ข่าวดีจากวงการอุดมศึกษาสหรัฐฯ เมื่อผลสำรวจร่วมระหว่างมูลนิธิ Lumina และ Gallup ซึ่งตีพิมพ์ใน The Chronicle of Higher Education (chronicle.com) เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เผยว่า ความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันต่อระบบอุดมศึกษาได้ฟื้นตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ โดยในปีนี้มีชาวอเมริกันถึง ๔๒% ที่ตอบว่ามี “ความมั่นใจอย่างยิ่ง” หรือ “ค่อนข้างมั่นใจ” ในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึง ๖ จุดจากปีก่อน และสูงสุดนับตั้งแต่ปี ๒๕๕๘

การพลิกกลับของแนวโน้มนี้สวนทางกับช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งความเชื่อมั่นดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสความไม่ไว้วางใจและประเด็นร้อนทางการเมือง ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสหรัฐฯ แต่ยังน่าจับตาสำหรับวงการศึกษาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มักมองหาแนวทางจากต่างประเทศมาปรับใช้ การทำความเข้าใจปัจจัยเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่สถาบันอุดมศึกษาไทยจะได้ทบทวนทิศทางและกลยุทธ์การพัฒนาของตนเอง

จากวิกฤตศรัทธาสู่ความหวังครั้งใหม่: บทเรียนถึงไทย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นต่อมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ถูกสั่นคลอนจากหลายปัญหา ไม่ว่าจะเป็นหนี้การศึกษาที่พอกพูน ค่าเล่าเรียนที่แพงลิบลิ่ว ความขัดแย้งทางการเมืองในสถาบัน ไปจนถึงคำถามเรื่องการผลิตบัณฑิตให้ตรงกับตลาดแรงงาน ซึ่งปัญหาเหล่านี้หลายข้อก็เป็นภาพสะท้อนที่พบเห็นได้ในสังคมไทยเช่นกัน เมื่อผู้ปกครองและนักเรียนเริ่มตั้งคำถามถึง “ความคุ้มค่า” ของใบปริญญา โดยเฉพาะในสาขาที่ไม่ใช่สายวิชาชีพหลัก ดังนั้น การที่ความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ กลับมาดีขึ้นจึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับไทย ในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยไทยกำลังพยายามสร้างความน่าเชื่อถือทั้งในสายตาคนในประเทศและในเวทีโลก

ผลสำรวจของ Lumina-Gallup ระบุว่า สัดส่วนคนอเมริกันที่เชื่อมั่นในสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มจาก ๓๖% ในปี ๒๕๖๖-๒๕๖๗ มาอยู่ที่ ๔๒% ในปีนี้ ขณะที่กลุ่มที่ตอบว่า “ไม่ค่อยมั่นใจ” หรือ “ไม่มั่นใจเลย” ลดลงจาก ๓๒% เหลือเพียง ๒๓% ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อมั่นต่อวิทยาลัยหลักสูตร ๒ ปี พุ่งขึ้นถึง ๘ จุดมาอยู่ที่ ๕๖% ส่วนมหาวิทยาลัยหลักสูตร ๔ ปี เพิ่มขึ้น ๑๑ จุด มาอยู่ที่ ๔๔% โดยแนวโน้มเชิงบวกนี้เกิดขึ้นในทุกกลุ่มประชากร ไม่ว่าจะมีความแตกต่างทางพื้นฐานหรือจุดยืนทางการเมือง ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากในสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกแยกเช่นปัจจุบัน

ถอดรหัสเหตุผลความเชื่อมั่น: นัยยะถึงมหาวิทยาลัยไทย

ผู้ตอบแบบสำรวจชี้ว่า ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้มาจากเหตุผลเดิมๆ อย่าง “การการันตีงานดี” อีกต่อไป แต่มาจากคุณภาพและความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการวิจัยของมหาวิทยาลัย มุมมองนี้สอดคล้องกับเทรนด์ของมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับบทบาทเชิงวิชาการและการสร้างผลกระทบต่อสังคม มากกว่าการเป็นเพียงโรงงานผลิตแรงงาน อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ยังไม่เชื่อมั่นยังคงกังวลเรื่องความเอนเอียงทางการเมือง โดย ๓๘% มองว่ามหาวิทยาลัยมีแนวคิดเสรีนิยมมากเกินไป ซึ่งเพิ่มขึ้น ๑๐ จุดจากปีก่อน ขณะที่ปัญหาค่าใช้จ่ายและหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์การทำงานจริงยังคงเป็นข้อกังวลหลัก

ผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐฯ มองว่าสถานการณ์ยังคงเปราะบาง และความเชื่อมั่นที่ฟื้นคืนมานี้จะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามหาวิทยาลัยจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และตอบโจทย์ความต้องการของสังคมได้จริงหรือไม่ หากทำไม่ได้ ศรัทธาที่ได้กลับคืนมาก็อาจลดลงอีกครั้ง

สำหรับบริบทของไทย คำถามเรื่องค่าเล่าเรียน โอกาสในการทำงาน และคุณค่าต่อสังคมยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่ต่างกัน การที่ผู้ตอบแบบสำรวจในสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับคุณภาพงานวิจัยและบทบาทด้านนวัตกรรมมากกว่าแค่ “การหางานทำ” ชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยไทยอาจต้องหันมาสื่อสาร ‘ของดี’ ที่ตัวเองมีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งผลงานที่จับต้องได้ ผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน และบทบาทการเป็นผู้นำทางปัญญาของสังคม การสร้างภาพลักษณ์ให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และพลังขับเคลื่อนสังคม อาจพลิกมุมมองของคนไทยต่อมหาวิทยาลัยได้ หากนำไปปรับใช้ในเชิงนโยบายและสื่อสารอย่างเป็นระบบ

ความเห็นต่างทางการเมืองกับบทบาทของอุดมศึกษา

ประเด็นเรื่องเสรีภาพทางวิชาการและความขัดแย้งทางการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัยก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในสังคมไทยมาตลอด โดยเฉพาะเมื่อกระแสความขัดแย้งในสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้น ที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่า ๔๕% ของคนอเมริกันเชื่อว่าสถาบันอุดมศึกษามีส่วนช่วยสร้างสังคมที่ผู้คนอดทนอดกลั้นและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ยังคงถกเถียงกันถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ

ที่ผ่านมา วาระการปฏิรูปการศึกษาในไทยมุ่งเน้นไปที่การปรับหลักสูตรสู่สาย STEM และการสร้างความเป็นนานาชาติ แต่ยังคงเผชิญกับอุปสรรคเดิมๆ ทั้งหลักสูตรที่ล้าสมัย งบประมาณวิจัยที่จำกัด และอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่ยังไม่ขยับไปไหน อย่างไรก็ตาม การที่สถาบันในไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการจัดอันดับและสร้างเครือข่ายกับนานาชาติมากขึ้น อาจเป็นช่องทางในการนำแนวทางบางอย่างของสหรัฐฯ มาปรับใช้ เช่น การลงทุนเพื่อยกระดับงานวิจัย และการสื่อสารผลงานสู่สังคมในวงกว้าง

ทางเลือกและเส้นทางสู่การฟื้นศรัทธา

แม้กรณีของสหรัฐฯ อาจไม่ใช่พิมพ์เขียวที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าความเชื่อมั่นในสถาบันอุดมศึกษาสามารถฟื้นคืนได้ หากมีการปฏิรูปอย่างจริงจังและสื่อสารกับสังคมอย่างตรงไปตรงมา อนาคตของมหาวิทยาลัยทั้งในไทยและสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสื่อสารข้อมูลสู่สังคมอย่างโปร่งใส การสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนให้บัณฑิต ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม เช่น งานวิจัยที่แก้ปัญหาสาธารณะ โครงการเพื่อสุขภาพ หรือการพัฒนาชุมชน หากสามารถนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้พร้อมข้อมูลเชิงประจักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเชื่อมั่นของสังคมก็อาจฟื้นคืนกลับมาได้

สำหรับประเทศไทย แม้จะนำโมเดลของสหรัฐฯ มาใช้ทั้งหมดไม่ได้ แต่ประกายความหวังจากผลสำรวจนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าศรัทธาที่หายไปสามารถเรียกคืนมาได้ หากมีการลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังและเปิดใจสื่อสาร อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของคนอเมริกันที่ยังไม่กลับไปสู่จุดสูงสุดเหมือนก่อนปี ๒๕๕๘ ก็เป็นข้อเตือนใจว่า ความคืบหน้าเพียงปีเดียวอาจไม่ยั่งยืนหากก้าวไม่ทันความคาดหวังของสังคมที่เปลี่ยนไป

บทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง หรือผู้วางนโยบาย คือการร่วมกันสนับสนุนการปฏิรูปที่จำเป็น พร้อมกับติดตาม ตรวจสอบ และที่สำคัญคือการชื่นชมและสื่อสารจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยไทยให้สังคมรับรู้ การเลือกเรียนต่อไม่ใช่แค่การลงทุนเพื่ออาชีพ แต่คือการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนปัญญาชน นักสร้างสรรค์ และผู้รับใช้สังคม หากมีเป้าหมายที่ชัดเจนและทำงานร่วมกับสังคมอย่างเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยไทยก็สามารถรักษาและเสริมสร้างศรัทธาจากประชาชนได้ไม่แพ้ชาติใด

แหล่งข้อมูล: