นาคเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๑๑. นาคเปตวัตถุ
เรื่องเปรตผู้เดินร้องไห้ตามพาหนะช้างของลูกชาย
(สามเณรถามพวกเปรตเหล่านั้นว่า)
[๗๓] คนหนึ่งขี่ช้างเผือกไปข้างหน้า คนหนึ่งขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดรไปท่ามกลาง และสาวน้อยขึ้นวอไปข้างหลัง เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
[๗๔] ส่วนพวกท่านถือค้อนเดินร้องไห้ มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา มีร่างกายแตกเป็นแผล สมัยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์พวกท่านได้ทำบาปอะไรไว้ ซึ่งเป็นเหตุให้พวกท่านดื่มกินโลหิตของกันและกัน
(เปรตทั้งสองได้ฟังสามเณรถามจึงตอบว่า)
[๗๕] ผู้ที่ขี่ช้างเผือกชาติกุญชร ๔ เท้าไปข้างหน้า เป็นบุตรคนโตของข้าพเจ้าทั้งสอง เขาได้ถวายทาน จึงได้รับความสุข บันเทิงใจ
[๗๖] ผู้ที่ขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดร ๔ ตัว แล่นเรียบไปในท่ามกลาง เป็นบุตรคนกลางของข้าพเจ้าทั้งสอง เป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดี รุ่งโรจน์อยู่
[๗๗] นารีผู้มีปัญญา มีดวงตากลมหยาดเยิ้มดังตาเนื้อ ขึ้นวอมาข้างหลัง เป็นธิดาคนสุดท้องของข้าพเจ้าทั้งสอง นางมีความสุขเบิกบานใจ เพราะส่วนแห่งทานครึ่งส่วน
[๗๘] เมื่อก่อน เขาทั้งสามมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองเป็นคนตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อนึ่ง เขาทั้งสามนี้ถวายทานแล้วได้รับการบำรุงบำเรอด้วยกามคุณ อันเป็นทิพย์ ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองซูบซีดอยู่ดังไม้อ้อที่ถูกตัด
(สามเณรถามว่า)
[๗๙] อาหารและที่นอนของพวกท่านเป็นเช่นไร อนึ่ง พวกท่านผู้มีบาปหนาเลี้ยงอัตภาพได้อย่างไร เมื่อโภคะพร้อมมูลมีอยู่มิใช่น้อย เหตุไรจึงหน่ายสุข ประสบแต่ความทุกข์จนทุกวันนี้
(เปรตทั้งสองตอบว่า)
[๘๐] พวกเราทั้งสองตีกันเองแล้วดื่มกินเลือดและหนองของกันและกัน ได้ดื่มเลือดและหนองเป็นอันมากก็ยังไม่อิ่ม มีความหิวอยู่เป็นนิตย์
[๘๑] คนทั้งหลายผู้ไม่ให้ทานตายไปเกิดในยมโลก (ที่อยู่ประจำของพญายมในแดนเปรต) ย่อมร่ำไห้คร่ำครวญเหมือนอย่างนี้ สัตว์เหล่าใดได้ประสบโภคะต่างๆ แล้ว ไม่ใช้สอยเอง ทั้งไม่ทำบุญ
[๘๒] สัตว์เหล่านั้นจักต้องประสบความหิวกระหายในปรโลก ภายหลัง ถูกความหิวเป็นต้นแผดเผาไหม้อยู่สิ้นกาลนาน ย่อมได้เสวยทุกข์ เพราะทำกรรมมีผลเผ็ดร้อน มีทุกข์เป็นกำไร
[๘๓] ความจริง ทรัพย์และธัญญาหารอยู่ได้ไม่นาน ทั้งชีวิตของสัตว์ในมนุษยโลกนี้ก็สั้นนัก บัณฑิตทราบสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริงแล้วพึงทำที่พึ่ง
[๘๔] เหล่าชนผู้ฉลาดในธรรม ฟังคำสอนของพระอรหันต์ทั้งหลายแล้ว มารู้ชัดอย่างนี้ ย่อมไม่ประมาทในทาน
นาคเปตวัตถุที่ ๑๑ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค
๑๑. นาคเปตวัตถุ
อรรถกถานาคเปตวัตถุที่ ๑๑
เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระวิหารชื่อว่าเชตวัน ทรงพระปรารภพราหมณ์เปรต ๒ ตน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ท่านสังกิจจะผู้มีอายุได้ ๗ ขวบ บรรลุพระอรหัตในขณะจรดมีดโกนที่ปลายผมนั่นแล ดำรงอยู่ในภูมิสามเณร อยู่ในราวป่าพร้อมกับภิกษุประมาณ ๓๐ รูป ห้ามความตายที่มาถึงแก่ภิกษุเหล่านั้นจากมือของพวกโจร ๕๐๐ คนและฝึกโจรเหล่านั้นแล้ว ให้บรรพชา ได้พาไปยังสำนักของพระศาสดา.
พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น. ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ภิกษุเหล่านั้นก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ลำดับนั้น ท่านสังกิจจะมีพรรษาครบ ได้อุปสมบทแล้ว พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้น พากันไปยังกรุงพาราณสี อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. พวกมนุษย์พากันไปหาพระเถระ ได้ฟังธรรมแล้วมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายอาคันตุกทาน เป็นพวกๆ ตามลำดับถนน.
ในบรรดามนุษย์เหล่านั้น มีอุบาสกคนหนึ่งได้ชักชวนพวกมนุษย์ในนิตยภัตร. มนุษย์เหล่านั้นได้เริ่มตั้งนิตยภัตตามกำลัง.
ก็สมัยนั้น ในกรุงพาราณสี มีพราหมณ์มิจฉาทิฏฐิคนหนึ่งได้มีบุตรชาย ๒ คน บุตรหญิง ๑ คน. ในบุตรเหล่านี้ บุตรคนโตได้มีอุบาสกเป็นมิตร. อุบาสกนั้นพาบุตรคนโต (ของพราหมณ์) นั้นไปหาท่านสังกิจจะ. ท่านสังกิจจะแสดงธรรมแก่เธอ. เธอได้เป็นผู้มีจิตอ่อน.
ลำดับนั้น อุบาสกนั้นกล่าวกะเธอว่า เธอจงให้นิตยภัตรแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. บุตรพราหมณ์กล่าวว่า พวกเราผู้เป็นพราหมณ์ไม่เคยประพฤตินิตยภัตรทานแก่พระสมณผู้ศากยบุตรเลย เพราะฉะนั้น เราจักไม่ยอมให้. อุบาสกกล่าวว่า ถึงเราท่านก็จักไม่ให้ภัตรบ้างหรือ. บุตรพราหมณ์กล่าวว่า ทำไม ฉันจักไม่ให้. อุบาสกพูดว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เธอจะให้เรา เธอจงถวายแก่ภิกษุรูปหนึ่งเถิด. เขารับคำแล้ว ในวันที่ ๒ ได้ไปยังวิหารแต่เช้าตรู่ นิมนต์ภิกษุมารูปหนึ่งให้ฉันแล้ว.
เมื่อเวลาผ่านไปอย่างนี้ น้องชายและน้องสาวของเขาเห็นการปฏิบัติของภิกษุทั้งหลาย และได้ฟังธรรมแล้ว มีความเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา และได้มีความยินดีในบุญกรรม. ชนทั้ง ๓ คนเหล่านั้น เมื่อให้ทานตามกำลังทรัพย์อย่างนี้ ได้สักการะเคารพนับถือบูชาสมณพราหมณ์ทั้งหลาย. ส่วนมารดาและบิดาของพวกเราเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส ไม่เคารพในสมณพราหมณ์ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่พอใจในการบำเพ็ญบุญ. พวกญาติจึงได้ขอเด็กหญิงผู้เป็นธิดาแห่งมารดาบิดาเหล่านั้น มาเพื่อประโยชน์แก่บุตรของลุง.
ก็บุตรคนโตนั้นฟังธรรมในสำนักของท่านสังกิจจะแล้วเกิดความสังเวช บรรพชาแล้ว ไปยังเรือนของมารดาตนเพื่อฉันเป็นนิตย์. มารดาปลอบใจเธอด้วยเด็กรุ่นสาว ผู้เป็นมารดาของพี่ชายตน. ด้วยเหตุนั้น เธอเป็นผู้กลุ้มใจจึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ เรียนว่า ท่านครับ ผมจักสึก ขอท่านจงอนุญาตให้ผมสึกเถิด.
พระอุปัชฌาย์เห็นเธอผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย จึงกล่าวว่า พ่อสามเณรรอสักเดือนก่อนเถอะ. สามเณรรับคำท่านแล้ว ผ่านไปได้เดือนหนึ่งจึงได้แจ้งให้ทราบอย่างนั้นเหมือนกัน.พระอุปัชฌาย์ก็กล่าวซ้ำอีกว่ากึ่งเดือนเถิด. พอกึ่งเดือนผ่านไป เมื่อสามเณรกล่าวอย่างนั้น พระเถระก็กล่าวอีกว่า รอสัก ๗ วัน เถอะ. สามเณรรับคำแล้ว.
ครั้นภายใน ๗ วันนั้น เรือนของน้าหญิงสามเณรหลังพังไป ทรุดโทรม ฝาเรือนชำรุด ถูกลมพัดและฝนสาดเข้าก็พังลง. ในคนเหล่านั้น ท่านพราหมณ์ พราหมณี ลูกชาย ๒ คน ลูกหญิง ๑ คน ถูกเรือนพังทับตายไปหมด.
ในคนที่ตายไปเหล่านั้น พราหมณ์และนางพราหมณีบังเกิดในกำเนิดเปรต. ลูกชาย ๒ คน ลูกหญิง ๑ คนบังเกิดในภุมมเทวดา. ในบุตรเหล่านั้น บุตรคนโตเกิดมีช้างเป็นพาหนะ. บุตรคนเล็กเกิดมีรถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดร. บุตรหญิงมีวอทองคำเป็นเครื่องแห่แหน. พราหมณ์และนางพราหมณีถือเอาค้อนเหล็กชนิดใหญ่มาทุบกัน. ที่ที่ถูกทุบแล้วมีฝีประมาณเท่าหม้อลูกใหญ่ ผุดขึ้นครู่เดียวเท่านั้น หัวฝีก็แก่เต็มที่แล้วแตกผุพังไป. พราหมณ์สองผัวเมียนั้นต่างช่วยกันผ่าฝีของกันและกัน ถูกความโกรธครอบงำ ไร้ความกรุณาตะคอกด้วยวาจาหยาบ พากันดื่มหนองและเลือด และไม่ได้รับความอิ่ม.
ลำดับนั้น สามเณรถูกความกลุ้มใจกลุ้มรุมจึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ เรียนว่า ท่านครับ กระผมผ่านวันปฏิญญาณไปแล้ว ผมจักกลับไปเรือน ขอท่านจงอนุญาตผมเถิด.
ลำดับนั้น พระอุปัชฌาย์กล่าวแก่เธอว่า เมื่อถึงวันแรม ๑๔ ค่ำ เวลาพระอาทิตย์ตกดิน เธอจงมาเถิด ดังนี้. แล้วได้เดินไปหน่อยหนึ่งแล้วยืนอยู่ด้านอิสิปตนวิหาร.
ก็สมัยนั้น เทพบุตร ๒ องค์นั้นพร้อมด้วยน้องสาว เดินผ่านไปทางนั้นนั่นแล เพื่อจะอวดอ้างสมาคมยักษ์. ฝ่ายมารดาบิดาของพวกเขาต่างก็ถือไม้ค้อน พูดวาจาหยาบ รูปร่างดำ มีเส้นผมยุ่งรุงรังเศร้าหมองยาว เช่นกับต้นตาลที่ถูกไฟไหม้ มีหนองและโลหิตไหล มีตัวหดเหี่ยวเห็นเข้าน่าเกลียด น่ากลัวพิลึก ติดตามพวกบุตรไป.
ลำดับนั้น ท่านสังกิจจะสำแดงฤทธิ์โดยประการที่สามเณรนั้นจะได้พบเห็นพวกเหล่านั้น ผู้กำลังเดินไปทั้งหมดแล้วกล่าวกะสามเณรว่า เห็นไหม? พ่อสามเณร พวกเหล่านี้กำลังเดินไป. สามเณรเรียนว่า เห็นขอรับ.
ท่านสังกิจจะกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงสอบถามถึงกรรมที่พวกเหล่านี้กระทำไว้เถิด. สามเณรสอบถามพวกที่ไปด้วยยานช้างเป็นต้นตามลำดับ.
คนเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านจงสอบถามพวกเปรตที่มาภายหลังเถิด.
สามเณรกล่าวกะเปรตเหล่านั้น ด้วยคาถาทั้งหลายว่า :-
คนหนึ่งขี่ช้างเผือกไปข้างหน้า คนหนึ่งขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดรไปในท่ามกลาง นางสาวน้อยขึ้นวอไปข้างหลัง เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ.
ส่วนท่านทั้งหลายมือถือค้อนเดินร้องไห้ มีใบหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา มีตัวเป็นแผลแตกพัง ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ ท่านทั้งหลายดื่มกินโลหิตของกันและกัน เพราะกรรมอะไร.
เปรตเหล่านั้นถูกสามเณรถามอย่างนั้น จึงได้กล่าวตอบเรื่องนั้นทั้งหมดด้วย ๔ คาถาว่า :-
ผู้ใดขี่ช้างเผือกชาติกุญชรมี ๔ เท้าไปข้างหน้า คนนั้นเป็นบุตรหัวปีของข้าพเจ้าทั้ง ๒ เมื่อเป็นมนุษย์ เขาได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ จึงได้รับความสุข บันเทิงใจ.
ผู้ใดขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดร ๔ ม้า แล่นเรียบไปท่ามกลาง ผู้นั้นเป็นบุตรคนกลางของข้าพเจ้าทั้ง ๒ เมื่อเขาเป็นมนุษย์ เขาเป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดีรุ่งเรืองอยู่
นารีใดที่มีปัญญา มีดวงตากลมงดงาม รุ่งเรืองดุจตาเนื้อ ขึ้นวอมาข้างหลัง นารีนั้นเป็นธิดาคนสุดท้ายของข้าพเจ้าทั้ง ๒ นางมีความสุขเบิกบานใจ เพราะส่วนแห่งทานกึ่งส่วน
เมื่อก่อนเขาทั้ง ๓ คนมีจิตเลื่อมใส ได้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย. ส่วนข้าพเจ้าทั้ง ๒ เป็นคนตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เขาทั้ง ๓ คนนี้ถวายทานแล้วบำรุงบำเรอ ด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์. ส่วนข้าพเจ้าทั้ง ๒ ซูบซีดอยู่เหมือนไม้อ้อที่เขาตัดทิ้งไว้ ฉะนั้น.
เปรตเหล่านั้น ครั้นประกาศความชั่วของตนอย่างนี้แล้ว จึงแจ้งว่า พวกเราเป็นลุงและป้าของท่าน.
สามเณรได้ฟังดังนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ เมื่อจะถามว่า ทำอย่างไรหนอ โภชนะจึงจะสำเร็จแก่พวกคนทำความชั่วเห็นปานนี้ได้ จึงกล่าวคาถานี้ว่า
อะไรเป็นโภชนะของท่าน อะไรเป็นที่นอนของท่าน และท่านมีบาปธรรมเป็นอย่างยิ่งยังอัตภาพให้เป็นไปอย่างไรได้ และโภคะเป็นอันมากมีอยู่ไม่น้อย ท่านเบื่อหน่ายความสุข ได้ประสบทุกข์ในวันนี้.
เปรตทั้งหลายถูกสามเณรถามอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะแก้ข้อความที่สามเณรถาม จึงได้ภาษิตคาถา ๕ คาถาว่า :-
ข้าพเจ้าทั้งสองตีซึ่งกันและกันแล้ว กินหนองและเลือดของกันและกัน ได้ดื่มหนองและเลือดเป็นอันมาก ก็ยังไม่หายอยาก มีความหิวอยู่เป็นนิตย์.
สัตว์ทั้งหลายไม่ได้ให้ทาน ละไปแล้ว เกิดในยมโลก ย่อมร่ำไรอยู่ เหมือนข้าพเจ้าทั้ง ๒ ฉะนั้น สัตว์เหล่าใดได้ประสพโภคะต่างๆ แล้วไม่ใช้สอยเอง ไม่ทำบุญ สัตว์เหล่านั้นจักต้องหิวกระหายในปรโลก ภายหลังถูกความหิวแผดเผาไหม้อยู่สิ้นกาลนาน ครั้นทำกรรมทั้งหลายมีผลเผ็ดร้อน เป็นทุกข์ เป็นกำไรแล้ว ย่อมได้เสวยทุกข์
บัณฑิตทั้งหลายรู้ทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอย่างหนึ่ง รู้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้เป็นอย่างหนึ่ง รู้ทรัพย์ ข้าวเปลือกและชีวิตมนุษย์เป็นอีกอย่างหนึ่ง จากสิ่งนอกนี้แล้ว พึงทำที่พึ่งของตน ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลายแล้ว มารู้ชัดอย่างนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่าไม่ประมาทในทาน.
เปรตเหล่านั้นถูกสามเณรถามแล้วอย่างนี้ จึงบอกความนั้นแล้ว ประกาศว่า พวกเราเป็นลุงและป้าของท่าน.
สามเณรได้ฟังดังนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ บรรเทาความกลุ้มใจเสียได้ ซบศีรษะลงที่แทบเท้าทั้ง ๒ ของพระอุปัชฌาย์แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อที่ท่านผู้อนุเคราะห์อาศัยความเอ็นดูพึงกระทำนั้นเป็นอันท่านกระทำแล้วแก่กระผม กระผมจะรักษาไว้โดยไม่ให้ตกไปสู่ความพินาศเป็นอันมาก. บัดนี้ เราไม่มีความต้องการด้วยการครองเรือน เราจักยินดียิ่งในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์.
ลำดับนั้น ท่านสังกิจจะได้บอกกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่อัธยาศัยของสามเณรนั้น. สามเณรนั้นหมั่นประกอบพระกัมมัฏฐาน ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.
ฝ่ายท่านสังกิจจะได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่บริษัทผู้พรั่งพร้อมแล้ว. พระเทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนี้แล.
จบอรรถกถานาคเปตวัตถุที่ ๑๑
-----------------------------------------------------