ผลสำรวจชิ้นล่าสุดที่จัดอันดับมหานครในสหรัฐฯ ตามระดับการศึกษา เผยภาพน่ากังวลว่าหลายเมืองในรัฐเท็กซัสถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มท้ายตาราง สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ขยายวงกว้าง รายงานนี้จัดทำโดย WalletHub เว็บไซต์ด้านการเงินชื่อดัง ซึ่งเปรียบเทียบ 150 มหานครทั่วสหรัฐฯ ทั้งในมิติของระดับการศึกษาและคุณภาพของระบบการศึกษา พบว่า 4 เมืองจากเท็กซัสติด 11 อันดับสุดท้าย ขณะที่เมืองออสตินกลับโดดเด่นขึ้นมาเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรการศึกษาสูงที่สุดของประเทศ

ผลกระทบที่ไทยต้องจับตา

แม้จะเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัญหานี้สะท้อนภาพความท้าทายที่ไทยกำลังเผชิญเช่นกัน เพราะทั้งไทยและสหรัฐฯ ต่างก็มีปัญหาช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบท ทั้งนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังเชื่อมโยงโดยตรงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ โอกาสในชีวิต และคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชน รายงานชิ้นนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า แม้แต่ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ การสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาก็ยังเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ซึ่งถือเป็นบทเรียนและองค์ความรู้สำคัญสำหรับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา หรือผู้ปกครอง

เกณฑ์การจัดอันดับของ WalletHub

WalletHub ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก 11 ตัวชี้วัดหลัก อาทิ สัดส่วนผู้ใหญ่ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย ปริญญาตรี และปริญญาขั้นสูง คุณภาพของโรงเรียนรัฐบาล คะแนนรีวิวจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ตลอดจนช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเชื้อชาติและเพศ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ, เว็บไซต์ GreatSchools.org, ดัชนีความเท่าเทียมทางการศึกษา และข้อมูลวิเคราะห์ของ WalletHub เอง (MyFoxZone; FOX 4 News Dallas-Fort Worth)

เมืองในเท็กซัสที่รั้งท้ายตาราง

ผลสำรวจประจำปี 2025 พบว่าเมืองในรัฐเท็กซัสที่ติด 11 อันดับสุดท้ายของประเทศ ได้แก่

  • บราวน์สวิลล์-ฮาร์ลินเจน (อันดับที่ 149 จาก 150)
  • แมคอัลเลน-เอดินเบิร์ก-มิชชัน (อันดับที่ 148)
  • โบมอนต์-พอร์ตอาร์เธอร์ (อันดับที่ 141)
  • คอร์ปัสคริสตี (อันดับที่ 140)

โดยเฉพาะเมืองบราวน์สวิลล์-ฮาร์ลินเจน ถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีระดับการศึกษาต่ำสุดเป็นอันดับสองของประเทศ ขณะที่เมืองบราวน์สวิลล์และแมคอัลเลน มีสัดส่วนประชากรวัยผู้ใหญ่ที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือสูงกว่าในระดับที่ต่ำมาก

ออสติน: ต้นแบบเมืองการศึกษาสูงที่โดดเด่น

ในทางกลับกัน กลุ่มเมืองออสติน–ราวด์ร็อก–จอร์จทาวน์ กลับทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยติดอันดับ 8 ของประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของรัฐเท็กซัสในด้านระดับการศึกษาของประชากร ส่วนเมืองใหญ่อื่นๆ เช่น ดัลลัส–ฟอร์ตเวิร์ธ–อาร์ลิงตัน (อันดับ 71), ฮิวสตัน–เดอะวูดแลนด์–ชูการ์แลนด์ (อันดับ 85) และซานอันโตนิโอ–นิวบรันเฟลส์ (อันดับ 100) ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและช่องว่างทางการศึกษาภายในรัฐเท็กซัสเอง (MyFoxZone)

เมืองมหาวิทยาลัยครองแชมป์กลุ่มนำ

สำหรับเมืองที่ครองอันดับต้นๆ ของประเทศ ล้วนเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็น แอนน์อาร์เบอร์ (รัฐมิชิแกน), เดอรัม (รัฐนอร์ทแคโรไลนา), แมดิสัน (รัฐวิสคอนซิน) และซานโฮเซ (รัฐแคลิฟอร์เนีย) (FOX 4 News Dallas-Fort Worth)

เสียงสะท้อนจากนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ

นักวิเคราะห์จาก WalletHub ชี้ว่า แม้การศึกษาสูงจะไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จทางการเงินเสมอไป แต่ทั้งสองปัจจัยมีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่งยวด เมืองที่ลงทุนกับการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษาจึงมีแนวโน้มที่จะเติบโตและเจริญรุ่งเรืองมากกว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเชื้อชาติและเพศ ยกตัวอย่างเช่น สัดส่วนคนผิวสีที่จบปริญญาตรีมีเพียง 15.66% ขณะที่คนผิวขาวอยู่ที่ 23.89% ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก (MyFoxZone)

ขณะเดียวกัน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัฐโอคลาโฮมา ให้ความเห็นว่า การสร้างทักษะการอ่านตั้งแต่ระดับประถมศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะการอ่านคือประตูสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่โลกยุคหลังโควิดและสื่อดิจิทัลได้สร้างความท้าทายใหม่ในการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์จากรัฐนิวเจอร์ซีย์ เสริมว่า การปรับนโยบายในระดับเมือง เช่น การจำกัดการขับไล่ผู้มีรายได้น้อยออกจากพื้นที่ และการลงทุนในที่อยู่อาศัยแบบรายได้ผสม สามารถช่วยลดผลกระทบเชิงลบในวงกว้างได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายเมืองอย่างโทรอนโตหรืออีสต์พาโลอัลโตได้นำไปปรับใช้แล้ว

ช่องว่างในเท็กซัสและบทเรียนสำหรับไทย

ช่องว่างทางการศึกษาของเมืองต่างๆ ในเท็กซัส สะท้อนปัจจัยเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อน หลายเมืองที่รั้งท้ายตารางตั้งอยู่ในแถบหุบเขาริโอแกรนด์ ซึ่งมีประชากรเชื้อสายฮิสแปนิกอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับสูงน้อย และมีรายได้เฉลี่ยต่ำ ไม่ต่างจากสถานการณ์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ขณะที่เมืองโบมอนต์–พอร์ตอาร์เธอร์ และคอร์ปัสคริสตี ไม่เพียงแต่มีอัตราการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่ำ แต่คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ยังน่าเป็นห่วง ก่อให้เกิดเป็นวงจรปัญหาที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น (KFDM)

วิธีการประเมินของ WalletHub

WalletHub ให้คะแนนโดยพิจารณาจาก 2 ด้านหลัก ได้แก่

  • ระดับการสำเร็จการศึกษาของประชากร: วัดจากสัดส่วนผู้ใหญ่ที่จบการศึกษาในระดับต่างๆ
  • คุณภาพและช่องว่างทางการศึกษา: พิจารณาจากคะแนนคุณภาพโรงเรียนรัฐบาล อัตราการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ โอกาสในการเรียนเสริมภาคฤดูร้อน และดัชนีชี้วัดความเสมอภาค

แต่ละปัจจัยมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน ก่อนจะนำมาคำนวณถ่วงน้ำหนักเพื่อจัดอันดับโดยรวม (FOX 4 News Dallas-Fort Worth) ด้วยเหตุนี้ เมืองชานเมืองที่มีโรงเรียนคุณภาพดีและอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยวิจัยขนาดใหญ่จึงมักได้คะแนนสูง

ประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงประเทศไทย

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ผลการสำรวจจากสหรัฐฯ ครั้งนี้มีหลายประเด็นที่น่าขบคิดและนำมาปรับใช้

  • ภูมิศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ: ไม่ว่าจะในสหรัฐฯ หรือไทย โอกาสทางการศึกษามักกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่และเมืองมหาวิทยาลัย เช่น กรุงเทพฯ หรือออสติน ขณะที่พื้นที่ชายขอบหรือชนบทยังคงล้าหลัง ทั้งในด้านทักษะการอ่านขั้นพื้นฐานไปจนถึงการศึกษาระดับสูง
  • การเริ่มต้นที่ปฐมวัยคือหัวใจ: ช่องว่างด้านทักษะภาษาและคณิตศาสตร์มักเกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ และขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยเองก็พยายามผลักดันโครงการ “อ่านออกเขียนได้” และพัฒนาทักษะภาษาสำหรับเด็กประถมในจังหวัดที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ
  • เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโดยตรง: ผลวิเคราะห์ของ WalletHub และความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ต่างชี้ตรงกันว่า การศึกษาที่สูงขึ้นนำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น และผู้มีรายได้สูงก็จ่ายภาษีมากขึ้น เมื่อมองในบริบทของไทย ปัญหาการศึกษาในชนบทจึงส่งผลกระทบระยะยาวต่อความมั่งคั่งและงบประมาณของประเทศ
  • ต้องแก้ปัญหาเชิงระบบ: การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่สามารถทำได้แค่ในโรงเรียน แต่ต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน โครงการอาหารกลางวัน และการสนับสนุนครอบครัว ซึ่งเป็นแนวทางที่แวดวงการศึกษาไทยกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น

สังคมไทยให้ค่าการศึกษา แต่ยังเผชิญความท้าทายจากโควิดและความเหลื่อมล้ำ

ในสังคมไทย เราให้ความสำคัญกับการศึกษาและเคารพครูบาอาจารย์ ดังที่เห็นได้จากพิธีไหว้ครูและการสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่แม้กระทั่งโรงเรียนชั้นนำในกรุงเทพฯ ก็ยังต้องเผชิญกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ทั้งในช่วงและหลังการระบาดของโควิด-19 เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอเมริกา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องขบคิดว่าจะลงทุนอย่างไร เพื่อไม่ให้ความแตกต่างของพื้นที่หรือฐานะทางครอบครัวกลายเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเด็ก

โอกาสและความท้าทายในอนาคต

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า แนวโน้มหลังยุคโควิด ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป และช่องว่างทางเทคโนโลยีที่กว้างขึ้น จะเป็นความท้าทายสำคัญทั้งสำหรับไทยและอเมริกา รัฐเท็กซัสซึ่งมีประชากรหลากหลายและเติบโตอย่างรวดเร็ว ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของบทเรียนที่ต้องระวังและต้นแบบที่น่าศึกษา เมืองอย่างออสตินเติบโตได้เพราะมีเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็ง ขณะที่เมืองอื่นๆ อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังหากไม่มีมาตรการเชิงรุกเข้ามาช่วยเหลือ

บทเรียนสำหรับไทย: ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ข้อสรุปสำหรับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมของไทยคือ เราไม่สามารถปล่อยให้การศึกษาที่มีคุณภาพเป็นเรื่องของโชคหรือกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว ทั้งรัฐบาลกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องร่วมมือกันดูแลตั้งแต่ทักษะอ่านออกเขียนได้ในระดับประถมศึกษา ไปจนถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ขณะที่ระดับชุมชนและครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปลูกฝังความใฝ่รู้และช่วยลดช่องว่างทางการเรียนรู้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ผู้อ่านชาวไทยสามารถมีส่วนร่วมได้ คือ การสนับสนุนกิจกรรมเสริมนอกเวลาเรียน เช่น การอ่านหนังสือ หรือการเรียนคณิตศาสตร์ การผลักดันให้มีการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนอย่างเท่าเทียม การอาสาเป็นครูพี่เลี้ยง หรือการติดตามและผลักดันนโยบายจากภาครัฐ สำหรับในระดับครัวเรือน การสร้างนิสัยรักการอ่านและความใฝ่รู้อยากเห็นยังคงเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในระยะยาว ไม่ว่าเราจะอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ขอนแก่น หรือจังหวัดใดของประเทศก็ตาม (WalletHub methodology explanation)

ในวันที่ทั้งสหรัฐฯ และไทยต่างเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก บทเรียนจากเท็กซัสยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างนโยบายการศึกษาที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่สำหรับกลุ่มคนที่ได้เปรียบอยู่แล้ว