ชีวิตถูกชรานำเข้าไป อายุจึงสั้น ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปแล้วไม่มีเครื่องต้านทาน บุคคลพิจารณาเห็นภัยนี้ในมรณะ ควรละโลกามิส มุ่งสู่สันติ (สันติ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน) เถิด

อุปนียสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๓. อุปนียสูตร

ว่าด้วยชีวิตถูกชรานำเข้าไป

             [๓] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

             เทวดานั้นยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ชีวิตถูกชรานำเข้าไป อายุจึงสั้น ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปแล้วไม่มีเครื่องต้านทาน บุคคลพิจารณาเห็นภัยนี้ในมรณะ ควรทำบุญที่นำความสุขมาให้

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชีวิตถูกชรานำเข้าไป อายุจึงสั้น ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปแล้วไม่มีเครื่องต้านทาน บุคคลพิจารณาเห็นภัยนี้ในมรณะ ควรละโลกามิส มุ่งสู่สันติ (สันติ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน) เถิด

อุปนียสูตรที่ ๓ จบ

-----------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก 

อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑

อุปเนยยสูตรที่ ๓

อรรถกถาอุปเนยยสูตรที่ ๓

ได้ยินว่า เทวดานั้นได้มีความคิดว่า โอหนอ สัตว์ทั้งหลายเจริญฌานแล้ว มีฌานยังไม่เสื่อม กระทำกาละแล้ว พึงดำรงอยู่ในพรหมโลกตลอดเวลาอันยาวนาน คือประมาณ ๑ กัปบ้าง ๔ กัปบ้าง ๘ กัปบ้าง ๑๖ กัปบ้าง ๓๒ กัปบ้าง ๖๔ กัปบ้างดังนี้ เพราะตนเองเกิดในพรหมโลกที่มีอายุยาวนานจึงเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้กำลังตาย กำลังเกิดที่มีอายุน้อยในเทวดาชั้นกามาวจรเบื้องต่ำ เช่นกับการตกลงแห่งเม็ดฝนพอถูกกระทบก็แตกไป เพราะฉะนั้น จึงกล่าวแล้วอย่างนี้.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า ก็เทวดานี้ย่อมกล่าววัฏฏกถา (ถ้อยคำอันเป็นไปในวัฏฏะ) อันไม่เหมาะสม เมื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏกถาแก่เทวดานั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๒.
               บรรดาบทแห่งคาถาที่ ๒ เหล่านั้น ว่า มุ่งอยู่ ต้องการอยู่ ปรารถนาอยู่ซึ่งสันติอันยั่งยืน กล่าวคือพระนิพพาน.


               จบอรรถกถาอุปเนยยสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------