พักหลังมานี้ เรื่อง “ปมในใจวัยเด็ก” หรือบาดแผลทางใจที่ไม่เคยถูกเยียวยา กลับมาเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวางอีกครั้ง ข้อมูลจากนักจิตวิทยาและบทวิเคราะห์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำต่างชี้ตรงกันว่า ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กสามารถฝากรอยแผลลึกทางอารมณ์ที่ส่งผลมาถึงวัยผู้ใหญ่ได้ ผ่านพฤติกรรมและลักษณะนิสัยบางอย่างที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ตัว ประเด็นนี้ไม่ได้สำคัญแค่กับผู้ที่เคยมีประสบการณ์ตรงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคน ในช่วงเวลาที่สังคมเริ่มเปิดกว้างเรื่องสุขภาพจิต และทัศนคติต่อการพบจิตแพทย์หรือนักบำบัดกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคนไทย?
ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและหน้าตา การรักษาภาพลักษณ์ครอบครัวที่อบอุ่นสงบสุขมักทำให้ปัญหาหรือเรื่องสะเทือนใจถูกซุกไว้ใต้พรม จากรายงานและการวิเคราะห์ทางจิตวิทยาหลายชิ้นพบว่า บาดแผลทางใจในวัยเด็กที่ไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ได้เป็นแค่ภาระส่วนบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับสังคมและอาจถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ปัญหาความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด หรือแม้กระทั่งปัญหาสุขภาพกายที่เชื่อมโยงกันอย่างโรคหัวใจและภาวะซึมเศร้า ในวันที่ภาครัฐและหน่วยงานด้านสุขภาพจิตหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและดูแลเชิงรุก การทำความเข้าใจลักษณะนิสัยที่เชื่อมโยงกับบาดแผลทางใจจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงการดูแลได้เร็วขึ้น และสนับสนุนการฟื้นฟูในภาพรวมของสังคม
๑๕ ลักษณะนิสัยที่มักพบในผู้ใหญ่ซึ่งมีปมในวัยเด็กที่ยังไม่คลี่คลาย
จากการรวบรวมข้อมูลของ Parade, Cornerstone Healing Center และงานวิจัยทางวิชาการหลายชิ้น พบลักษณะนิสัยและพฤติกรรม ๑๕ ประการที่มักปรากฏในผู้ใหญ่ที่ยังคงมีบาดแผลจากวัยเด็กที่ไม่ได้รับการเยียวยา ดังนี้
- อาการหวาดระแวง หรือตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา (hypervigilance)
- ชอบเอาใจคนอื่นจนไม่เป็นตัวเอง
- ความรู้สึกเฉยชา หรือตายด้านทางอารมณ์
- ไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ
- โหยหาการพึ่งพิง หรืออยู่ในภาวะพึ่งพาคนอื่น (codependency)
- รู้สึกผิดหรือละอายใจกับตัวเองอยู่เสมอ
- ไม่กล้าสร้างขอบเขตความสัมพันธ์กับผู้อื่น
- ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบอย่างสุดโต่ง
- กลัวการถูกทอดทิ้งอย่างรุนแรง
- รู้สึกผ่อนคลายไม่เป็น
- ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ หรือระเบิดอารมณ์ง่าย
- มีภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง
- ชอบบ่อนทำลายความสุขหรือความสำเร็จของตัวเอง (self-sabotage)
- รู้สึกเหมือนตัวเองแปลกแยก หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย (dissociation)
- มักตัดสินใจทำอะไรแบบหุนหันพลันแล่น
พฤติกรรมอย่างการตื่นตัวระวังภัยตลอดเวลา มักมีรากมาจากการเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวมาแม้วันนี้จะอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม ขณะที่การชอบเอาใจคนอื่นหรือต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ก็มักเป็นกลไกการเอาตัวรอดจากครอบครัวที่ความรักและการยอมรับมีเงื่อนไข เช่นเดียวกัน ปัญหาการไม่ไว้ใจใครและความรู้สึกเฉยชาก็อาจทำลายความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่ได้ ส่วนนิสัยยึดติดกับความสมบูรณ์แบบและชอบตำหนิตัวเองรุนแรง ก็มักเกิดจากการถูกตั้งมาตรฐานที่สูงเกินจริงหรือโดนวิพากษ์วิจารณ์บ่อยครั้งในวัยเด็ก ลักษณะนิสัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของบุคลิกส่วนตัว แต่งานวิจัยชี้ว่ามันคือการปรับตัวของระบบประสาทที่ฝังรากลึกจากความเครียดเรื้อรัง
ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการฟื้นตัว
งานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ใน PubMed เมื่อปี ๒๕๖๘ ตอกย้ำว่า ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการปรับตัวที่ลดลง เช่น การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ การควบคุมอารมณ์ และทักษะการรับมือกับปัญหา นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ยังพบว่าแนวโน้มยึดติดความสมบูรณ์แบบในทางที่ทำร้ายตัวเอง ยังเป็นตัวกลางสำคัญที่เชื่อมโยงบาดแผลวัยเด็กเข้ากับความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าอีกด้วย ซึ่งหมายความว่าลักษณะนิสัยเหล่านี้อาจเป็นทั้งเกราะป้องกันและดาบสองคมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตในวัยผู้ใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชจากต่างประเทศได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ใน รายงานของ AOL ว่า “บาดแผลทางใจในวัยเด็กส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง พฤติกรรมที่เราเห็นอย่างการตื่นตัวเกินเหตุหรือพยายามเอาใจคนอื่น ความจริงแล้วมันคือกลไกป้องกันตัวที่ติดมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าอันตรายจะผ่านไปแล้ว แต่พฤติกรรมเหล่านี้กลับฝังรากลึกจนทำให้ชีวิตตอนโตหนักอึ้งโดยไม่รู้สาเหตุ”
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยต่างยืนยันว่ามนุษย์มีความสามารถในการฟื้นตัวและปรับตัว (resilience) ได้เสมอ ไม่ใช่ทุกคนที่เคยเจอเรื่องเลวร้ายในวัยเด็กจะต้องมีลักษณะนิสัยเหล่านี้หรือเผชิญปัญหารุนแรงเสมอไป ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย ชี้ว่าหลายคนสามารถเติบโตและปรับตัวได้ดี หากได้รับแรงสนับสนุนที่ดีจากคนรอบข้าง หรือสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่เหมาะสม
ความสำคัญในสังคมไทย
แม้ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตจะสะดวกขึ้น แต่ในภาพรวมของประเทศยังคงมีความท้าทายเรื่องทัศนคติและการตีตราอยู่ ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานสาธารณสุขชี้ว่า โครงการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนและหลักสูตรในโรงเรียนได้เริ่มสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนกล้าพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาทั้งในระดับบุคคลและชุมชน
นอกจากนี้ วัฒนธรรมไทยที่ đề cao “ความเกรงใจ” และการประนีประนอมเพื่อรักษาความสงบสุขในบ้าน อาจเป็นกำแพงที่ทำให้หลายคนไม่กล้าพูดหรือขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา แต่ปัจจุบัน แคมเปญต่าง ๆ และหลักสูตรสุขภาพจิตในโรงเรียนกำลังค่อย ๆ เข้ามาเปลี่ยนทัศนคติเหล่านี้
ในอนาคต นักจิตวิทยาคาดการณ์ว่าการนำมุมมองที่เข้าใจเรื่องบาดแผลทางใจ (trauma-informed approach) มาปรับใช้ในทุกภาคส่วน ทั้งโรงเรียน ที่ทำงาน และสถานพยาบาล จะช่วยยกระดับสุขภาพจิตของคนในชาติได้ แนวทางอย่างการบำบัดโดยใช้บาดแผลเป็นฐาน (trauma-focused therapy) การเจริญสติ และกลุ่มสนับสนุน กำลังถูกนำร่องในศูนย์สุขภาพชุมชนหลายแห่ง ประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่เริ่มคัดกรองและดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อตัดวงจรของบาดแผลไม่ให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคต
ทางเลือกสำหรับผู้ที่สังเกตเห็นลักษณะเหล่านี้ในตนเองหรือคนใกล้ตัว
สำหรับใครที่อ่านแล้วรู้สึกว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีนิสัยเหล่านี้อยู่ ไม่ต้องกังวล เพราะทุกปัญหามีทางออกและเราเริ่มต้นแก้ไขได้ตั้งแต่วันนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับบาดแผลทางใจและผลกระทบของมัน หากเป็นไปได้ควรขอรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา หรือมองหาแหล่งพึ่งพิงอื่น ๆ เช่น ชุมชน หรือหลักคำสอนทางศาสนา การเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเองและสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด ซึ่งอาจเริ่มได้ง่าย ๆ จากการพูดคุยอย่างเปิดอกกับเพื่อนหรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ
ไม่มีใครจำเป็นต้องแบกรับบาดแผลเหล่านี้ไว้เพียงลำพัง งานวิจัยย้ำว่าการยอมรับและทำความเข้าใจลักษณะนิสัยเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่ยังเพื่อร่วมสร้างสังคมไทยที่แข็งแรงและใส่ใจสุขภาพจิตของกันและกันมากขึ้น ปัจจุบัน คลินิกใกล้บ้าน บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ และแผนกสุขภาพจิตในโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มมีบริการที่เชี่ยวชาญมากขึ้น โดยบางแห่งยังรองรับสิทธิประกันสุขภาพของรัฐที่ครอบคลุมปัญหาสุขภาพจิตซึ่งมีรากมาจากวัยเด็กด้วย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายสุขภาพจิตของไทยโดย WHO
การที่สังคมไทยหันมาเรียนรู้และเปิดใจรับฟังสัญญาณของบาดแผลทางใจที่ยังไม่ถูกเยียวยา คือก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศของเราแข็งแกร่งและยืดหยุ่นทางใจมากขึ้น เพื่อที่เราทุกคนจะได้ก้าวไปข้างหน้าและยินดีกับทุกการฟื้นฟูได้อย่างเต็มภาคภูมิ