แม้ภาพจำของฮาวายคือสวรรค์ของนักเดินทาง ที่เต็มไปด้วยทะเลงาม ชายหาดในฝัน และวันหยุดสุดพิเศษ แต่ฤดูร้อนปีนี้กลับกลายเป็นภาพตรงกันข้าม เมื่อโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวต่างเผชิญภาวะนักท่องเที่ยวหดตัวอย่างน่าใจหาย สร้างความกังวลไปทั่วทั้งวงการ ตั้งแต่นักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก รายงานล่าสุดจาก SFGate เผยว่านี่ไม่ใช่แค่สถานการณ์ชั่วคราว แต่อาจเป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับแหล่งท่องเที่ยวดังระดับโลกอย่างประเทศไทย ที่กำลังพยายามฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดและภัยพิบัติซ้ำรอย (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม: SFGate)

ฤดูร้อนที่ว่างเปล่าในฮาวาย สัญญาณเตือนภัยถึงทั่วโลก

ปกติแล้วช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมคือฤดูทองของการท่องเที่ยวฮาวาย ที่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจะหลั่งไหลเข้ามาจนเต็มโรงแรม ชายหาด และย่านท่องเที่ยวดัง แต่ปีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวรายหนึ่งในฮาวายยอมรับว่า “เดือนมิถุนายนปีนี้เงียบกว่าที่เคย ยอดจองลดลง และความสนใจโดยรวมก็แผ่วลงไปมาก” ขณะที่เดือนกรกฎาคมและสิงหาคม แม้ตัวเลขอาจใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างที่ธุรกิจคาดหวัง หากย้อนไปในปี 2562 ฮาวายเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่คาดการณ์ว่าตัวเลขจะยังคงห่างไกลจากจุดนั้นไปอีกหลายปี

วิกฤตซ้อนวิกฤต กับปัจจัยที่ซับซ้อน

สาเหตุหลักที่ทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลง คือผลกระทบจากเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่เมืองลาไฮนา บนเกาะเมาอิ เมื่อปี 2566 ซึ่งไม่เพียงสร้างบาดแผล แต่ยังก่อให้เกิดคำถามในใจนักท่องเที่ยวถึงความเหมาะสมในการเดินทาง ท่ามกลางโศกนาฏกรรม ประกอบกับปัจจัยเชิงปฏิบัติอย่างราคาที่พักและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเกือบ 2 ปี แต่บรรยากาศการท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับมาเหมือนเดิม ข้อมูลจากองค์การวิจัยเศรษฐกิจแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาย ชี้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงลดลงราว 3–6% โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางจากญี่ปุ่นและแคนาดา และคาดว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวจะลดลงอีก 4% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569 ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือตำแหน่งงานในภาคบริการที่เสี่ยงลดลงในทุกเขตของฮาวาย และคาดว่าอาจต้องรอถึงปี 2571 กว่าจะฟื้นตัวกลับไปเท่าระดับก่อนโควิด

พฤติกรรมการจองยุคใหม่ที่พลิกเกมธุรกิจ

รายงานยังชี้ว่า สภาพเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ ทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ซีอีโอของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่งเผยว่า นักเดินทางยุคนี้ “มักจองทริปแบบฉุกละหุก แค่ 2–4 สัปดาห์ล่วงหน้า” ซึ่งสร้างความท้าทายในการวางแผนให้กับโรงแรมและสายการบินอย่างมาก ข้อมูลจากฝ่ายวิจัยของกรมพัฒนาธุรกิจและการท่องเที่ยวฮาวายก็ตอกย้ำว่า สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่และแต่ละสายการบินแตกต่างกันมากจนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว

ขณะที่ Outrigger ผู้ให้บริการโรงแรมรายใหญ่ของฮาวาย ประเมินว่าฤดูร้อนปีนี้น่าจะทำได้แค่ “ทรงตัว” เท่านั้น ทำให้ทางการฮาวายต้องเร่งอัดฉีดแคมเปญใหม่มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวบนเกาะเมาอิและเกาะอื่นๆ ส่วนสายการบินก็พยายามเพิ่มเที่ยวบินในบางเส้นทาง โดยหวังใช้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการระหว่าง Hawaiian Airlines และ Alaska Airlines เมื่อปลายปีที่แล้วมาเป็นจุดแข็ง

วิกฤตฮาวายสะท้อนอะไรถึงไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฮาวายจึงเป็นกรณีศึกษาที่ไทยไม่อาจมองข้าม เพราะมีจุดร่วมคล้ายกันหลายอย่าง ทั้งการพึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ความเปราะบางต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และประสบการณ์การรับมือภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ไม่ต่างจากที่ไทยเคยเผชิญกับสึนามิและอุทกภัย

บทเรียนแรก คือการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวหลังภัยพิบัติที่ยาวนานกว่าที่คิด สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นหลักยังคงอ่อนไหวต่อวิกฤตอย่างยิ่ง แม้โครงสร้างพื้นฐานจะซ่อมแซมได้ แต่การสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยต้องใช้เวลา

บทเรียนที่สอง คือความท้าทายหลังยุค Over-tourism เมื่อตลาดท่องเที่ยวกลับมาแข่งขันกันอย่างดุเดือดหลังโควิด แม้ไทยและฮาวายจะเคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากกระแส “Revenge Travel” แต่กรณีของฮาวายชี้ชัดว่าความคึกคักนั้นไม่ยั่งยืน ในระยะยาว การตลาดต้องเดินคู่ไปกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

บทเรียนที่สาม คือพฤติกรรมนักเดินทางที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น การตัดสินใจจองทริปในระยะเวลาสั้นลง และความกังวลเรื่องราคาและความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภาพที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าและค่าครองชีพสูง นักท่องเที่ยวบางกลุ่มก็เลือกที่จะชะลอการเดินทางมายังประเทศไทย (ดูรายละเอียด Bangkok Post)

หน่วยงานของไทยอย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เริ่มเห็นสัญญาณความผันผวนของตัวเลขนักท่องเที่ยวจากตลาดใหญ่อย่างจีนและรัสเซียแล้ว ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามกระจายความเสี่ยงด้วยการเจาะตลาดใหม่ๆ ให้มากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอก ทั้งเส้นทางบิน ภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงข้อจำกัดภายในประเทศ เช่น บุคลากร และแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (ดูเพิ่มเติมที่ TAT Newsroom)

ไทย–ฮาวาย กับโจทย์ความยั่งยืนที่ต้องร่วมกันแก้

ทั้งไทยและฮาวายต่างก็มีวัฒนธรรมการต้อนรับขับสู้ที่เป็นมิตรมายาวนาน และต่างก็เคยเผชิญกับปัญหา Over-tourism และตั้งคำถามถึงการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน วิกฤตของฮาวายในวันนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้ไทยต้องเร่งวางแผนระยะยาว ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือการรักษาเสน่ห์ที่แท้จริงเอาไว้ เพื่อให้ยังคงโดดเด่นบนเวทีโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน

ทางรอด: สร้างภูมิคุ้มกัน ยืดหยุ่น และคิดใหม่

แนวโน้มการฟื้นตัวของฮาวายที่อาจลากยาวไปจนถึงปี 2571 เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนสำหรับไทยว่า การกลับไปสู่ “ภาวะปกติแบบเดิม” อาจไม่ใช่เรื่องง่าย และจำเป็นต้องเตรียมแนวทางใหม่ๆ ทั้งด้านการตลาด การสร้างกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไปจนถึงการชูจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่ผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบายของไทยควรนำไปปรับใช้ คือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และสร้างช่องทางรายได้ใหม่ๆ ที่นอกเหนือไปจากตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ ที่สำคัญที่สุดคือการตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ปลอดภัย น่าเที่ยว และคุ้มค่า ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติคือ การติดตามแนวโน้มการเดินทางของโลกอย่างใกล้ชิด การร่วมมือกันผลักดันแคมเปญการตลาดในช่วงเวลาที่เปราะบาง การจัดตั้งกองทุนหรือระบบประกันภัยสำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และการร่วมมืออย่างแข็งขันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่เพียงแค่รอด แต่พร้อมเติบโตไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ข้อคิดถึงนักเดินทางและคนไทย

สำหรับผู้อ่านที่กำลังวางแผนเดินทาง ไม่ว่าจะในไทย ฮาวาย หรือที่ใดก็ตาม การปรับตัวรับมือกับระบบการจองและราคาที่ผันผวนอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น การวางแผนล่วงหน้า ติดตามข่าวสาร และเลือกเดินทางอย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้เราท่องโลกในยุคใหม่นี้ได้อย่างมั่นใจและมีความสุข


แหล่งข้อมูล: