ช่วงหลังมานี้ มีงานวิจัยและรายงานจากสื่อหลายสำนักที่ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง นั่นคือ แม้จะมีคนหนุ่มสาวเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้น แต่กลับพบว่านักศึกษาจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับปัญหาทักษะการอ่านและการทำความเข้าใจขั้นพื้นฐาน ประเด็นนี้ยิ่งถูกตอกย้ำจากผลสำรวจระดับชาติหลายชิ้น รวมถึงเสียงสะท้อนจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ ที่ระบุตรงกันว่า ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักศึกษาลดลงอย่างน่าตกใจ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอเมริกา แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบอุดมศึกษาของไทย และอาจบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ประเด็นเรื่องความพร้อมของนักศึกษาในการอ่านตำราหรือบทความวิชาการที่ซับซ้อนไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีงานวิจัยทั้งในและนอกแวดวงวิชาการที่แสดงความกังวลในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง นักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวนมากก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยโดยขาดทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการทำความเข้าใจเนื้อหา การวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ หรือแม้แต่การเรียบเรียงความคิดเพื่อนำเสนอในงานเขียนของตนเอง (Forbes, The Atlantic) คณาจารย์หลายคนยืนยันว่าช่องว่างเหล่านี้เด่นชัดขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19 แต่แท้จริงแล้วเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานนับทศวรรษ (YourTango)

หัวใจของปัญหานี้คือ ทักษะการอ่านเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จทั้งในห้องเรียนและโลกการทำงาน หากขาดความสามารถในการทำความเข้าใจ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน นักศึกษาก็ย่อมเสียเปรียบทั้งในการเรียนและการทำงานในอนาคต อีกทั้งยังอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในฐานะพลเมืองที่ขาดข้อมูลรอบด้าน สำหรับสังคมไทยที่ตั้งเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ การเสริมสร้างทักษะการอ่านให้แข็งแกร่งในทุกระดับจึงถือเป็นรากฐานสำคัญของการแข่งขันในระยะยาว

ผลสำรวจชิ้นสำคัญในปี ๒๕๖๗ โดยสภากรรมาธิการและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งสหรัฐฯ (ACTA) พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ยังทำคะแนนการทดสอบความเข้าใจในการอ่านและความรู้พื้นฐานของพลเมืองได้ในระดับต่ำ (Forbes) ขณะที่นิตยสาร The Atlantic ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๗ รายงานว่า แม้แต่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ นักศึกษาหลายคนยังไม่สามารถอ่านงานที่ได้รับมอบหมายให้จบ หรือเขียนบทวิเคราะห์ที่จับประเด็นหลักได้อย่างเป็นระบบ (The Atlantic)

ข้อมูลจากสถาบันการรู้หนังสือแห่งชาติของสหรัฐฯ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพสถานการณ์ที่น่ากังวล โดยในปี ๒๕๖๗ พบว่านักศึกษาราว ๔๐% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าระดับพื้นฐาน และในกลุ่มนักศึกษาที่มาจากครอบครัวด้อยโอกาส ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเกือบ ๗๐% (National Literacy Institute) ส่วนการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสามารถในการอ่านที่ยั่งยืน ก็ลดลงเช่นกัน โดยเหลือผู้ใหญ่เพียง ๔๘% ที่อ่านหนังสืออย่างน้อย ๑ เล่มต่อปี ลดลงจาก ๕๕% เมื่อสิบปีก่อน (NEA)

สาเหตุของปัญหานี้มีความซับซ้อนและมาจากหลายปัจจัย คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อิทธิพลของสื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดียที่เน้นเนื้อหาสั้นกระชับ ทำให้เยาวชนห่างเหินจากการอ่านอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้ง (Wikipedia) ในขณะเดียวกัน หลักสูตรผลิตครูจำนวนมากยังขาดการสอนวิธีการอ่านที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าได้ผลจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในการวางรากฐานระยะยาว ดังที่ NPR รายงานไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ว่าหลักสูตรครูส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสอนอ่านตามหลักวิทยาศาสตร์มากพอ ทำให้ครูที่จบใหม่อาจไม่มีเครื่องมือที่จำเป็นในการวางรากฐานการอ่านที่แข็งแกร่งให้กับเด็ก

ปัญหานี้ขยายวงกว้างขึ้นในระดับอุดมศึกษา อาจารย์ด้านการศึกษาท่านหนึ่งในสหรัฐฯ ให้ความเห็นกับ The Atlantic ว่า “นักศึกษาจำนวนมากเข้ามหาวิทยาลัยมาโดยไม่เคยรู้จักการอ่านเชิงลึกหรือการอ่านเชิงวิพากษ์มาก่อน พอมาถึงมหาวิทยาลัย หลายคนจึงเลือกที่จะอ่านแบบกวาดสายตาเพื่อหาคำตอบสั้นๆ แทนที่จะอ่านเพื่อทำความเข้าใจและคิดวิเคราะห์อย่างจริงจัง” สถานการณ์นี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งสำหรับสาขาวิชาอย่างนิติศาสตร์ แพทยศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ซึ่งล้วนต้องการทักษะการอ่านจับใจความ การวิเคราะห์ และการต่อยอดในระดับสูง

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์เหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ ผู้กำหนดนโยบายและคนในแวดวงการศึกษาต้องตระหนักว่า การยกระดับทักษะการอ่านเป็นภารกิจเร่งด่วน นอกเหนือจากปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไทยเองก็กำลังเผชิญกับช่องว่างด้านทักษะ ทั้งการอ่าน การคิดวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ และการแก้ปัญหา ซึ่งสะท้อนผ่านผลประเมินทั้งในระดับชาติและนานาชาติ (OECD PISA results) โดยคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านของไทยในการทดสอบ PISA ครั้งล่าสุดยังคงตามหลังค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็ยิ่งซ้ำเติมให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้น

ในมิติทางวัฒนธรรม การเรียนการสอนของไทยที่ยังคงเน้นการท่องจำเพื่อทำข้อสอบปรนัยเป็นหลัก ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักเรียนขาดโอกาสฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม หรือการอภิปรายเชิงลึก ทั้งที่ทักษะเหล่านี้คือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของไทยต่างสะท้อนความคิดเห็นมาอย่างต่อเนื่อง (Bangkok Post)

การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องใช้เวลาและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหลักสูตรครูควรบูรณาการศาสตร์แห่งการอ่านเข้าไป ไม่ใช่แค่สำหรับครูประถม แต่ต้องครอบคลุมถึงครูในระดับมัธยมและอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย การสร้างวัฒนธรรมการอ่านในครอบครัว การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อฝึกฝนการอ่านแบบเฉพาะบุคคล ล้วนเป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลในต่างประเทศ ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาได้แสดงให้เห็นถึงแนวทางเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม (Hechinger Report)

เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีการทดลองใช้แอปพลิเคชัน AI เป็นผู้ช่วยสอนอ่าน ซึ่งช่วยให้นักศึกษาสามารถค้นคว้าและทำความเข้าใจแนวคิดที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น ผลปรากฏว่าช่วยเพิ่มความเข้าใจและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ (Government Technology) สำหรับประเทศไทย ซึ่งเยาวชนส่วนใหญ่เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและสมาร์ทโฟน การทดลองนำร่องแนวทางลักษณะนี้ในมหาวิทยาลัยจึงมีความเป็นไปได้และน่าสนใจอย่างยิ่ง

ในอนาคตอันใกล้ แน่นอนว่าคงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการแก้ปัญหานี้ แต่งานวิจัยและข้อเสนอแนะมากมายต่างชี้ตรงกันว่า การขับเคลื่อนอย่างรอบด้าน ทั้งการพัฒนาครู การออกแบบการวัดผลที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การดึงผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม และการใช้เทคโนโลยีการศึกษาอย่างสร้างสรรค์ คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การเรียกร้องให้ภาครัฐหันมาสนับสนุนงบประมาณและการวิจัยด้านทักษะการอ่านอย่างจริงจังจึงเป็นเรื่องที่ต้องลงมือทำทันที

สำหรับครอบครัวและเยาวชนไทย การสร้างสภาพแวดล้อมในบ้านที่ส่งเสริมการอ่านและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทรงพลัง แม้โรงเรียนและครูจะมีบทบาทหลัก แต่เด็กที่เติบโตมาท่ามกลางผู้ใหญ่ที่รักการอ่านหนังสือหรือติดตามข่าวสาร ก็มีแนวโน้มที่จะซึมซับนิสัยรักการอ่านไปด้วย ขณะเดียวกัน นักศึกษามหาวิทยาลัยที่หมั่นฝึกฝนการอ่านบทความยาวๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ก็จะได้รับประโยชน์ทั้งในเชิงวิชาการและเป็นการเสริมสร้างทักษะที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ

ท้ายที่สุด ในยุคที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะการอ่านย่อมเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ คนไทยที่ต้องการปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ควรมองย้อนกลับมาถามตัวเองและคนรอบข้างว่า เราได้สร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการอ่านและการคิดวิเคราะห์ให้เกิดขึ้นเป็นปกติวิสัยแล้วหรือยัง การจะردمช่องว่างด้านการอ่านในระดับอุดมศึกษาได้นั้น ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ในห้องเรียน ห้องสมุด ไปจนถึงห้องนั่งเล่นในบ้านของทุกครอบครัว