พักหลังมานี้ ชื่อของ ‘ออกซิโทซิน’ กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงวิทยาศาสตร์ เพราะบทบาทสำคัญต่อสุขภาพกายและใจของเรา งานวิจัยใหม่ๆ ได้ชี้ทางสว่างให้เห็นถึงวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยเพิ่มออกซิโทซินได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจสำหรับคนไทยในการนำไปปรับใช้เพื่อลดความเครียด กระชับความสัมพันธ์ และเติมเต็มความสุขในแต่ละวัน
ออกซิโทซิน ที่หลายคนคุ้นหูในชื่อ “ฮอร์โมนแห่งความรัก” หรือ “ฮอร์โมนแห่งการกอด” ไม่ได้มีบทบาทแค่ตอนคลอดบุตรหรือสร้างสายใยแม่ลูกเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความรู้สึกไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจ ไปจนถึงการซ่อมแซมร่างกาย ยิ่งสำหรับคนไทยที่ต้องเผชิญความเครียดรุมเร้าในสังคมเมือง มีความผูกพันกับครอบครัวอย่างลึกซึ้ง และใช้ชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง การทำความเข้าใจวิธีดูแลตัวเองผ่านออกซิโทซินจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
งานวิจัยที่สรุปไว้ใน Boston Globe ฉบับล่าสุด เผยให้เห็นทั้งกลไกทางวิทยาศาสตร์และแนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่ใครๆ ก็ทำตามได้
ออกซิโทซินเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายชายและหญิงสามารถสร้างได้เอง โดยมีตัวรับกระจายอยู่ทั่วสมองและร่างกาย นักประสาทชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกให้ข้อมูลกับสื่อว่า “ออกซิโทซินเปรียบเสมือนยาจากธรรมชาติที่ส่งผลแทบทุกระบบในร่างกาย ตั้งแต่สมอง ลำไส้ ไปจนถึงระบบภูมิคุ้มกัน” ผลการศึกษาพบว่าออกซิโทซินสามารถลดความดันโลหิต ควบคุมความเครียด ลดการอักเสบ และช่วยปกป้องร่างกายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและสัตวแพทย์จากสหรัฐอเมริกาอธิบายเสริมว่า “ออกซิโทซินช่วยลดสัญญาณความเครียด ทำให้เรารู้สึกสงบลงทั้งร่างกายและจิตใจ” ซึ่งประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนเมืองอย่างชาวกรุงเทพฯ หรือครอบครัวที่ต้องรับมือกับแรงกดดันในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ออกซิโทซินยังมีบทบาทต่อสุขภาพทางเพศ ความอยากอาหาร ระบบเผาผลาญ การบรรเทาความเจ็บปวด และสุขภาพจิตโดยรวม งานวิจัยด้านอายุรเวทและประสาทต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาชี้ว่า ภาวะขาดออกซิโทซินมีความเชื่อมโยงกับอาการผิดปกติทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า วิตกกังวล หรือแม้แต่พฤติกรรมการกินผิดปกติ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่ากังวลในสังคมไทย โดยเฉพาะหลังผ่านพ้นช่วงโควิด-19
แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือบทบาทของออกซิโทซินในการเสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม นักวิจัยด้านประสาทพฤติกรรมเสนอว่า “เมื่อเราเห็นใจผู้อื่น เราจะสามารถอยู่ร่วมกับคนรอบข้างได้ดีขึ้น และช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในสังคม” แนวคิดนี้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยเรื่อง “น้ำใจ” ที่เน้นการแบ่งปันและเอื้ออาทรต่อกัน
แม้ปัจจุบันบริษัทยาจะเริ่มวิจัยและพัฒนาสเปรย์ออกซิโทซินสำหรับพ่นจมูกเพื่อใช้ในทางการแพทย์ เช่น รักษาภาวะวิตกกังวล ออทิสติก หรืออารมณ์แปรปรวน แต่นักวิชาการยังคงเตือนว่าการใช้ยาเหล่านี้ยังไม่เหมาะกับคนทั่วไป เนื่องจากขนาดการใช้และผลข้างเคียงระยะยาวยังต้องศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้น การเพิ่มออกซิโทซินด้วยวิธีธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเห็นผลได้จริง
7 เคล็ดลับง่ายๆ เพิ่มออกซิโทซินได้จริงในวิถีชีวิตแบบไทยๆ
๑. เปล่งเสียงร้องเพลง ไม่ว่าจะร้องเพลงในวงประสานเสียง สวดมนต์ทำวัตรในงานบุญ หรือจับไมค์ร้องคาราโอเกะกับเพื่อนฝูง การร้องเพลงร่วมกันจะช่วยเพิ่มระดับออกซิโทซินในเลือดได้ งานวิจัยยืนยันว่าดนตรีเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันมาตั้งแต่โบราณ สำหรับสังคมไทยที่มีทั้งเพลงลูกทุ่งและคาราโอเกะเป็นกิจกรรมยอดฮิต หรือแม้แต่การฮัมเพลงคนเดียวที่มีเนื้อหาซึ้งๆ หรือฟังเพลงไทยเดิมเพลินๆ ก็ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความสุขนี้ได้เช่นกัน
๒. ฝึกสมาธิและแผ่เมตตา การทำสมาธิ ไม่ว่าจะเข้าวัดปฏิบัติธรรมหรือนั่งฝึกสงบๆ ที่บ้าน คืออีกหนึ่งวิธีเพิ่มออกซิโทซินที่นักวิจัยเรียกว่า “สมาธิเพื่อความเมตตา” งานวิจัยชี้ว่าแค่เพียงการฝึกกำหนดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ หรือเข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติธรรมเพียงวันเดียว ก็สามารถเพิ่มระดับออกซิโทซินได้อย่างมีนัยสำคัญ
๓. ทำดี มีน้ำใจ การเป็นอาสาสมัครช่วยงานวัด ช่วยเหลือคนในครอบครัว ร่วมบริจาคในงานการกุศล หรือแม้แต่การช่วยเหลือคนแปลกหน้าเล็กๆ น้อยๆ ล้วนกระตุ้นให้สมองหลั่งออกซิโทซิน ซึ่งตรงกับวัฒนธรรม “การทำบุญ” ของไทยที่เน้นการให้และการแบ่งปัน นักวิจัยพบว่าพฤติกรรมการแสดงน้ำใจต่อผู้อื่นทำให้เรารู้สึก “อิ่มใจ” เพราะระบบรางวัลในสมองถูกกระตุ้นด้วยออกซิโทซินนั่นเอง
๔. สัมผัสกายอย่างอบอุ่น การสัมผัสอย่างเหมาะสม เช่น การนวดแผนไทย การลูบหลังปลอบใจ หรือการกอดคนในครอบครัว ถือเป็นวิธีเพิ่มออกซิโทซินที่ได้ผลดีและเป็นที่นิยมในสังคมไทย งานศึกษาพบว่าการนวดด้วยแรงกดที่พอเหมาะบริเวณหลัง ศีรษะ หรือฝ่าเท้า ช่วยกระตุ้นการหลั่งออกซิโทซิน ส่งผลดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ
๕. เล่นกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก เพียงแค่สบตาหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัข ก็มีงานวิจัยพบว่าทั้งคนและสัตว์เลี้ยงจะหลั่งออกซิโทซินออกมาพร้อมๆ กัน ในยุคที่คนไทยหันมาเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้นและมีคาเฟ่สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นมากมายในเมืองใหญ่ การใช้เวลากับเพื่อนสี่ขาจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีผ่อนคลายความเครียดจากธรรมชาติบำบัด
๖. ดื่มด่ำกับกลิ่นหอมผ่อนคลาย การสูดดมน้ำมันหอมระเหยอย่างกลิ่นลาเวนเดอร์ ดอกมะลิ หรือไม้จันทน์ ก็สามารถช่วยเพิ่มระดับออกซิโทซินได้ โดยเฉพาะในผู้หญิง งานวิจัยพบว่าหลังจากสูดดมกลิ่นลาเวนเดอร์ ระดับออกซิโทซินในน้ำลายจะสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยที่นิยมใช้สมุนไพรและเครื่องหอมในสปาและพิธีกรรมต่างๆ
๗. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะไปวิ่งที่สวนลุมฯ ซ้อมมวยไทย หรือเต้นแอโรบิกเป็นกลุ่มที่ลานกิจกรรมในหมู่บ้าน การเคลื่อนไหวร่างกายคือตัวช่วยชั้นดีในการเพิ่มออกซิโทซิน แค่วิ่งเพียง 10 นาทีก็เห็นผลได้ทันที แต่ถ้าออกกำลังกายต่อเนื่องราว 30 นาทีจะยิ่งได้ผลดี โดยเฉพาะกิจกรรมที่ทำเป็นกลุ่มหรือในชุมชน
การนำเคล็ดลับเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันล้วนสะท้อนวิถีไทยได้อย่างกลมกลืน ตั้งแต่การตักบาตรตอนเช้า การนวดให้คนในครอบครัว ไปจนถึงการเล่นกีฬาในชุมชน
แนวคิด “สบายๆ” อันเป็นเอกลักษณ์ของไทย ที่มุ่งเน้นความผ่อนคลายและมีความสุขกับสิ่งรอบตัว ล้วนสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมออกซิโทซินโดยไม่รู้ตัว ความสามัคคีในชุมชน การเคารพผู้ใหญ่ และการสร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านประเพณีต่างๆ ยิ่งตอกย้ำว่าการบำรุงฮอร์โมนแห่งความสุขนั้นหยั่งรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตแบบไทยๆ นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าไม่ควรคาดหวังผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ในทันที เพราะสารเคมีในสมองนี้จะออกฤทธิ์แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านพันธุกรรม สุขภาพ และสภาวะอารมณ์ นักวิจัยด้านประสาทต่อมไร้ท่อระดับสากลชี้ว่า แต่ละคนมีความไวต่อออกซิโทซินไม่เท่ากัน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ BostonGlobe.com
ในอนาคต แม้การใช้สเปรย์ออกซิโทซินในทางการแพทย์จะยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่การเลือกใช้วิธีทางธรรมชาติยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาและสาธารณสุขในไทยสามารถนำองค์ความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ได้ เช่น การส่งเสริมกิจกรรมสมาธิ ดนตรีบำบัด จิตอาสา และการออกกำลังกายในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือในระบบสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันโครงการร้องเพลงหมู่ จิตอาสา และการฝึกสมาธิในชุมชนก็เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นทั้งในเมืองและชนบท
สำหรับพวกเราทุกคน ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมชมรมร้องเพลง ฝึกสมาธิ ช่วยเหลือคนรอบข้าง เล่นกับสัตว์เลี้ยง ใช้เครื่องหอมไทย หรือออกกำลังกายกับเพื่อน วิธีการเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความสุขให้ตัวเอง แต่ยังช่วยถักทอสายใยความผูกพันในสังคมไทยให้แข็งแรง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจสำหรับรับมือกับยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง
หากต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ Boston Globe และศึกษาจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ เช่น Harvard Medical School, ฐานข้อมูล PubMed หรือเอกสารทางวิชาการจากสถาบันที่อ้างอิงในบทความนี้