ผลสำรวจชิ้นใหม่ในสหรัฐอเมริกาเผยให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวล เมื่อศิษยาภิบาลซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งเสาหลักในการให้คำปรึกษาแก่คนในชุมชน กลับมีบทบาทในด้านนี้น้อยลงกว่าทศวรรษที่แล้ว ทั้งยังขาดแคลนช่องทางส่งต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือไปสู่มืออาชีพ และเริ่มตัดขาดจากเครือข่ายที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนต้องแบกรับภาระหนักอึ้งไว้เพียงลำพัง ผลวิจัยจาก Lifeway Research ที่สำรวจศิษยาภิบาลโปรเตสแตนต์และอีวานเจลิคัลกว่า ๑,๕๐๐ คนทั่วสหรัฐฯ สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบทบาทผู้นำศาสนาต่องานสุขภาพจิต ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาสนิกชนและผู้นำศาสนาในไทยที่เผชิญสถานการณ์คล้ายคลึงกันควรให้ความสนใจ
สำหรับสังคมไทย ประเด็นนี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะพระสงฆ์และวัดมีบทบาทคล้ายคลึงกับศิษยาภิบาลในฐานะที่พึ่งทางใจ ทั้งในมิติความเชื่อและการให้คำปรึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่บริการสุขภาพจิตยังเข้าไม่ถึง การศึกษาว่าผู้นำศาสนาในสหรัฐฯ รับมือกับความท้าทายนี้อย่างไรจึงอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพระสงฆ์และผู้นำชุมชนของไทย ในยุคที่ความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตสูงขึ้น แต่อคติและการตีตรายังคงเป็นกำแพงขวางกั้น
ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าศิษยาภิบาลในยุคปัจจุบันจำนวนมาก ไม่ได้รับการฝึกฝนด้านการให้คำปรึกษาเท่าคนรุ่นก่อน และมีแนวโน้มจะส่งต่อสมาชิกในชุมชนไปหานักบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญน้อยลง รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มให้คำปรึกษาโดยอาสาสมัครในโบสถ์ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในปี ๒๐๑๕ ศิษยาภิบาลราวสองในสาม (๖๗%) มีรายชื่อผู้ให้คำปรึกษามืออาชีพสำหรับส่งต่อ แต่ในปี ๒๐๒๕ ตัวเลขนี้ลดลงเหลือไม่ถึงครึ่ง (๕๒%) แนวโน้มขาลงนี้ยังปรากฏชัดในการพัฒนาทักษะของตัวผู้นำศาสนาเอง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าอบรม การหาความรู้ หรือการตั้งกลุ่มช่วยเหลือ มีศิษยาภิบาลเพียง ๙% ที่จบปริญญาโทด้านการให้คำปรึกษาโดยตรง ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยในรอบ ๑๐ ปี ขณะที่การเข้าอบรมเพิ่มเติมลดลงจาก ๖๔% ในปี ๒๐๑๕ เหลือไม่ถึงครึ่ง (๔๘%) ในปี ๒๐๒๕ แม้แต่การอ่านบทความหรือหนังสือที่เกี่ยวข้องซึ่งเคยสูงเกือบ ๙๐% ในปี ๒๐๑๕ ก็ลดลงเหลือ ๘๑% ในปี ๒๐๒๕
สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น คือความลังเลของศิษยาภิบาลที่จะส่งต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือไปยังผู้เชี่ยวชาญ ในปี ๒๐๑๕ ศิษยาภิบาล ๗๖% ระบุว่าพร้อมส่งต่อเคสที่ซับซ้อนหลังพูดคุยเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ในปี ๒๐๒๕ ตัวเลขดังกล่าวลดเหลือ ๗๒% ปัญหานี้เห็นได้ชัดในโบสถ์ขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่มีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญสำหรับส่งต่อ หรือไม่มีโครงการให้คำปรึกษาโดยอาสาสมัครเลย เทียบกับโบสถ์ขนาดใหญ่ (มีผู้ร่วมพิธีกรรมกว่า ๒๕๐ คน) ที่ ๘๐% ของศิษยาภิบาลจะมีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญเตรียมไว้ ขณะที่โบสถ์ขนาดเล็กมีเพียง ๓๘%
สาเหตุที่ทำให้แนวโน้มเหล่านี้ลดลงยังไม่แน่ชัด ตัวแทนจาก Lifeway Research อธิบายว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการที่ศิษยาภิบาลลดการพัฒนาทักษะด้านนี้ลง เป็นเพราะความตั้งใจ หรือเป็นผลจากภาระงานด้านอื่นที่ดึงความสนใจไป แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ ผู้นำศาสนาอาจไม่พร้อมรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตที่ซับซ้อนของสังคมยุคใหม่
แม้การศึกษาชิ้นนี้จะอยู่ในบริบทของสหรัฐฯ แต่เนื้อหาก็สะท้อนภาพสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เพราะวัดและพระสงฆ์ยังคงเป็นศูนย์กลางการดูแลทั้งด้านจิตใจและจิตวิญญาณในหลายชุมชน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐเองก็พยายามส่งเสริมความร่วมมือระหว่างระบบสาธารณสุขกับวัด เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาภาวะซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้น (องค์การอนามัยโลก, ๒๕๖๕) เช่นเดียวกับในสหรัฐฯ การฝึกอบรมทักษะและการเปิดใจส่งต่อผู้คนไปพบผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นเรื่องที่วัดและอาสาสมัครในไทยต้องให้ความสำคัญยิ่งขึ้น
งานวิจัยยังพบความแตกต่างที่น่าสนใจในมิติทางเพศและช่วงวัยของศิษยาภิบาล โดยผู้นำศาสนาชายมีแนวโน้มจะขอให้มีบุคคลที่สามอยู่ด้วยเมื่อให้คำปรึกษากับสตรี มากกว่าผู้นำศาสนาหญิงอย่างมีนัยสำคัญ (๗๙% ต่อ ๔๗%) ซึ่งอาจสะท้อนถึงวัฒนธรรมหรือข้อปฏิบัติขององค์กรศาสนา โดยกลุ่มศิษยาภิบาลอายุ ๔๕–๕๔ ปี และผู้ที่ทำงานในแถบตอนใต้ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปฏิบัติตามแนวทางนี้มากที่สุด ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับบริบทของวัดในไทย ซึ่งมีพระธรรมวินัยกำกับให้พระสงฆ์ต้องระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการให้คำปรึกษากับสตรีตามลำพัง
แม้การส่งต่อและการฝึกอบรมจะลดลง แต่ศิษยาภิบาลส่วนใหญ่ยังคงเห็นคุณค่าของการมีเครือข่ายหรือเพื่อนที่สามารถระบายความรู้สึกส่วนตัวได้ พวกเขามักจะแบ่งปันปัญหากับคนอื่น ๆ เป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส ผู้นำศาสนาคนอื่น ๆ หรือเพื่อนสนิท แต่ตัวเลขที่น่าเป็นห่วงคือ สัดส่วนการพูดคุยเหล่านี้กลับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เช่น ศิษยาภิบาลที่ปรึกษาปัญหากับคู่สมรสลดลงจาก ๙๐% ในปี ๒๐๑๕ เหลือ ๗๔% ในปี ๒๐๒๕ การปรึกษาเพื่อนสนิทลดจาก ๗๔% เหลือ ๖๐% และการปรึกษาผู้นำศาสนาคนอื่นลดจาก ๗๑% เหลือ ๖๐% ที่น่าตกใจคือ มีเพียง ๙% เท่านั้นที่พบผู้ให้คำปรึกษามืออาชีพเป็นประจำทุกเดือน ตัวแทนจาก Lifeway Research ชี้ว่านี่เป็นสัญญาณอันตราย เพราะเมื่อผู้นำศาสนาขอความช่วยเหลือจากเครือข่ายของตนน้อยลง ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะถูกโดดเดี่ยวและเผชิญกับความเครียดมากขึ้น
สำหรับบริบทไทย ปัญหาการขาดเครือข่ายและความโดดเดี่ยวของพระสงฆ์และผู้นำชุมชนทางศาสนาเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเช่นกัน โดยเฉพาะหลังช่วงโควิด-๑๙ ที่กิจกรรมทางศาสนาต้องหยุดชะงักหรือเปลี่ยนรูปแบบไป (บางกอกโพสต์, ๒๕๖๖) หากปราศจากระบบสนับสนุนที่แข็งแรงพอ ทั้งศิษยาภิบาลในสหรัฐฯ และพระสงฆ์ในไทยล้วนเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ และอาจไม่สามารถดูแลสุขภาพใจของคนในชุมชนได้อย่างเต็มศักยภาพ
ในเชิงวัฒนธรรม ความลังเลที่จะส่งต่อผู้มีปัญหาทางใจออกไปนอกรั้ววัดหรือโบสถ์ไม่ได้มีแค่ในสหรัฐฯ ในสังคมไทยเองก็ยังคงมีอคติและความรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะไปพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านค่านิยม ความเชื่อมั่นในแนวทางดั้งเดิม หรือแม้แต่การไม่รู้จักบริการเหล่านี้ด้วยซ้ำ บริบทของทั้งสองสังคมจึงสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างการดูแลทางจิตวิญญาณและหลักการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมร่วมกัน การสร้างเครือข่าย หรือการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างวัด วงการแพทย์ และหน่วยงานภาคสังคม
มองไปข้างหน้า รายงานฉบับนี้ชี้ว่า หากเราไม่เร่งให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และสร้างระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ ผู้นำศาสนา ซึ่งรวมถึงพระสงฆ์และอาสาสมัครในบริบทอื่น ๆ อาจตามไม่ทันความซับซ้อนของปัญหาสังคม โดยเฉพาะเมื่อปัญหาสุขภาพจิตในยุคใหม่มีความรุนแรงและหลากหลายมากขึ้น
องค์กรภาครัฐ หน่วยงานสาธารณสุข และวัดในไทยสามารถนำบทเรียนนี้ไปปรับใช้ได้ โดยอาจเริ่มจากการขยายโอกาสอบรมพระสงฆ์และอาสาสมัครในทักษะการให้คำปรึกษาเบื้องต้น สร้างเครือข่ายกับนักวิชาชีพด้านสุขภาพจิต และส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจว่าผู้นำศาสนาเองก็มีความเปราะบางไม่ต่างจากคนทั่วไป การสนับสนุนให้ผู้นำศาสนาสามารถแนะนำคนในชุมชนไปพบผู้เชี่ยวชาญได้อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการให้ที่พึ่งทางใจ จะช่วยลดอคติต่อปัญหาสุขภาพจิต และเติมเต็มช่องว่างของบริการในพื้นที่ห่างไกลที่วัดยังคงเป็นที่พึ่งหลัก
สำหรับเราทุกคน ประเด็นนี้ย้ำเตือนว่า สุขภาพจิตเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเลือกขอความช่วยเหลือจากพระสงฆ์ ผู้นำชุมชน หรือผู้เชี่ยวชาญ การเปิดใจสร้างสะพานเชื่อมระหว่างแนวทางดั้งเดิมกับหลักการสมัยใหม่ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ทั้งปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรวมแข็งแกร่งขึ้น
สามารถอ่านผลวิจัยฉบับเต็มและรายละเอียดวิธีวิจัยได้ที่ Lifeway Research รวมถึงข้อมูลเสริมจาก บางกอกโพสต์ และ องค์การอนามัยโลกในประเทศไทย ที่สะท้อนแนวโน้มการรับมือกับสุขภาพจิตของผู้นำศาสนาในระดับโลก
ถึงเวลาที่ชุมชนไทยและผู้นำศาสนาจะต้องหันมาสนับสนุนการเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างวัดกับภาคสาธารณสุข เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพจิตในยุคที่ความต้องการสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง