ประสบการณ์ตรงของอาจารย์วารสารศาสตร์ในสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ผ่าน Business Insider กำลังสร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการศึกษาไทย เมื่อชี้ให้เห็นทั้งข้อดีและความท้าทายของการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในห้องเรียน บทความดังกล่าวเผยให้เห็นว่าเครื่องมืออย่าง ChatGPT สามารถช่วยครูประหยัดเวลาและทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ตอกย้ำว่าเทคโนโลยียังไม่สามารถแทนที่บทบาทของมนุษย์ได้ เรื่องราวนี้กลายเป็นประเด็นที่นักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายของไทยหยิบยกมาถกเถียง เพื่อหาแนวทางนำศักยภาพของ AI มาปรับใช้กับโรงเรียนและนักเรียนไทย (Business Insider)
อาจารย์ผู้เขียนบทความซึ่งมีประสบการณ์สอนหนังสือมานาน ยอมรับว่าในตอนแรกก็รู้สึกกังวลกับการใช้ ChatGPT ไม่ต่างจากครูไทยหลายคนที่ยังคงมีคำถาม โดยเฉพาะประเด็นการคัดลอกงานและปัญหาเชิงจริยธรรม ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในห้องเรียนไทย ไม่ว่าจะเป็นการลอกข้อสอบหรือการเรียนแบบท่องจำ แต่เมื่อได้ลองผิดลองถูก อาจารย์ท่านนี้กลับพบว่า AI เป็นเหมือนผู้ช่วยที่เข้ามาแบ่งเบาภาระงาน ตั้งแต่การเตรียมสอน การสอนเสริม ไปจนถึงการปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นขึ้น
สำหรับแวดวงการศึกษาไทยที่กำลังพยายามเปลี่ยนผ่านสู่ห้องเรียนยุคใหม่ กระแสการนำ AI มาใช้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตา โดยเฉพาะในโรงเรียนเขตเมืองที่เริ่มมีการทดลองใช้แพลตฟอร์ม AI กันบ้างแล้ว แต่ภาพรวมการใช้งานและประโยชน์ที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างในสหรัฐฯ ยังมีไม่มากนัก (Bangkok Post) แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีโครงการนำร่องและนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 แต่การวางแผนการสอนและประเมินผลแบบเดิมก็ยังคงเป็นภาพที่คุ้นตาในโรงเรียนส่วนใหญ่
อาจารย์ท่านเดิมเล่าว่า AI ช่วยให้สามารถปรับเนื้อหาให้เข้ากับผู้เรียนแต่ละคนได้ดีขึ้น เช่น ใช้ ChatGPT ช่วยย่อยบทเรียนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย สร้างแบบทดสอบที่เหมาะกับนักเรียนแต่ละกลุ่ม ทำคู่มือประกอบการอ่านหนังสือ หรือแม้แต่คิดเกมการศึกษาอย่างบิงโกได้อย่างรวดเร็ว แนวทางนี้ถือว่าตอบโจทย์ครูไทยที่ต้องรับมือกับหลักสูตรแกนกลางที่อัดแน่น จำนวนนักเรียนต่อห้องที่มาก และความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียนในชั้นเรียน
แต่ในขณะเดียวกัน อาจารย์เจ้าของบทความก็ย้ำว่า “AI ไม่สามารถปลอบใจนักเรียนที่กำลังร้องไห้ หรือช่วยตัดสินใจว่าใครควรไปห้องพยาบาล” ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าบทบาทด้านอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจนักเรียนเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่อาจทดแทนได้ นักวิชาการด้านศึกษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยก็แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ก็ไม่สามารถแทนที่ความเข้าอกเข้าใจและความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมที่ครูมีต่อนักเรียนได้ (วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ท่าทีที่เปิดรับแต่ยังคงความระมัดระวัง โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรงพร้อมกับตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างเข้มงวด สะท้อนแนวคิดของครูไทยกลุ่มที่เริ่มทดลองใช้ AI เช่นกัน โดยอาจารย์จากคณะครุศาสตร์แห่งหนึ่งในภาคกลางชี้ว่า AI เป็นเพียง “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ผู้มาแทนที่” โดยเฉพาะในบริบทความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่มีความ “เกรงใจ” ระหว่างครูกับนักเรียนเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษายังเตือนถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป พร้อมชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการฝึกอบรมครู ปรับปรุงอัลกอริทึมให้เข้าใจภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง และสร้างเนื้อหาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น
ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ชี้ว่าครูทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาระงานเอกสารและความหลากหลายของผู้เรียนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยเองก็ตั้งเป้าหมายยกระดับการสอนภาษาอังกฤษและทักษะการคิดวิเคราะห์ (OECD Education at a Glance) ตัวอย่างจาก Business Insider แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้น เช่น ข้อสอบปรนัย หรือหัวข้อเรียงความ สามารถลดเวลาเตรียมการสอนได้มหาศาล สำหรับครูไทยที่ต้องดูแลนักเรียนหลายสิบคนและรับผิดชอบงานเอกสารจำนวนมาก AI จึงอาจเป็นคำตอบที่ช่วยสร้างสมดุลในชีวิตการทำงาน หากมีการเข้าถึงที่เท่าเทียมและทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ต้องจับตา เช่น การใช้ AI อย่างไม่สร้างสรรค์อาจยิ่งส่งเสริมวัฒนธรรมการท่องจำ หรืออาจยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเมืองที่มีทรัพยากรพร้อมกับโรงเรียนในชนบทที่ยังขาดแคลนแม้กระทั่งอินเทอร์เน็ตและทักษะดิจิทัล ที่สำคัญ โมเดลภาษาไทยที่ใช้ใน AI ส่วนใหญ่ยังต้องการการพัฒนาอีกมากเพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมไทย เจ้าหน้าที่ระดับนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการจึงเสนอว่า การจะทำให้ AI เกิดประโยชน์ในห้องเรียนไทยอย่างแท้จริง จำเป็นต้องเร่งพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ภาษาไทยและจัดอบรมครูอย่างจริงจัง
ในมุมของการนำ AI ไปใช้ที่บ้าน อาจารย์ในบทความเล่าว่าตนเองใช้ AI สร้างแบบทดสอบเฉพาะทางให้ลูก เช่น เรื่องประวัติศาสตร์จีนโบราณ หรือวิทยาศาสตร์เรื่องฤดูมรสุม ซึ่งปัจจุบันผู้ปกครองและติวเตอร์ชาวไทยก็เริ่มนำแนวทางนี้มาใช้มากขึ้น สะท้อนจากยอดผู้ใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นของสตาร์ทอัพด้านการศึกษาอย่าง OpenDurian และ Learn Education (The Thaiger) แต่ประเด็นเรื่องความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยียังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
หากมองย้อนประวัติศาสตร์เทคโนโลยีการศึกษาของไทย ตั้งแต่ยุควิทยุและโทรทัศน์ทางไกลเพื่อการศึกษา มาจนถึงการเรียนออนไลน์ในช่วงโควิด-19 จะเห็นว่าทุกนวัตกรรมล้วนต้องผ่านการปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยและการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะในห้องเรียนไทยที่การสอนคุณธรรมจริยธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อยยังคงดำเนินควบคู่ไปกับเนื้อหาวิชาการ ซึ่งเป็นบทบาทที่ AI ยังไม่อาจทำหน้าที่แทนได้
ในอนาคตอันใกล้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าครูไทยจะมี AI เป็นผู้ช่วยในห้องเรียนมากขึ้น หากมีการกำกับดูแลด้านความเป็นส่วนตัว จริยธรรม และประสิทธิภาพอย่างรัดกุม “AI จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงาน แต่ครูยังคงต้องเป็นผู้นำกระบวนการเรียนรู้” อาจารย์จากวิทยาลัยครูแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครกล่าว นักวิเคราะห์แนะนำให้ผสมผสานการใช้เทคโนโลยีเข้ากับการลงมือปฏิบัติของครู เพื่อส่งเสริมทั้งทักษะการคิดวิเคราะห์และการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนไปพร้อมกัน
สำหรับประเทศไทย รายงานชิ้นนี้เปรียบเสมือนแนวทางให้ครูสามารถเริ่มต้นทดลองใช้ AI กับงานพื้นฐานได้ ในขณะที่ฝ่ายกำหนดนโยบายก็ควรเร่งพัฒนาสื่อการเรียนรู้ภาษาไทยและออกแบบหลักสูตรอบรมครูให้ทันโลก ส่วนผู้ปกครองก็สามารถร่วมมือกับโรงเรียนและบุตรหลานเพื่อใช้ AI ที่บ้านอย่างสร้างสรรค์ โดยตระหนักถึงขอบเขตทางจริยธรรมและมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพการคิดของเด็ก
เมื่อ AI ก้าวหน้าไปไม่หยุด ทิศทางการศึกษาของประเทศจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมดั้งเดิม และเทคโนโลยีใหม่ ความตื่นตัวอย่างรอบคอบและการลงมือทดลองใช้จริง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ครูไทยสามารถดึงศักยภาพของนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ละทิ้งหัวใจของความเป็นครู
แหล่งข้อมูล: