กรุณาสรุปสาระสำคัญในหนังสือ Global Perspectives on Education Research  จัดทำโดย WERA    มีประเด็นที่วงการวิจัยการศึกษาไทยควรนำมาดำเนินการอย่างไรบ้าง    มีประเด็นที่ไทยทำอยู่แล้วอย่างไรบ้าง   มีประเด็นที่ไทยทำผิดทางอย่างไรบ้าง   กสศ. ควรร่วมมือกับ WERA ในการพัฒนานักวิจัยการศึกษาไทยอย่างไรบ้าง   

ผมนำเอาข้อร้องขอข้างบนไปถามสหายเอไอทั้งห้าของผม    ได้คำตอบที่มีประโยชน์มาก    และเลือกคำตอบของ Gemini  และ Copilot มาลงไว้

 

Gemini :

นิตยสาร Global Perspectives on Education Research จัดทำโดย World Education Research Association (WERA) เป็นหนังสือที่รวบรวมผลงานวิจัยด้านการศึกษาจากนักวิชาการทั่วโลก โดยมุ่งเน้นมุมมองข้ามวัฒนธรรม ข้ามชาติ หรือเชิงเปรียบเทียบ เพื่อทำความเข้าใจความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาการศึกษาทั่วโลก เนื้อหาโดยรวมมักจะจัดแบ่งเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่ นโยบายการศึกษา (Education Policy), การสอนและการเรียนรู้ (Teaching and Learning), บริบทของโรงเรียนและผลลัพธ์ของนักเรียน (School Context and Student Outcomes), และการประเมินและการวัดผล (Assessment and Measurement)

หนังสือเล่มนี้ (และแนวคิดของ WERA โดยรวม) ชี้ให้เห็นว่า การวิจัยด้านการศึกษาในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายระดับโลกที่ซับซ้อน เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม, ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม, ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่างๆ (เช่น โควิด-19), และความตึงเครียดระหว่างการศึกษาเพื่อการแข่งขันระดับโลกกับการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองโลก

 

สาระสำคัญหลักจาก Global Perspectives on Education Research (WERA)

โดยสรุป สาระสำคัญหลักที่ WERA และหนังสือเล่มนี้มักจะเน้นย้ำ ได้แก่:

  1. ความสำคัญของบริบท (Context Matters): การวิจัยการศึกษาต้องเข้าใจว่าปัจจัยทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในแต่ละพื้นที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ การนำโมเดลจากประเทศหนึ่งไปใช้อีกประเทศหนึ่งต้องมีการปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น
  2. ประเด็นความเหลื่อมล้ำและการสร้างความเป็นธรรม (Equity and Social Justice): การวิจัยมุ่งเน้นไปที่วิธีที่การศึกษาจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบของความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน รวมถึงการศึกษาสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กผู้ลี้ภัย
  3. นโยบายการศึกษาเชิงเปรียบเทียบและการเรียนรู้ร่วมกัน (Comparative Education Policy & Learning): การศึกษาแนวปฏิบัติด้านนโยบายการศึกษาจากประเทศต่างๆ เพื่อเรียนรู้จุดแข็ง จุดอ่อน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
  4. นวัตกรรมการสอนและการเรียนรู้ (Innovative Teaching & Learning): การศึกษาแนวทางใหม่ๆ ในการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อความท้าทายของโลกสมัยใหม่ เช่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในการจัดการเรียนรู้ทางไกล
  5. การวัดผลและการประเมินที่ครอบคลุม (Comprehensive Assessment & Measurement): ไม่ใช่แค่การวัดผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ แต่รวมถึงการประเมินทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 คุณลักษณะผู้เรียน และการสร้างความพร้อมในการเรียนรู้
  6. การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย (Stakeholder Involvement): ความสำคัญของการที่ผู้ปกครอง ครอบครัว ชุมชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโรงเรียนและนโยบายการศึกษา

 

ประเด็นที่วงการวิจัยการศึกษาไทยควรนำมาดำเนินการ

จากสาระสำคัญข้างต้น วงการวิจัยการศึกษาไทยควรนำประเด็นเหล่านี้มาปรับใช้และดำเนินการอย่างเร่งด่วน:

  1. วิจัยเชิงนโยบายที่อิงหลักฐานและบริบทไทย:
    • เน้นการวิจัยเชิงประจักษ์ (Evidence-based Research) เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย: พัฒนางานวิจัยที่สามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายการศึกษาได้อย่างแท้จริง โดยไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูล แต่ต้องวิเคราะห์เชิงลึกและเสนอทางออกที่สามารถปฏิบัติได้
    • ทำความเข้าใจบริบทเฉพาะของไทย: วิจัยที่ลงลึกในบริบททางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองของไทย เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมีความเหมาะสมและยั่งยืน
  2. วิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษา:
    • มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง: วิจัยสถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนกลุ่มด้อยโอกาส เด็กพิการ เด็กในพื้นที่ห่างไกล ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม
    • วิจัยผลกระทบของปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม: ศึกษาว่าความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนอย่างไร
  3. วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการสอนและการเรียนรู้ในบริบทไทย:
    • วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research): ส่งเสริมให้ครู นักการศึกษา ทำวิจัยในชั้นเรียนของตนเอง เพื่อพัฒนานวัตกรรมและปรับปรุงการสอนที่สอดคล้องกับสภาพจริง
    • การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้: วิจัยและประเมินผลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (เช่น AI, แพลตฟอร์มออนไลน์) ในการจัดการเรียนการสอน โดยคำนึงถึงความพร้อมและบริบทของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่
  4. พัฒนาขีดความสามารถนักวิจัยและระบบการวิจัย:
    • สร้างเครือข่ายวิจัยระดับนานาชาติ: เชื่อมโยงนักวิจัยไทยกับเครือข่าย WERA และนักวิจัยต่างชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และร่วมทำวิจัย
    • ยกระดับคุณภาพงานวิจัย: ส่งเสริมการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติ และพัฒนามาตรฐานการวิจัยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
    • เน้นการวิจัยแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary Research): สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิจัยจากหลากหลายสาขา เพื่อตอบโจทย์การศึกษาที่ซับซ้อน

 

ประเด็นที่ไทยทำอยู่แล้ว

ประเทศไทยมีหลายประเด็นที่ดำเนินการสอดคล้องกับแนวคิดของ WERA อยู่แล้ว เช่น:

  1. การวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ: หน่วยงานอย่าง กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเข้าถึงเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง
  2. การพัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมการเรียนรู้: มีความพยายามในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-Based Curriculum) และส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในหลายๆ พื้นที่
  3. ความพยายามในการใช้เทคโนโลยี: มีการลงทุนในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ แม้จะยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและคุณภาพอยู่บ้าง
  4. การวิจัยในชั้นเรียนและการพัฒนาวิชาชีพครู: มีโครงการและหน่วยงานที่สนับสนุนให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อปรับปรุงการสอน และส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง
  5. ความตื่นตัวด้านการวัดผลที่หลากหลาย: เริ่มมีการพูดถึงและนำแนวคิดการประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Learning) มาใช้มากขึ้น แทนการมุ่งเน้นการสอบแบบตัดสินเพียงอย่างเดียว

 

ประเด็นที่ไทยอาจทำผิดทาง หรือยังไม่เพียงพอ

  1. งานวิจัยไม่ถูกนำไปใช้จริงในระดับนโยบาย: แม้จะมีงานวิจัยจำนวนมาก แต่หลายครั้งผลวิจัยกลับไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาหรือนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายหรือการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ขาดกลไกการเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยกับผู้กำหนดนโยบาย
  2. ขาดการวิจัยเชิงลึกและระยะยาว: งานวิจัยจำนวนมากมักเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ หรือเป็นการวิจัยที่เน้นผลระยะสั้น ขาดการวิจัยเชิงลึก เชิงทดลอง หรือการวิจัยติดตามผลระยะยาว (Longitudinal Study) ที่จะเห็นผลกระทบที่แท้จริงของการแทรกแซง
  3. การตีพิมพ์และการเผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติยังจำกัด: นักวิจัยไทยยังคงตีพิมพ์ผลงานในวารสารต่างประเทศน้อย ทำให้องค์ความรู้จากบริบทไทยไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และขาดโอกาสในการแลกเปลี่ยนกับนักวิจัยระดับโลก
  4. การลงทุนในการวิจัยการศึกษายังไม่เพียงพอ: เมื่อเทียบกับความสำคัญและขนาดของปัญหาการศึกษา การลงทุนทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัยการศึกษายังค่อนข้างจำกัด
  5. การวิจัยยังไม่สามารถตอบโจทย์ความซับซ้อนของปัญหาได้: ปัญหาการศึกษาในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลากหลาย แต่การวิจัยบางส่วนยังคงเป็นแบบแยกส่วน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมหรือเสนอทางออกที่ครอบคลุมได้

 

กสศ. ควรสื่อสารกับ WERA ในการพัฒนานักวิจัยการศึกษาไทยอย่างไรบ้าง

การที่ กสศ. ได้รับการรับรองเป็นภาคีสมาชิกใหม่ของ WERA ถือเป็นโอกาสทองในการยกระดับงานวิจัยการศึกษาของไทยสู่เวทีโลก และเป็นการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยไทย กสศ. ควรใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่ดังนี้:

  1. สร้างช่องทางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเครือข่าย:
    • จัดกิจกรรมร่วมกับ WERA: เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสัมมนาวิชาการ (เช่น ThaiCER 2025 ที่จะจัดร่วมกับ สกศ. และภาคี) โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก WERA มาเป็นวิทยากรหรือผู้ร่วมอภิปราย เพื่อให้นักวิจัยไทยได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง
    • สนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรมของ WERA: สนับสนุนทุนหรือโอกาสให้นักวิจัยไทย โดยเฉพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ ได้เข้าร่วมประชุม Focal Meeting, กิจกรรมเครือข่ายวิจัยนานาชาติ (IRN) และโครงการ Visiting Researcher Award ของ WERA
    • เป็นสะพานเชื่อม: ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงนักวิจัยไทย (จากมหาวิทยาลัย, สถาบันวิจัย, หน่วยงานภาครัฐ) กับเครือข่ายนักวิจัยระดับโลกของ WERA
  2. ยกระดับคุณภาพงานวิจัยและผลักดันการตีพิมพ์:
    • จัดอบรมและ Workshop ด้านระเบียบวิธีวิจัย: ร่วมกับ WERA ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยที่ได้มาตรฐานสากล เช่น การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods), การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงลึก, หรือการวิจัยเชิงเปรียบเทียบ
    • ส่งเสริมการเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ: จัด Workshop หรือโครงการพี่เลี้ยง (Mentorship Program) โดยเชิญบรรณาธิการหรือนักวิจัยอาวุโสจากเครือข่าย WERA มาให้คำแนะนำในการเขียนและตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติ
    • ร่วมมือวิจัยในประเด็นความเหลื่อมล้ำ: เสนอประเด็นวิจัยเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในบริบทไทยให้นักวิจัยในเครือข่าย WERA ร่วมวิจัย เพื่อให้เกิดการผลิตองค์ความรู้ที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
  3. พัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่:
    • โครงการนักวิจัยรุ่นใหม่ (Early Career Researchers): ออกแบบโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ โดยให้โอกาสในการทำงานวิจัยภายใต้การดูแลของนักวิจัยอาวุโส และเปิดโอกาสให้เข้าร่วมเครือข่ายนานาชาติ
    • สร้าง Platform แลกเปลี่ยนความรู้ในประเทศ: สนับสนุนการจัดตั้ง "สมาคมการวิจัยด้านการศึกษาแห่งประเทศไทย (THERA)" โดยประสานงานกับ สกศ. และภาคีอื่น ๆ เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยไทยได้พบปะ แลกเปลี่ยน และร่วมมือกัน
  4. ผลักดันการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย:
    • จัดทำ Policy Briefs และ Research Summaries: แปลงงานวิจัยที่ซับซ้อนให้เป็นข้อมูลที่เข้าใจง่ายและเป็นประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบายและสาธารณะ โดยอาจขอคำแนะนำจาก WERA ในเรื่องการสื่อสารงานวิจัย
    • สร้างช่องทางให้งานวิจัยเข้าถึงผู้ปฏิบัติงาน: ทำให้ผลงานวิจัยเข้าถึงครู ผู้บริหารโรงเรียน และชุมชน เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาการศึกษาในระดับปฏิบัติการ

การร่วมมือกับ WERA เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ กสศ. และวงการวิจัยการศึกษาไทยไม่เพียงแต่เรียนรู้จากประสบการณ์ระดับโลก แต่ยังสามารถนำเสนอองค์ความรู้จากบริบทไทยสู่เวทีโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศในระยะยาวครับ

 

 

Copilot : 

หนังสือ Global Perspectives on Education Research จัดทำโดย WERA (World Education Research Association) เป็นชุดงานวิจัยที่สะท้อนความหลากหลายของแนวคิดและบริบทการศึกษาทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ข้ามพรมแดนและเชื่อมโยงการวิจัยกับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในระดับนานาชาติ

 

📘 สาระสำคัญของหนังสือ

หนังสือประกอบด้วยงานวิจัยจากนักวิชาการทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 4 หมวดหลัก:

1. Education Policy

  • วิเคราะห์นโยบายการศึกษาที่ส่งผลต่อความเสมอภาค เช่น การศึกษาของเด็กผู้ลี้ภัยในยุโรป
  • สำรวจความตึงเครียดระหว่าง “การศึกษาสำหรับการแข่งขันระดับโลก” กับ “การศึกษาสำหรับพลเมืองโลก”

2. Teaching and Learning

  • ส่งเสริม Place-Based Learning และการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชุมชน
  • วิเคราะห์ผลกระทบของการเคลื่อนย้าย เช่น นักเรียนที่มีพ่อแม่เป็นทหาร

3. School Context and Student Outcomes

  • ศึกษาความเหลื่อมล้ำจากระบบการจัดกลุ่มนักเรียน เช่น ระบบ tracking ในเบลเยียม
  • วิเคราะห์ความสนใจของนักเรียนต่อวิทยาศาสตร์ในหลายประเทศ

4. Assessment and Measurement

  • วิเคราะห์ความแตกต่างของการวัดผลข้ามภาษาและวัฒนธรรม
  • พัฒนาแนวคิดการวัด “การมีส่วนร่วมของนักเรียน” ในวิทยาศาสตร์แบบข้ามวัฒนธรรม

 

🇹🇭 ประเด็นที่วงการวิจัยการศึกษาไทยควรนำมาดำเนินการ

ประเด็นจากหนังสือ แนวทางสำหรับไทย
Equity & Inclusion วิจัยระบบที่ลดความเหลื่อมล้ำ เช่น School Clusters หรือทุนเรียนรู้
Systemic Reform วิเคราะห์นโยบายไทยเชิงเปรียบเทียบ เช่น โรงเรียนคุณภาพตำบล
EdTech & Digital Learning วิจัยการใช้ AI และ MOOC ในโรงเรียนไทย
Teacher Development ศึกษาระบบ PLC และ Coaching ที่ยั่งยืน
Future Skills วิจัยการเตรียมนักเรียนสู่เศรษฐกิจสีเขียวและอัตโนมัติ

 

✅ ประเด็นที่ไทยทำอยู่แล้ว

  • การพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับ  OECD
  • โครงการ Thailand Zero Dropout ที่ใช้ข้อมูลเชิงระบบเพื่อป้องกันเด็กหลุดจากการศึกษา
  • การวิจัยเพื่อพัฒนาครู เช่น PLC และการอบรมเชิงปฏิบัติการในพื้นที่นวัตกรรม

 

❌ ประเด็นที่ไทยยังทำผิดทางหรือยังไม่ถึงเป้า

  • การวัดผลที่เน้นคะแนนมากกว่าการเรียนรู้ → ขาดการประเมินแบบ DE หรือการสะท้อนผล
  • การวิจัยที่ไม่เชื่อมโยงกับนโยบายจริง → งานวิจัยจำนวนมากไม่ถูกนำไปใช้ในการออกแบบนโยบาย
  • การวิจัยที่ไม่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง → ขาดงานวิจัยที่เข้าใจบริบทของเด็กชายขอบอย่างลึกซึ้ง
  • การวิจัยที่ไม่ข้ามศาสตร์ → ยังขาดการบูรณาการจิตวิทยา สังคมวิทยา และเศรษฐศาสตร์ในการวิเคราะห์ระบบการศึกษา

 

🤝 บทบาทของ กสศ. ในการร่วมมือกับ WERA

1. สร้างเครือข่ายนักวิจัยไทย–นานาชาติ

  • ส่งนักวิจัยไทยเข้าร่วมกลุ่มวิจัยของ WERA เช่น ด้าน Equity, EdTech, Teacher Development

2. พัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่

  • จัดอบรมร่วมกับ WERA เช่น Research Methodology Bootcamp, Policy Impact Labs

3. เผยแพร่ผลงานวิจัยไทยสู่เวทีโลก

  • ส่งบทความตีพิมพ์ในวารสารของ WERA และจัดงานประชุมร่วม เช่น ThaiCER 2025

4. จัดตั้งสมาคมวิจัยด้านการศึกษาแห่งประเทศไทย (THERA)

  • เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงนักวิจัยไทยกับเครือข่ายโลก

 

🌱 ข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง

  • สร้างระบบ Developmental Evaluation ในการวิจัยการศึกษาไทย  → ใช้การวัดผลเพื่อการเรียนรู้และปรับตัว
  • ส่งเสริม การตั้งคำถามกำกวมซับซ้อน เพื่อใช้ AI และการวิจัยเป็นเครื่องมือในการออกแบบระบบ
  • พัฒนา นักวิจัยพลเมือง (Civic Researchers) ที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

 

หากคุณต้องการให้ผมช่วยออกแบบกรอบวิจัยเชิงเปรียบเทียบ หรือโมเดลการพัฒนานักวิจัยไทยร่วมกับ WERA ผมยินดีร่วมคิดกับคุณครับ RS 😊 อยากให้เราขยายไปทางไหนก่อนดีครับ?

 

แหล่งข้อมูล:
Global Perspectives on Education Research, Vol. II – Routledge
กสศ. ได้รับการรับรองเป็นสมาชิก WERA – TNN Thailand

 

ผมสรุปว่า งานวิจัยการศึกษาที่ประเทศไทยต้องการอย่างมากคือ งานวิจัยเพื่อพัฒนาระบบ   เราสูญเสียพลังและสมองของนักการศึกษา ที่หลงไปทำวิจัยเพื่อปริญญาโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาใดๆ เลย 

วิจารณ์ พานิช

๓๑ ก.ค. ๖๘