปรับ วิธีจ่ายเงิน ให้หนุนคุณค่า (bundle/capitation-P4P/MEA)
  • วัด ผลลัพธ์ที่คนแคร์จริง (PROMs/PREMs + equity) ผ่านแดชบอร์ดสาธารณะ
  • ลงทุน ป้องกันโรค–สร้างเสริมสุขภาพ แบบ VBHC
  • ใช้ Generative AI เป็นเครื่องเร่ง แต่มีกรอบกำกับเข้มแข็ง

ถ้าต้องการ ผมทำ แผ่นเดียว (1-pager) “VBHC Thailand Roadmap” พร้อม KPI หลักต่อสาขา และลิสต์งาน 100 วันแรก ให้คุณนำไปคุยในวงนโยบาย/วิชาการได้ทันทีครับ

 

Gemini:

จากการเข้าร่วมการประชุม HTASiaLink และข้อมูลที่คุณได้แบ่งปัน ผมขอสรุปเส้นทางสู่ระบบสุขภาพที่ดีผ่านหลักการ Value-Based Healthcare (VBHC) รวมถึงแนวทางการปรับตัวสำหรับประเทศไทย ดังนี้ครับ

1. เส้นทางสู่ระบบสุขภาพที่ดีผ่าน VBHC: ปัจจัยบวกและปัจจัยลบ

เส้นทางสู่ระบบสุขภาพที่เน้นคุณค่าต้องอาศัยการลดปัจจัยลบและเพิ่มปัจจัยบวกอย่างเป็นระบบ ดังนี้:

ลดปัจจัยลบ:

  • ลด Low-Value Care: จากตัวอย่างในประเทศไทยที่ นพ. ยศ ตีระวัฒนานนท์ ยกขึ้นมา ทั้งเรื่องการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นและการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบที่อาจเกินจริง แสดงให้เห็นถึงการบริการที่ไม่ได้สร้างคุณค่าแต่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย การลดพฤติกรรมนี้ต้องอาศัยการเปลี่ยนระบบการจ่ายเงินจาก Pay-for-Serviceเป็น Bundled Payments หรือการจ่ายตามชุดการรักษา เพื่อจูงใจให้โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ร่วมกันดูแลผู้ป่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในต้นทุนที่เหมาะสม
  • ลดความไม่โปร่งใส: การนำ Health Technology Assessment (HTA) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี จะช่วยป้องกันพฤติกรรมแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเพิ่มความโปร่งใสในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง

 

เพิ่มปัจจัยบวก:

  • สร้างความร่วมมือที่หลากหลาย: ระบบสุขภาพที่ดีไม่สามารถสร้างได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การสร้างกลไกที่เชื่อมโยง Payers (ผู้จ่าย เช่น สปสช. หรือบริษัทประกัน), Providers (ผู้ให้บริการ), และ Patients (ผู้ป่วย) เข้าด้วยกันอย่างมีส่วนร่วมเป็นสิ่งสำคัญ
  • ใช้เครื่องมือประเมินแบบผสมผสาน: การใช้ HTA เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ การนำเครื่องมืออื่น ๆ มาประกอบ เช่น ISPOR Value Flower หรือ AP-7D HTA จะช่วยให้การประเมินครอบคลุมมิติที่สำคัญ เช่น ผลกระทบทางสังคมและมุมมองของผู้ป่วย ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจที่รอบด้านและเป็นธรรมมากขึ้น .
  • เน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค: ดังที่คุณได้ตั้งข้อสังเกต การลงทุนในมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ประชาชนสามารถดูแลตัวเองและดูแลกันเองได้ เช่น การประเมินความคุ้มค่าของวัคซีนหรือมาตรการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาวและยกระดับสุขภาวะของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

2. บริบทของไทยกับประเทศรายได้สูง

บริบทของประเทศไทยมีความแตกต่างจากประเทศรายได้สูงในหลายประเด็น:

  • การเงินการคลัง: ประเทศไทยมีทรัพยากรด้านสุขภาพที่จำกัดกว่า ทำให้การตัดสินใจด้านการลงทุนต้องมีความรอบคอบอย่างยิ่ง และ HTA มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด
  • โครงสร้างประชากร: ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องมีนโยบายที่เน้นการดูแลผู้สูงอายุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งแตกต่างจากประเทศรายได้สูงที่อาจมีระบบการดูแลผู้สูงอายุที่พัฒนามานานแล้ว
  • ความเหลื่อมล้ำ: ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพยังเป็นปัญหาสำคัญในไทย การใช้หลักการ VBHC จะต้องคำนึงถึงความเสมอภาคอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีและบริการใหม่ ๆ จะไม่จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนที่มีรายได้สูง

 

3. การพัฒนา VBHC และมาตรการอื่น ๆ ในประเทศไทยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงใน 10 ปีข้างหน้า

  • สร้างกลไก HTA ที่ยืดหยุ่น: HTA ของไทยต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่นและรวดเร็วขึ้น เพื่อประเมินเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุค AI และ Personalized Healthcare    นอกจากนี้ ควรเน้นการใช้ Real-World Evidence (RWE) มากขึ้น  เพื่อให้การประเมินสะท้อนผลลัพธ์ที่แท้จริงในบริบทของไทย
  • ลงทุนใน Digital Health และ AI: ภาครัฐและโรงพยาบาลควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน  Digital Health และ AI เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลและนำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล
  • ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงรุก: เน้นนโยบายที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงรุกและป้องกันโรคในชุมชน เพื่อลดความจำเป็นในการรักษาโรคในโรงพยาบาล และลดภาระของระบบสุขภาพโดยรวม
  • สร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค: HITAP และหน่วยงานในไทยควรใช้ประโยชน์จากการเป็นผู้นำด้าน  HTA ในอาเซียนเพื่อสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่นในโครงการ ASEAN HTA Harmonization ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างมาตรฐานร่วมกันในภูมิภาค
  • ปรับเปลี่ยนค่านิยม: การปรับเปลี่ยนระบบสุขภาพให้เป็นไปตามหลักการ  VBHC ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนค่านิยมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ให้บริการ, ผู้ป่วย, และผู้กำหนดนโยบาย ให้มองที่ "คุณค่า" ที่แท้จริงของบริการสุขภาพมากกว่าเพียงแค่ตัวเงินที่จ่ายไป

 

จะเห็นว่า คำถามเดียวกัน เอไอต่างสำนักตอบด้วยสไตล์แตกต่างกัน แม้จะมีทิศทางเดียวกัน    ChatGPT เน้นเสนอทั้งหลักการและวิธีดำเนินการ   ส่วน Gemini เน้นเสนอหลักการ    ฟังเสียงหลายๆ เอไอ ช่วยให้มองเห็นโอกาส (และข้อจำกัด) ชัดเจนขึ้น  

วิจารณ์ พานิช

๒๔ ส.ค. ๖๘