ดิฉันนางสาวทิพธัญญา วรรณชัย ผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานพาร์ทไทม์มาเกือบ 5 ปี วันนี้อยากมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้ฟัง โดยจะย้อนไปในตอนที่ดิฉันอายุได้เพียง 13 ปี เป็นวัยที่ไม่สามารถทำงานได้ตามกฎหมายของบ้านเราแต่เมื่อชีวิตมันไม่มีเราก็ต้องหา ดิฉันจึงได้พาร์ทไทม์แรกคือการทำงานกับญาติ ซึ่งงานที่ทำจะเป็นงานบริการ โดยทุกวันศุกร์นั้นต้องเตรียมของขายตั้งแต่ 18:00น.-21:00น. ต่อมาที่วันเสาร์อาทิตย์ต้องตื่นมาทำงานตั้งแต่ 2:30น.-12:30น. ใครหลายๆคนอาจตั้งหน้าตั้งตารอวันศุกร์วันเสาร์แต่สำหรับดิฉันมันไม่ได้น่าปราถนาขนาดนั้น แอบเหมือนฝันร้ายในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ เพราะการทำงานกับญาตินั้นเป็นไปได้ยากที่จะมีข้อโต้แย้ง เราทำงานดีก็ไม่ได้มีผลอะไรแต่เมื่อเราทำพลาดเท่านั้นแหละพ่อแม่ของราจะโดนด่าไปด้วยอย่างไม่สมเหตุสมผล และการกดค่าแรงที่ต่ำจนแทบไม่พอยาไส้อีกด้วย ในทีนี้หากใครมีญาตพี่น้องที่รักใคร่กันอาจไม่ต้องประสบพบเจอแบบดิฉัน แต่การทำงานที่นี้ก็ทำให้ดิฉันเห็นความสุขเล็กๆในชีวิตสำคัญขึ้นเพราะเรื่องที่แย่ที่สุดคือการต้องอยู่ร่วมกัยคนแบบป้าผู้นี้ ความสัมพันธ์กับครอบครัวก็แน่นแฟ้นขึ้น เพราะเราสู้เพื่อผ่านวิกฤตของครอบครัวมาด้วยกัน เห็นคุณค่าของเงินมากขึ้น เพราะกว่าจะได้มา นอกจากแรที่เสียไปคือศักดิ์ศรีที่ต้องโดนป้าผู้นี้ปู้ยี้ปู้ยำทุกๆอาทิตย์ ตลอดสามปีที่ทำงานแรกในชีวิตจึงทำให้ดิฉันปฏิญาณตนกับตัวเองว่า งานในอนาคตของดิฉันจะต้องเป็นงานที่อยากทำเท่านั้น หลังจากนั้นสามปีก็ได้ว่างงานยาวๆจากการใช้ชีวิตด้วยเงินกยศ. แต่ เมื่อถึงวัย18ปี วัยแห่งการทำงานอย่างถูกกฎหมาย เจ้าตัวไม่ได้เห่อสักเท่าไหร่ เพียงแต่ได้งานก่อนที่จะรุ้ว่าติดมหาลัยไหนซะอีก โดยงานถัดมาในชีวิต คือ พนักงานขายไอติมร้านแดงน้ำเงิน ใบ้ให้ชื่อเดรี่ควีน ที่เลือกที่นี้มีเพียงเหตุผลเดียวเลยคือตอนเด็กชอบดูพี่ๆพนักงานคว่ำแก้ว อยากทำไอติมละเดินมาคว่ำแบบนั้นบ้าง ซึ่งมันเริ่มจากความชอบยังไงก็สบาย งานก่อนหน้านี้หนักกว่าอีก แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือนในใจตอนนั้นได้แต่คิดทบทวนว่าทำอะไรอยู่ ความคิดนี้จะโผล่มาตอนทำไอติมโคนตลอด มันยากกว่าที่คิดมากๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเดือนครึ่ง ไอติมโคนก็สวยอันดับต้นของร้านเลยทีเดียว เมื่อความมั่นใจมาตำแหน่งต่อจึงได้เป็นแคชเชียร์ เป็นตำแหน่งที่ไม่ชอบเลย เพราะต้องขายเก่ง พูดเก่ง โดนลูกค้าด่าก็ยิ้ม และด้วยการสมัครงานจากการเห่ออายุนั้นจะสร้างความลำบากในการเดินทางแล้วยังสร้างความลำบากให้กับเงินในกระเป๋าด้วย งานขายไอติมจึงปิดตัวลงหลังจากทำงานได้เกือบปีพร้อมบอกกับบอกตัวเองว่างานต่อไปจะไม่ทำแคชเชียร์อีก ต่อมาดิฉันได้ทำตามความฝันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อความฝันนั้นไม่สามารถเป็นจริงได้ จึงตกอยู่ในภาวะความโศกเศร้าแต่ความบ้าบอทางความคิดของดิฉันก็ได้บอกตัวเองว่า “นอกจากฝันมึงจะไม่มีแล้ว เงินก็ยังไม่มีอีก จะเศร้าแบบจนๆไม่ได้ป่ะ“ หลังจากร้องไห้มาสามวัน วันที่สี่จึงเดินเข้าไปสมัครงาน โดยเหตุในครั้งนี้มาจากการอยากทำพิซซ่าเหมือนในเกม ด้วยความมุ่งมั่นจึงบอกพี่ผู้จัดการร้านว่ามาสมัครตำแหน่งcook แต่เดรี่ควีนเจ้ากรรม ประสบการณ์การทำงานดันเคยเป็นแคชเชียร์ การวิงวอนอยู่สามครั้งไม่เป็นผล ได้รับตำแหน่งแคชเชียร์ด้วยความจำใจ จากตำแหน่งงานนี้ค่อนยากแม้จะมีประสบการณ์อยู่บ้างแต่การขายของที่เดรี่ควีนเชียร์ขายราคาหลักสิบ แต่พิซซ่าคือหลักร้อยหลักพัน การที่จะให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินให้ในช่วงแรกเป็นความกดดันที่ค่อนข้างสูงมาก แต่เงินก็อยากได้จึงต้องสู้ต่อด้วยหัวใจแฟ่บๆ การมีลูกค้าต่างชาติมากมายกับสกิลภาษาอังกฤษติดลบ แต่ดิฉันก็พยายามพัฒนาการขายของตนเองจนยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาษาอังกฤษอาจจะยังไม่ได้ดีขึ้นแต่ก็สามารถขายได้แบบไปวัดไปวาได้ และที่พัฒนาอย่างมากคือการโดนลูกค้าด่าไม่ได้กระทบต่อรอยยิ้มบนใบหน้าเลย การปั่นหน้าต่อลูกค้าถือว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว จากงานพาร์ทไทม์ทั้งสามนี้ ดิฉันได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย ในบางทีอาจจะไม่ได้ดี บางทีอาจจะดี แต่ทุกที่ที่ทำก็ทำให้ดิฉันพัฒนาขึ้นไม่ว่าความสามารถนั้นในตอนแรกจะต้องการหรือไม่ก็ตาม ในความคิดของดิฉันประสบการณ์ทั้งสามที่นี้หากชีวิตสบายไร้ซึ่งความลำบากคงจะอยู่ที่เดิม คงไม่ได้เจอตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นแบบนี้ ตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไปดิฉันขอบคุณช่วงชีวิตทั้งหมดที่ทำให้ได้ทำงานสามที่นี้ งานพาร์ทไทม์นอกจากจะสร้างเงินให้ดิฉันได้มอบบทเรียนมากมายให้ดิฉันจึงอยากนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านทุกคนค่ะ ขอให้สนุกกับทุกช่วงเวลาในชีวิตนะคะ
งานพาร์ทไทม์
ขอให้สนุกทุช่วงเวลาของชีวิต
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น